ลองนึกภาพวันทำงานของคุณดูสักครั้ง
ตื่นเช้ามาเปิดอีเมลกองพะเนิน นั่งไล่ตอบคำถามซ้ำๆ ที่ลูกค้าถามทุกวัน เสียเวลาครึ่งชั่วโมงหาไฟล์ที่ควรเจอในสามสิบวินาที แล้วก็รู้สึกว่าทั้งวันหมดไปกับสิ่งที่ “ต้องทำ” แต่ไม่มีสักอย่างที่ “สร้างมูลค่า” จริงๆ ให้กับธุรกิจ
นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคุณคนเดียว และมันก็ไม่ใช่ปัญหาเรื่องเงินทุนหรือความรู้ด้วยซ้ำ สิ่งที่คนทำธุรกิจยุคนี้ขาดแคลนที่สุดคือ เวลา และนี่คือสิ่งที่ Thibault Sottiaux ผู้ดูแลผลิตภัณฑ์หลักของ OpenAI ทั้ง ChatGPT และ Codex พูดไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายการสัมภาษณ์ Silicon Valley Girl Podcast
คำพูดของเขาไม่ได้น่าสนใจเพราะตำแหน่งที่เขานั่งอยู่เท่านั้น แต่เพราะสิ่งที่เขาเตือนนั้นตรงกับความจริงที่คนทำธุรกิจตัวเล็กจนถึงตัวใหญ่กำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ นั่นคือ เครื่องมือที่จะเปลี่ยนเกมธุรกิจไปตลอดกาลกำลังอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว แต่คนส่วนใหญ่กลับใช้มันผิดวิธี หรือแย่กว่านั้นคือยังไม่กล้าแตะมันเลยด้วยซ้ำ
บทความนี้จะพาคุณไปดูสามคำถามสำคัญที่ Thibault พูดถึง ทำไมทักษะการป้อนคำสั่งให้เอไอที่ทุกคนแห่เรียนกันในช่วงสองปีที่ผ่านมากำลังจะไม่จำเป็นอีกต่อไป ไฟล์แบบไหนที่คุณห้ามเขียนเองเด็ดขาดถ้าอยากให้เอไอช่วยงานได้จริง และทำไมการ “ใช้เอไอทำทุกอย่าง” ถึงอาจเป็นกับดักที่อันตรายยิ่งกว่าการไม่ใช้มันเลย
จากวิศวกรหนุ่มที่ทิ้งปริญญาเอก สู่คนคุมผลิตภัณฑ์ที่คนใช้มากที่สุดในโลก
Thibault Sottiaux ไม่ใช่นักการตลาดหรือนักธุรกิจที่กระโดดเข้ามาขี่กระแสปัญญาประดิษฐ์ตามเทรนด์ เขาเริ่มต้นเส้นทางในฐานะวิศวกรตัวจริง ผ่านงานด้านโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ของเครื่องที่ Google Maps และห้องปฏิบัติการวิจัยชื่อดังอย่าง DeepMind ก่อนจะย้ายมาทำงานด้านข้อมูลมนุษย์ให้กับโมเดล Gemini
จุดที่น่าสนใจคือเขาเคยตัดสินใจถอนตัวออกจากโปรแกรมปริญญาเอกหลังเรียนได้เพียงสองสัปดาห์ เพราะมองเห็นว่าโลกของเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ห้องเรียนแบบดั้งเดิมจะตามทัน การตัดสินใจครั้งนั้นอาจดูเสี่ยงในสายตาคนทั่วไป แต่มันคือตัวอย่างของแนวคิดที่ว่า บางครั้งความรู้ที่มีค่าที่สุดไม่ได้อยู่ในตำรา แต่อยู่ในสนามจริงที่กำลังเคลื่อนไหว
หลังจากเข้าร่วม OpenAI เขารับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมวิศวกรรมของ Codex เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์สำหรับการเขียนโปรแกรมและทำงานอัตโนมัติ ก่อนจะขยับขึ้นมาดูแลผลิตภัณฑ์หลักทั้งหมดของบริษัท ซึ่งรวมถึง ChatGPT ที่มีผู้ใช้งานรายสัปดาห์หลายร้อยล้านคนทั่วโลก การที่คนคนหนึ่งดูแลทั้งเครื่องมือของนักพัฒนาและเครื่องมือของคนทำงานทั่วไปพร้อมกัน ทำให้มุมมองของเขามีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ เพราะเขาเห็นทั้งสองฝั่งของสมการ ทั้งฝั่งเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและฝั่งผู้ใช้งานที่แค่อยากให้งานเสร็จ
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงไม่ใช่ “เอไอฉลาดขึ้น” แต่คือ “เอไอลงมือทำเองได้”
หลายคนอาจคิดว่าความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์คือการที่มันตอบคำถามได้ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ Thibault ชี้ให้เห็นคือความแตกต่างที่สำคัญกว่านั้นมาก
เอไอแบบดั้งเดิมทำงานในรูปแบบ “ถาม-ตอบ” คุณป้อนคำถาม มันให้คำตอบ แล้วจบการสนทนาในรอบนั้น เหมือนคุณเดินไปถามพนักงานต้อนรับหนึ่งคำถาม ได้คำตอบหนึ่งประโยค แล้วก็เดินจากไป
แต่ปัญญาประดิษฐ์แบบ ตัวแทนดำเนินงานอัตโนมัติ หรือที่วงการเรียกกันว่า Agent นั้นทำงานต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันรับโจทย์มาแล้วลงมือทำงานหลายขั้นตอนด้วยตัวเอง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องนั่งเฝ้าดูทุกวินาที เหมือนการจ้างผู้ช่วยส่วนตัวที่รับโจทย์ไปแล้วกลับมารายงานผลเมื่อเสร็จงาน แทนที่จะต้องคอยสั่งทีละขั้นตอน
Thibault ยกตัวอย่างที่จับต้องได้สองเรื่องในการสาธิตสด เรื่องแรกคือระบบที่จัดการกล่องข้อความอีเมลทั้งหมดให้ วิเคราะห์ว่าอีเมลไหนสำคัญ อีเมลไหนรอได้ แล้ววางแผนการตอบกลับให้อัตโนมัติ ลองจินตนาการว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องรับอีเมลลูกค้าวันละหลายสิบฉบับ การมีระบบที่คัดกรองและร่างคำตอบให้ล่วงหน้าอาจหมายถึงเวลาที่ประหยัดได้เป็นชั่วโมงต่อวัน
เรื่องที่สองคือระบบที่ดึงข้อมูลสถิติการเข้าถึงบัญชี LinkedIn ออกมาวิเคราะห์ให้ทั้งหมด โดยที่เจ้าของบัญชีไม่ต้องเปิดหน้าเว็บด้วยตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว นี่คืองานที่นักการตลาดหลายคนต้องเสียเวลาไปกับการนั่งไล่ดูตัวเลข คัดลอกใส่สเปรดชีต แล้วค่อยวิเคราะห์เอง ซึ่งตอนนี้กลายเป็นงานที่เครื่องจักรทำแทนได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
กับดักอันตรายที่คนฉลาดมักตกหลุมมากที่สุด
ฟังดูเหมือนทุกอย่างจะดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีนี้ แต่ Thibault กลับเตือนในมุมที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง เขาบอกว่าความผิดพลาดที่พบเจอบ่อยที่สุดในหมู่คนทำธุรกิจ ไม่ใช่การไม่ยอมใช้เอไอ แต่คือการพยายามทำให้ทุกกระบวนการมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่เคยหยุดถามว่ากระบวนการนั้นควรมีอยู่ตั้งแต่แรกหรือเปล่า
ลองนึกภาพร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีระบบคิวยุ่งเหยิงมาตลอด ลูกค้าต้องรอนานเพราะพนักงานเสิร์ฟต้องวิ่งไปมาระหว่างครัวกับโต๊ะหลายรอบโดยไม่จำเป็น เจ้าของร้านตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาช่วย แต่กลับเลือกทำแอปพลิเคชันสั่งอาหารที่ทำให้ขั้นตอนเดิมที่ยุ่งเหยิงนั้น “เร็วขึ้น” แทนที่จะถามตัวเองก่อนว่าทำไมพนักงานถึงต้องวิ่งไปมาหลายรอบตั้งแต่แรก นี่คือสิ่งที่ Thibault กำลังพูดถึงพอดี การทำให้ปัญหาที่ผิดพลาดอยู่แล้ววิ่งได้เร็วขึ้น ไม่ได้ทำให้ปัญหานั้นหายไป มันแค่ทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้น
สำหรับคนทำธุรกิจ บทเรียนตรงนี้ชัดเจนมาก ก่อนที่คุณจะนำเอไอมาทำงานใดให้เป็นระบบอัตโนมัติ คุณต้องถามตัวเองก่อนว่างานนั้นสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงให้ธุรกิจหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ การใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยอะไร มันอาจทำให้คุณรู้สึกว่ากำลังก้าวหน้า ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณแค่เดินเร็วขึ้นในเส้นทางที่ผิด
ไฟล์ที่ทุกธุรกิจต้องมี และไฟล์ที่ห้ามเขียนเองเด็ดขาด
หนึ่งในประเด็นที่มีประโยชน์ที่สุดจากบทสัมภาษณ์นี้คือเรื่องของ ไฟล์ข้อมูลบริบท ซึ่งเป็นเอกสารที่คุณต้องเตรียมไว้ให้เอไอก่อนที่มันจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Thibault อธิบายว่า ต่อให้เอไอฉลาดแค่ไหน ถ้ามันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร ทำธุรกิจอะไร กลุ่มลูกค้าเป็นแบบไหน และต้องการผลลัพธ์แบบไหน มันก็ไม่มีทางทำงานให้คุณได้ดี เหมือนการจ้างพนักงานใหม่คนหนึ่งเข้ามาทำงานโดยไม่มีใครอธิบายให้เขาฟังเลยว่าบริษัททำอะไร ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ทำงานผิดทิศทางได้ง่ายๆ
ไฟล์ที่ทุกคนควรมีคือเอกสารที่อธิบาย ตัวตนของธุรกิจ อย่างชัดเจน ได้แก่ เป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง กลุ่มลูกค้าที่ต้องการสื่อสารด้วย ข้อจำกัดที่ต้องระวัง และน้ำเสียงในการสื่อสารที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ เอกสารชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรเขียนเอง เพราะไม่มีใครรู้จักธุรกิจของตัวเองดีไปกว่าตัวเจ้าของ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Thibault กลับแนะนำในทางตรงกันข้ามสำหรับไฟล์อีกประเภทหนึ่ง นั่นคือไฟล์ที่ต้องการความแม่นยำทางเทคนิคสูง เช่น ชุดคำสั่งระบบ หรือชุดคำสั่งพื้นฐานที่กำหนดพฤติกรรมของเอไอ เขาบอกตรงๆ ว่า ไฟล์แบบนี้ห้ามเขียนเอง เพราะเอไอสามารถเขียนไฟล์ประเภทนี้ได้ดีกว่ามนุษย์เสียอีก และการที่คนทั่วไปพยายามเขียนเองมักทำให้เกิดอคติแฝงโดยไม่รู้ตัว เช่น การใส่สมมติฐานผิดๆ หรือคำสั่งที่ขัดแย้งกันเองโดยไม่ทันสังเกต
นี่คือบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับคนทำธุรกิจที่กำลังเริ่มต้นใช้เอไอ รู้จักแบ่งงานให้ถูกฝ่าย ส่วนที่เกี่ยวกับความเข้าใจธุรกิจและวิสัยทัศน์ ให้เป็นหน้าที่ของมนุษย์ ส่วนที่เกี่ยวกับความแม่นยำทางเทคนิคที่ซับซ้อน ให้ปล่อยให้เอไอจัดการเอง ไม่ต่างจากการบริหารทีมงานที่ดี ที่ผู้จัดการไม่จำเป็นต้องรู้ทุกรายละเอียดเชิงเทคนิค แต่ต้องรู้ว่าจะมอบหมายงานให้ใครถึงจะเหมาะสมที่สุด
ทักษะการป้อนคำสั่งกำลังจะตาย และทักษะใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่
ประเด็นที่ Thibault ทิ้งท้ายไว้อาจเป็นเรื่องที่กระทบใจคนจำนวนมากที่สุด เพราะในช่วงสองปีที่ผ่านมา แทบทุกคนในวงการต่างพูดถึงความสำคัญของทักษะการเขียนคำสั่งให้เอไอเข้าใจอย่างแม่นยำ มีคอร์สเรียน มีหนังสือ มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นมาเพื่อสอนทักษะนี้โดยเฉพาะ
แต่ Thibault กลับบอกว่า ทักษะนี้กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะเอไอรุ่นใหม่เข้าใจเจตนาของผู้ใช้ได้ดีพอที่จะไม่ต้องการคำสั่งที่ “สมบูรณ์แบบ” เสมอไปเหมือนในอดีต
สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่คือทักษะที่เขาเรียกว่า การมอบหมายงาน ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากการบริหารทีมงานที่เป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย คุณต้องรู้ว่าจะมอบงานชิ้นไหนให้ใครทำ ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ตรวจสอบผลลัพธ์ระหว่างทาง และที่สำคัญที่สุดคือรู้ว่าเมื่อไรที่ต้องเข้าไปแทรกแซงด้วยตัวเอง
ลองเปรียบเทียบกับการทำงานร่วมกับหัวหน้างานที่เก่งจริง หัวหน้าที่ดีไม่ได้บอกลูกน้องทุกขั้นตอนอย่างละเอียดยิบ แต่บอกเป้าหมายที่ชัดเจน ให้พื้นที่ในการทำงาน แล้วเข้ามาตรวจสอบในจุดที่สำคัญ นี่คือทักษะที่กำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานร่วมกับเอไอเช่นกัน
Thibault เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเอไอในลักษณะที่น่าสนใจมาก เขาบอกว่ามันเหมือนกับการมี ช่างตัดเสื้อส่วนตัว ที่ยิ่งรู้จักคุณมากเท่าไร ก็ยิ่งตัดเสื้อได้พอดีตัวมากขึ้นเท่านั้น ในตอนแรกช่างตัดเสื้ออาจต้องถามคุณหลายคำถามและวัดตัวหลายรอบ แต่เมื่อทำงานร่วมกันไปนานๆ เขาจะเข้าใจสไตล์และความชอบของคุณโดยไม่ต้องอธิบายซ้ำทุกครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับเอไอจึงไม่ใช่เรื่องของการออกคำสั่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพียงครั้งเดียว แต่เป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจร่วมกันไปเรื่อยๆ ผ่านการทำงานร่วมกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำไมคนที่เพิ่งเริ่มวันนี้ ถึงมีโอกาสไล่ทันคนที่ใช้มาสองปี
หนึ่งในประโยคที่ทรงพลังที่สุดจากบทสัมภาษณ์นี้คือการที่ Thibault บอกว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คนที่เพิ่งเริ่มใช้เอไอวันนี้จะสามารถไล่ทันคนที่ใช้มานานถึงสองปีได้
เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ทักษะเฉพาะตัวของแต่ละคน แต่อยู่ที่การออกแบบเครื่องมือเองที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เครื่องมือรุ่นใหม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำงานได้กับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่รู้วิธีเขียนคำสั่งอย่างชำนาญเท่านั้น
นี่คือข่าวดีสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองมาช้าเกินไปในเกมนี้ ในหลายอุตสาหกรรม ความได้เปรียบของคนที่เข้ามาก่อนมักมาจากการสั่งสมทักษะเฉพาะทางที่ใช้เวลานานกว่าจะเชี่ยวชาญ แต่ในกรณีของเอไอยุคใหม่ อุปสรรคด้านทักษะกำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครใช้เอไอมานานกว่ากัน แต่คือใครสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าว่างานส่วนไหนในธุรกิจของตัวเองที่ควรมอบหมายให้เอไอทำ
คำถามที่ Thibault ทิ้งท้ายไว้จึงไม่ใช่ “คุณใช้เอไอเป็นแล้วหรือยัง” แต่เป็น “คุณรู้ไหมว่างานไหนในธุรกิจของคุณที่เอไอทำแทนได้แล้ววันนี้ และคุณยังนั่งทำมันเองอยู่ทำไม”
บทสรุป: สามขั้นตอนที่คุณลงมือทำได้ตั้งแต่วันนี้
จากทุกประเด็นที่ผ่านมา สิ่งที่คนทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่ พนักงานออฟฟิศ หรือเจ้าของกิจการ สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีมีอยู่สามเรื่องหลัก
เรื่องแรก ลองสำรวจงานประจำวันของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แล้วแยกให้ออกว่างานไหนสร้างมูลค่าจริง งานไหนแค่ต้องทำแต่ไม่ได้สร้างอะไรเลย อย่าเพิ่งรีบเอาเทคโนโลยีไปเร่งความเร็วของงานที่ไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก
เรื่องที่สอง เริ่มเขียนเอกสารที่อธิบายตัวตนของธุรกิจตัวเองให้ชัดเจน เป้าหมายคืออะไร ลูกค้าคือใคร น้ำเสียงแบบไหนที่สะท้อนแบรนด์ เอกสารนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เอไอทำงานให้คุณได้ตรงจุดมากขึ้นทุกครั้งที่ใช้งาน
เรื่องที่สาม ฝึกฝนทักษะการมอบหมายงานให้เป็นนิสัย เหมือนกับที่คุณฝึกบริหารทีมงาน ตั้งเป้าหมายให้ชัด ปล่อยให้เอไอลงมือทำ แล้วเข้าไปตรวจสอบในจุดที่สำคัญ แทนที่จะพยายามควบคุมทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้รอให้ใครพร้อมก่อนแล้วค่อยเกิดขึ้น มันกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้วในตอนนี้ คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าคุณจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่คือคุณจะเริ่มต้นวันนี้ หรือปล่อยให้คนอื่นเริ่มก่อนแล้วค่อยตามหลัง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ปัญหาที่แท้จริงของคนทำธุรกิจยุคนี้คือการขาดแคลนเวลา ไม่ใช่เงินทุน และเอไอแบบตัวแทนดำเนินงานคือเครื่องมือที่เข้ามาแก้ปัญหานี้โดยตรง
- อย่ารีบทำให้กระบวนการที่ผิดพลาดอยู่แล้ววิ่งได้เร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี ให้ถามก่อนว่างานนั้นควรมีอยู่หรือไม่
- ธุรกิจควรเขียนเอกสารอธิบายตัวตนของตัวเองเอง แต่ควรปล่อยให้เอไอเขียนไฟล์เชิงเทคนิคที่ต้องการความแม่นยำสูง
- ทักษะการป้อนคำสั่งอย่างสมบูรณ์แบบกำลังลดความสำคัญลง ทักษะการมอบหมายงานให้ถูกที่ถูกเวลาคือสิ่งที่จะมาแทนที่
- คนที่เพิ่งเริ่มใช้เอไอวันนี้มีโอกาสไล่ทันคนที่ใช้มานานได้ เพราะความได้เปรียบอยู่ที่การมองเห็นโอกาส ไม่ใช่ระยะเวลาที่ใช้งานมานาน
คำถามที่พบบ่อย
AI Agent คืออะไร แตกต่างจาก ChatGPT แบบทั่วไปอย่างไร AI Agent คือปัญญาประดิษฐ์ที่รับโจทย์แล้วลงมือทำงานหลายขั้นตอนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องคอยสั่งทีละขั้น ต่างจากการถามตอบแบบดั้งเดิมที่จบในรอบเดียว
ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มใช้เอไอแบบตัวแทนดำเนินงานจากจุดไหนก่อน ควรเริ่มจากงานที่ทำซ้ำทุกวันและกินเวลามาก เช่น การจัดการอีเมล การตอบคำถามลูกค้าเบื้องต้น หรือการรวบรวมข้อมูลสถิติ
ทำไมทักษะการป้อนคำสั่งให้เอไอถึงเริ่มไม่สำคัญเหมือนเดิม เพราะเอไอรุ่นใหม่เข้าใจเจตนาของผู้ใช้ได้แม่นยำขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำสั่งที่เขียนอย่างสมบูรณ์แบบเหมือนในอดีต
ทักษะการมอบหมายงานให้เอไอ ต่างจากการเขียนคำสั่งอย่างไร การมอบหมายงานเน้นการตั้งเป้าหมายให้ชัด ปล่อยให้เอไอตัดสินใจในรายละเอียด แล้วเข้าไปตรวจสอบผลลัพธ์ แทนที่จะควบคุมทุกขั้นตอนด้วยคำสั่งที่ตายตัว
ไฟล์ข้อมูลบริบทที่ธุรกิจต้องเตรียมให้เอไอมีอะไรบ้าง ควรมีเป้าหมายทางธุรกิจ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ข้อจำกัดที่ต้องระวัง และน้ำเสียงในการสื่อสารที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์
ทำไมไม่ควรเขียนชุดคำสั่งระบบให้เอไอด้วยตัวเอง เพราะไฟล์ประเภทนี้ต้องการความแม่นยำทางเทคนิคสูง การเขียนเองมักทำให้เกิดอคติแฝงหรือคำสั่งที่ขัดแย้งกันโดยไม่รู้ตัว
การนำงานมาทำเป็นระบบอัตโนมัติด้วยเอไอมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ความเสี่ยงหลักคือการเร่งความเร็วให้กับกระบวนการที่ผิดพลาดอยู่แล้วโดยไม่ทันสังเกต ทำให้ปัญหาเดิมขยายตัวเร็วขึ้นแทนที่จะหายไป
คนที่ไม่เคยใช้เอไอมาก่อนเลย ยังมีโอกาสตามคนอื่นทันไหม มีโอกาสสูงมาก เพราะเครื่องมือรุ่นใหม่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายสำหรับทุกคน ความได้เปรียบจึงอยู่ที่การมองเห็นโอกาสในธุรกิจของตัวเอง ไม่ใช่ระยะเวลาที่ใช้งานมานาน
คนทำงานออฟฟิศทั่วไปควรเริ่มฝึกทักษะอะไรก่อนเพื่อรับมือกับเอไอยุคใหม่ ควรฝึกทักษะการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและการตรวจสอบผลลัพธ์ เหมือนกับการฝึกบริหารทีมงาน มากกว่าการท่องจำวิธีเขียนคำสั่งที่ซับซ้อน
การใช้เอไอทำทุกอย่างในธุรกิจเป็นเรื่องที่ดีเสมอไปหรือไม่ ไม่เสมอไป เพราะถ้านำไปใช้กับงานที่ไม่สร้างมูลค่าตั้งแต่ต้น เอไอก็เพียงแค่ช่วยให้ทำงานที่ผิดทิศทางได้เร็วขึ้นเท่านั้น
Codex กับ ChatGPT ต่างกันอย่างไรในบริบทของบทความนี้ Codex เป็นเครื่องมือที่เน้นการเขียนโปรแกรมและงานอัตโนมัติสำหรับนักพัฒนา ส่วน ChatGPT เป็นเครื่องมือที่ขยายการใช้งานแบบตัวแทนดำเนินงานไปสู่ผู้ใช้งานทั่วไปในทุกสายอาชีพ
ธุรกิจควรเริ่มเขียนเอกสารตัวตนของแบรนด์เพื่อป้อนให้เอไอตั้งแต่ตอนไหน ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจนำเอไอมาช่วยงาน เพราะยิ่งข้อมูลบริบทชัดเจนตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์ที่ได้จากเอไอก็จะยิ่งตรงจุดมากขึ้นเท่านั้น