เทรดหุ้นทุกวันแต่ทำไมยังรู้สึกล้มเหลว? งานวิจัยเผยความจริงที่คนรุ่นใหม่ต้องรู้ก่อนเงินเก็บหมดตัว

ลองนึกภาพนี้ดู เช้าตื่นมา เปิดโทรศัพท์ สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่เช็กไลน์งาน แต่คือเปิดแอปพลิเคชันซื้อขายหุ้น เฝ้าดูตัวเลขสีเขียวสีแดงกระพริบไม่หยุด ใจเต้นแรงทุกครั้งที่ราคาขยับ กดซื้อ กดขาย ทั้งวันทั้งคืน หวังว่าสักวันจะรวยเร็วเหมือนคนที่เห็นในโซเชียลมีเดีย

ฟังดูคุ้นไหม สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย นี่คือชีวิตประจำวันจริง ๆ และล่าสุดมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ ซึ่งอาจเปลี่ยนมุมมองการลงทุนของคุณไปตลอดกาล

ตัวเลขที่ทำให้ต้องหยุดคิด

สถาบันวิจัยด้านครอบครัวแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการลงทุนของคนรุ่นใหม่ และผลลัพธ์ที่ได้ก็สะเทือนวงการไม่น้อย งานวิจัยพบว่า หนึ่งในสี่ของผู้ชายอายุระหว่าง 18-29 ปี ซื้อขายหุ้นแบบรายวันเป็นประจำ และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มากถึง 64% ของกลุ่มคนเหล่านี้บอกว่าตัวเองรู้สึกเหมือนเป็น “คนล้มเหลว”

ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าพวกเขาได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ แต่แค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเฝ้าจอทั้งวันก็เพียงพอแล้วที่จะบั่นทอนสภาพจิตใจ และถ้าอ้างอิงจากงานวิจัยด้านการลงทุนอื่น ๆ ที่เคยมีมา ตัวเลขที่น่าจะทำให้หลายคนตกใจกว่านั้นคือ นักเทรดหุ้นรายวันประมาณ 95% จบลงด้วยการขาดทุน

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณลองสุ่มหยิบคนที่เทรดหุ้นทุกวันมา 100 คน จะมีคนที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ อยู่แค่ 5 คนเท่านั้น ที่เหลืออีก 95 คน ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ขยันวิเคราะห์กราฟแค่ไหน สุดท้ายเงินก็ไหลออกจากกระเป๋าอยู่ดี

ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงแห่เข้าสู่เกมที่แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

คำถามสำคัญคือ ทำไมคนที่ฉลาดและมีการศึกษาถึงยอมเข้าไปเล่นเกมที่โอกาสชนะแทบไม่มี คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความโง่เขลา แต่อยู่ที่ แรงกดดันทางความรู้สึก ต่างหาก

หลายคนก้าวเข้าสู่วงการเทรดหุ้นรายวันเพราะรู้สึกว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับความสามารถ รู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักแต่ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร บวกกับความรู้สึกกลัวตกขบวน หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กลัวพลาดโอกาส” เมื่อเห็นคนรอบข้างหรือคนในโลกออนไลน์โพสต์ผลกำไรก้อนโตจากการเทรด สมองก็จะส่งสัญญาณเตือนว่า “ถ้าไม่รีบทำตอนนี้ จะพลาดโอกาสรวยตลอดชีวิต”

ความรู้สึกนี้ไม่ต่างจากการเห็นคนแซงคิวในตลาดสด เมื่อเห็นคนอื่นได้ของก่อน ใจก็อยากจะแทรกเข้าไปบ้าง ทั้งที่รู้ว่าการรอคิวอย่างเป็นระเบียบต่างหากที่จะทำให้ได้ของที่ดีที่สุดในที่สุด การลงทุนก็เช่นกัน

เทรดรายวันเหมือนเล่นบ่อนคาสิโนที่มีเจ้ามือได้เปรียบเสมอ

ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น การเทรดหุ้นรายวันมีความคล้ายคลึงกับการเล่นเกมในบ่อนคาสิโนอย่างน่าประหลาดใจ ทุกครั้งที่คุณซื้อขาย คุณกำลังแข่งขันกับกองทุนขนาดใหญ่ที่มีทีมนักวิเคราะห์หลายร้อยคน มีระบบคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์หลายพันเท่า และมีเงินทุนมหาศาลที่สามารถขยับตลาดได้ในพริบตา

ในขณะที่คุณนั่งเฝ้าจอมือถือคนเดียว วิเคราะห์กราฟด้วยความรู้ที่หาอ่านจากอินเทอร์เน็ต แล้วหวังว่าจะเดาทิศทางตลาดได้ถูกต้องในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน นี่ไม่ใช่การแข่งขันที่เท่าเทียมกันเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น การเทรดรายวันยังมาพร้อมกับ ต้นทุนแฝง ที่หลายคนมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่สะสมทุกครั้งที่กดปุ่ม ภาษีจากกำไรระยะสั้น และที่สำคัญที่สุดคือ ต้นทุนทางจิตใจ ความเครียดสะสมจากการเฝ้าจอ การนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องตำแหน่งการลงทุน และความรู้สึกผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อการคาดเดาผิดพลาด

ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การเลิกลงทุน แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด

ข่าวดีก็คือ ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเรื่องผิด สิ่งที่ผิดคือ วิธีการ ต่างหาก แทนที่จะพยายามเอาชนะตลาดในระยะสั้นแบบวันต่อวัน แนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในระยะยาวคือการเป็น นักลงทุนระยะยาว ที่ถือครองสินทรัพย์ไว้เป็นระยะเวลาหลายปีหรือหลายสิบปี

หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักลงทุนระยะยาวทั่วโลกคือ กองทุนดัชนีที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่มักเรียกย่อ ๆ ว่า ETF ซึ่งเป็นกองทุนที่ไม่ได้พยายามเลือกหุ้นรายตัวมาลงทุน แต่เลือกที่จะกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นจำนวนมากพร้อมกัน เพื่อให้ผลตอบแทนสอดคล้องไปกับการเติบโตของตลาดโดยรวม

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาในงานวิจัยคือกองทุนดัชนีตลาดหุ้นรวมของแวนการ์ด หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ VTI ซึ่งเป็นกองทุนที่ถือครองหุ้นมากถึง 3,531 บริษัททั่วสหรัฐอเมริกา พูดง่าย ๆ คือแทนที่จะเดิมพันกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง กองทุนนี้ทำให้คุณเป็นเจ้าของ “เกือบทุกบริษัท” ในตลาดหุ้นอเมริกาไปพร้อมกันในคราวเดียว

จุดเด่นสำคัญของแนวทางนี้คือ ค่าธรรมเนียมการบริหารที่ต่ำมาก อยู่ที่เพียง 0.03% ต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับต้นทุนที่สูญเสียไปกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายบ่อยครั้งของนักเทรดรายวัน นี่คือความแตกต่างที่ส่งผลต่อผลตอบแทนในระยะยาวอย่างมหาศาล

ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าความอดทนคือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา กองทุนดัชนีตลาดรวมชนิดนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 11.75% และในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 14.53% ตัวเลขเหล่านี้อาจฟังดูเป็นนามธรรม แต่เมื่อนำมาคำนวณเป็นเม็ดเงินจริงจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นทันที

สมมติว่านักลงทุนคนหนึ่งลงทุนอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 500 ดอลลาร์สหรัฐในกองทุนนี้ และผลตอบแทนยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม หลังจากผ่านไป 10 ปี เงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นประมาณ 104,028 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อผ่านไป 20 ปี ตัวเลขจะพุ่งขึ้นเป็น 419,983 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อผ่านไป 30 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 1.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่น่าทึ่งที่สุดคือหากขยายระยะเวลาการลงทุนออกไปถึง 40 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่สมเหตุสมผลสำหรับคนที่เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยี่สิบต้น ๆ เงินก้อนนี้จะเติบโตกลายเป็นมากถึง 4.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นี่คือปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า พลังของดอกเบี้ยทบต้น ลองนึกภาพก้อนหิมะที่กลิ้งลงจากยอดเขา ในช่วงแรกก้อนหิมะจะดูเล็กและกลิ้งช้า แต่ยิ่งกลิ้งนานเท่าไหร่ ขนาดของมันก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นก้อนหิมะยักษ์ที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ เงินลงทุนของคุณก็เช่นกัน ในปีแรก ๆ การเติบโตอาจดูช้าและไม่น่าตื่นเต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนที่ได้รับจะเริ่มสร้างผลตอบแทนซ้อนทับกันไปเรื่อย ๆ จนเกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงสิบปีสุดท้าย

บทเรียนที่คนไทยรุ่นใหม่นำไปปรับใช้ได้จริง

แม้ตัวอย่างข้างต้นจะอ้างอิงจากตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา แต่หลักการเดียวกันนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับนักลงทุนไทยเช่นกัน ปัจจุบันมีเครื่องมือการลงทุนที่คล้ายคลึงกันให้เลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกองทุนดัชนีที่อ้างอิงตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ กองทุนรวมเพื่อการออมหรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนหลักการเดียวกันคือ การกระจายความเสี่ยงและถือครองในระยะยาว

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การลงทุนระยะยาวไม่ได้หมายความว่าจะน่าเบื่อหรือไม่มีความตื่นเต้นเลย เพียงแต่ความตื่นเต้นนั้นจะมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป แทนที่จะตื่นเต้นกับตัวเลขที่กระพริบทุกวินาที คุณจะได้สัมผัสความตื่นเต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนการดูต้นไม้ที่ปลูกไว้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นทุกปี จนวันหนึ่งกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาได้อย่างมั่นคง

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วจะเริ่มต้นอย่างไรดี คำตอบง่าย ๆ คือให้เริ่มจากจำนวนเงินที่รู้สึกสบายใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินก้อนใหญ่ในทันที การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือการทยอยลงทุนเป็นประจำทุกเดือนด้วยจำนวนเงินคงที่ เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น และที่สำคัญกว่านั้น มันช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต

เมื่อความรู้สึก “ล้มเหลว” ไม่ใช่ตัวชี้วัดความจริง

กลับมาที่ประเด็นสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ ความรู้สึกล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขาไม่เก่งหรือไม่มีความสามารถ แต่เกิดจากการเลือกเล่นในสนามที่ไม่เหมาะกับตัวเองตั้งแต่แรก การเทรดหุ้นรายวันคือเกมที่ต้องอาศัยความเร็ว ข้อมูล และทรัพยากรมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนรายย่อยแทบไม่มีทางแข่งขันได้เลย

ในทางกลับกัน การลงทุนระยะยาวคือเกมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน พนักงานออฟฟิศที่มีเงินเดือนจำกัด หรือเจ้าของกิจการที่ยุ่งจนไม่มีเวลาเฝ้าจอ ทุกคนสามารถใช้หลักการเดียวกันนี้ได้ นั่นคือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ กระจายความเสี่ยง และให้เวลาเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งแทนการเดาทิศทางตลาด

สิ่งที่ควรทำแทนการเฝ้าจอทั้งวันคือการนำเวลาและพลังงานไปลงทุนกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะการทำงาน การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ในสายอาชีพ หรือการหาโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานหลักคือแหล่งเงินทุนที่แท้จริงที่จะนำไปต่อยอดในการลงทุนระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

บทสรุป: เลือกเกมที่คุณชนะได้จริง ไม่ใช่เกมที่ทำให้รู้สึกแย่กับตัวเอง

ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ตลาดหุ้นไม่ใช่บ่อนพนันที่ให้รางวัลกับคนที่กล้าเสี่ยงที่สุด แต่เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งที่ให้รางวัลกับคนที่มีความอดทนและมีวินัยมากที่สุดต่างหาก การเทรดหุ้นรายวันอาจให้ความตื่นเต้นในระยะสั้น แต่สถิติชี้ชัดว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นแทบไม่มี และที่สำคัญกว่านั้น มันอาจทำร้ายสุขภาพจิตของคุณไปพร้อม ๆ กับกระเป๋าเงิน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังรู้สึกเหนื่อยล้ากับการเฝ้าจอทั้งวัน หรือกำลังพิจารณาว่าจะเริ่มต้นเส้นทางการลงทุนอย่างไรดี บทเรียนจากงานวิจัยนี้ชัดเจนมาก นั่นคือ ให้เลือกเป็นนักลงทุนระยะยาวที่มีความอดทน ลงทุนอย่างสม่ำเสมอในสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงได้ดี และปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน แทนที่จะพยายามเอาชนะตลาดในทุก ๆ วัน

ท้ายที่สุดแล้ว ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเดิมพันครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่ถูกต้อง ทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เป็นระยะเวลานานพอที่จะให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นได้ทำงานอย่างเต็มที่

บทความนี้นำเสนอข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนเฉพาะบุคคล ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

สรุปประเด็นสำคัญ

  • งานวิจัยพบว่า 64% ของชายหนุ่มอายุ 18-29 ปีที่เทรดหุ้นรายวันรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
  • นักเทรดหุ้นรายวันประมาณ 95% จบลงด้วยการขาดทุน เพราะแข่งขันกับกองทุนที่มีทรัพยากรเหนือกว่ามาก
  • กองทุนดัชนีที่กระจายความเสี่ยงและถือครองระยะยาวให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 11-14% ต่อปีในบางช่วงเวลา
  • พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินลงทุนสม่ำเสมอเติบโตเป็นกอบเป็นกำได้เมื่อให้เวลาเพียงพอ
  • ทางออกที่ยั่งยืนคือลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัย แทนการเดาทิศทางตลาดรายวัน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ทำไมนักเทรดหุ้นรายวันส่วนใหญ่ถึงขาดทุน A: เพราะต้องแข่งขันกับกองทุนขนาดใหญ่ที่มีทีมวิเคราะห์และเทคโนโลยีที่เหนือกว่ามาก อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าธรรมเนียมและภาษีที่สะสมจากการซื้อขายบ่อยครั้ง

Q: การลงทุนระยะยาวต่างจากการเทรดรายวันอย่างไร A: การลงทุนระยะยาวเน้นถือครองสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงไว้หลายปีหรือหลายสิบปี โดยไม่พยายามคาดเดาทิศทางตลาดในระยะสั้น

Q: กองทุนดัชนีคืออะไร A: คือกองทุนที่ลงทุนกระจายไปยังหุ้นจำนวนมากเพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับการเติบโตของตลาดโดยรวม แทนการเลือกหุ้นรายตัว

Q: ควรเริ่มลงทุนระยะยาวด้วยเงินเท่าไหร่ A: ไม่มีจำนวนขั้นต่ำที่ตายตัว ควรเริ่มจากจำนวนเงินที่รู้สึกสบายใจและลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน

Q: การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนคืออะไร A: คือการทยอยลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินคงที่ในทุกช่วงเวลา ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาในระยะสั้น

Q: ดอกเบี้ยทบต้นทำงานอย่างไร A: ผลตอบแทนที่ได้รับจะถูกนำไปลงทุนต่อ ทำให้เกิดผลตอบแทนซ้อนทับกันไปเรื่อย ๆ และเติบโตเร็วขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานพอ

Q: คนที่มีรายได้น้อยสามารถลงทุนระยะยาวได้ไหม A: ได้ เพราะการลงทุนระยะยาวไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในทันที สามารถเริ่มจากจำนวนเล็กน้อยและเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เติบโต

Q: การเทรดหุ้นรายวันส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอย่างไร A: การเฝ้าติดตามตลาดตลอดเวลาสร้างความเครียดสะสม ความวิตกกังวล และความรู้สึกผิดหวังเมื่อการคาดการณ์ผิดพลาดบ่อยครั้ง

Q: ต้องมีความรู้ด้านการเงินมากแค่ไหนถึงจะลงทุนระยะยาวได้ A: ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ระดับผู้เชี่ยวชาญ เพราะกองทุนที่กระจายความเสี่ยงถูกออกแบบมาให้จัดการความซับซ้อนแทนนักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว

Q: ควรลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือตลาดต่างประเทศ A: ทั้งสองทางเลือกมีข้อดีต่างกัน การกระจายเงินลงทุนไปทั้งสองตลาดสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเศรษฐกิจประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

Q: ค่าธรรมเนียมกองทุนสำคัญอย่างไรต่อผลตอบแทนระยะยาว A: ค่าธรรมเนียมที่สูงจะกัดกินผลตอบแทนสะสมไปทีละน้อยตลอดหลายสิบปี การเลือกกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำจึงช่วยรักษาผลตอบแทนสุทธิให้สูงขึ้นในระยะยาว

Q: ควรใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการลงทุนระยะยาว A: โดยทั่วไปพลังของดอกเบี้ยทบต้นจะเริ่มแสดงผลชัดเจนหลังผ่านไปสิบปีขึ้นไป และยิ่งเห็นผลชัดเจนมากขึ้นเมื่อขยายระยะเวลาออกไปถึงยี่สิบหรือสามสิบปี