
ข้อมูลสมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของ มะแว้งเครือ
- ชื่อสมุนไพร มะแว้งเครือ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum trilobatum L.
ชื่อวงศ์ Solanaceae
ชื่อพ้อง -
ชื่ออังกฤษ -
ชื่อท้องถิ่น แขว้งเคีย
- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย มีหนามตามกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 4-5 ซม. ยาว 5-8 ซม. ขอบใบเว้า มีหนามตามเส้นใบ ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีม่วง ผลเป็นผลสดรูปกลม ผลดิบสีเขียวมีลายตามยาว เมื่อสุกสีแดง (1, 2)
- ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ
ผลแก่สด รสขม เป็นยากัดเสมหะ
- สารสำคัญ
ผล มีสาร solasodine, solanidine (3)
- การศึกษาทางคลินิก และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางคลินิก
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
การศึกษาขอมูลยอนหลังชวงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2558 จากเวชระเบียนของผูปวยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไดรับการวินิจฉัยจากแพทยแผนปจจุบัน จํานวน 20 ราย ไดรับยาตํารับมธุรเมหะ (ประกอบด้วยสมุนไพรทั้งสิ้น 26 ชนิด พบว่ามีรายงานข้อมูลทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรในตำรับว่ามี 13 ชนิดที่มีรายงานว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในสัตว์ทดลอง ได้แก่ กำแพงเจ็ดชั้น ข้าวเย็นใต้ ข้าวเย็นเหนือ ครอบจักรวาล โคกกระสุน บอระเพ็ด ฟ้าทะลายโจร มะแว้งเครือ สมอไทย สมอพิเภก หญ้าหนวดแมว แห้วหมู และอินทนิลน้ำ เป็นต้น) ของโรงพยาบาลการแพทยแผนไทยและการแพทยผสมผสาน ขนาด 300 มก. กอนอาหารเชา-เย็น ติดตอกัน 14 วัน จากนั้นเปรียบเทียบระดับน้ำตาลในเลือดกอนและหลังการรักษาในโรงพยาบาล การแพทยแผนไทยและการแพทยผสมผสาน พบว่าอาสาสมัครเพศชาย จํานวน 10 ราย มีชวงอายุ 49-80 ป มีคาเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดกอนและหลังไดรับตํารับมธุรเมหะรวมกับยาแผนปจจุบัน เทากับ 162.30 ± 22.77 และ 139.00 ± 13.97 มก./ดล. ตามลําดับ และเชนเดียวกันกลุมอาสาสมัครเพศหญิง จํานวน 10 ราย มีคาเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดกอนและหลังไดรับตํารับมธุรเมหะรวมกับยาแผนปจจุบัน เทากับ 153.00 ± 27.30 และ 130.30 ± 26.24 มก./ดล. ตามลําดับ ระดับน้ำตาลในเลือดของกลุมอาสาสมัครลดลงอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (4) เช่นเดียวกับการศึกษาของ ภริตา และคณะว่าตำรับยามธุรเมหะเมื่อศึกษาผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 347 คน มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 48.91 ± 10.22 ปี เพศหญิงจำนวน 286 คน (ร้อยละ 82.8) ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 24.98 ± 3.59 กก./ม2 ระยะเวลาในการเป็นเบาหวานเฉลี่ย 6.9 ± 4.59 ปี พบว่ากลุ่มที่ใช้ยามธุรเมหะร่วมกับยาเมทฟอร์มิน และยามธุรเมหะร่วมกับทั้งเมทฟอร์มิน และยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย มีระดับนน้ำตาลในเลือดช่วงอดอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการใช้ยามธุรเมหะแบบเดี่ยวหรือร่วมกับยาแผนปัจจุบันชนิดอื่นไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสัญทางสถิติ ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจ HbA1c ทั้งก่อนและหลังได้รับยามธุรเมหะ มีจำนวน 125 คน (ร้อยละ 35.61) ซึ่งทั้ง 4 กลุ่ม ไม่พบว่ามีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับยา ค่าการทำงานของตับและไตไม่แสดงความรุนแรงของโรคค่าอัตราการกรองผ่านไต (eGFR) ก่อนและหลังไม่แตกต่างกัน และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง การใช้ยามธุรเมหะเป็นระยะเวลา 3 ปี อาจมีฤทธิ์เสริมกับยาเมทฟอร์มินในการลดระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่แรกเริ่มวินิจฉัยหรือเป็นเบาหวานในระดับกลางที่ไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ขนาดยามธุรเมหะ ที่ใช้ต่ำสุดและสูงสุดเท่ากับ 350 - 3,500 มก./วัน นอกจากนี้ยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อไต ไม่มีผลในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด (5)
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดจากผลมะแว้งเครือในหนูถีบจักร โดยสกัดผลมะแว้งเครือด้วยน้ำ 95%เอทานอล และสกัดด้วย 95%เอทานอลผสมกรดไฮโดรคลอริก ในอัตราส่วน 10:1 แล้วนำสารสกัดทั้งสามชนิดมาทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบในหนูถีบจักร โดยใช้การเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบทั้งแบบเฉพาะที่ภายนอก และแบบที่เกิดการอักเสบในช่องท้อง การศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากผลมะแว้งเครือทั้งในการป้องกันและการรักษาอาการบวมของใบหูหนูถีบจักร ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบโดยการทาสาร ethyl-phenylpropiolate (EPP) และสารทดสอบบริเวณใบหูของหนูถีบจักรด้านใน และด้านนอก การศึกษาฤทธิ์ป้องกันโดยการทาสารสกัดจากผลมะแว้งเครือก่อนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบด้วย EPP ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดทั้ง 3 ชนิด ขนาด 0.5, 1 และ 2 มก./หู สามารถป้องกันการบวมของใบหูของหนูถีบจักร โดยแปรผันตรงตามความเข้มข้นของสารสกัด สำหรับการทดสอบฤทธิ์ในการรักษาการอักเสบ ศึกษาในหนูถีบจักรเช่นกัน โดยเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบของใบหูด้วยการทา EPP เป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อน แล้วทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดน้ำ และสารสกัดเอทานอล ขนาด 0.5, 1 และ 2 มก./หู และสารสกัดเอทานอล ผสมกรดไฮโดรคลอริก ขนาด 0.25, 0.5 และ 1 มก./หู พบว่าสารสกัดทั้ง 3 ชนิด สามารถลดการบวมของใบหูของหนูถีบจักร ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.01) ซึ่งแปรผันตามความเข้มข้นของสารสกัด สารสกัดทั้ง 3 ชนิด แสดงฤทธิ์ป้องกัน และรักษาการอักเสบตลอด 4 ชั่วโมง ของการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน เดกซาเมทาโซน 0.05 มก./หู ส่วนการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารสกัดจากผลมะแว้งเครือด้วยเอทานอล โดยใช้การทดสอบการอักเสบในช่องท้อง 2 วิธี ได้แก่ กรดอะซิติกเหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนที่ของของเหลวออกนอกหลอดเลือด และคาราจีแนนเหนี่ยวนำให้เกิดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาว พบว่าสารสกัด 95%เอทานอล (200, 400 และ 600 มก./กก.) แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P< 0.001) ในทั้ง 2 วิธีการทดสอบ อย่างไรก็ตามพบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบน้อยกว่าสารมาตรฐานสำหรับลดการอักเสบ (เดกซาเมทาโซน 1 มก./กก. และอินโดเมทาซิน 10 มก./กก.) จากการศึกษาดังกล่าวนี้ สรุปได้ว่าสารสกัดน้ำ สารสกัด 95%เอทานอล และสารสกัด 95%เอทานอลผสมกรดไฮโดรคลอริกจากผลมะแว้งเครือมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในรูปแบบการทาภายนอก และยังพบว่าสารสกัด 95%เอทานอลมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเมื่อให้โดยป้อนทางปากด้วย (6)
สารสกัดเมทานอลของใบมะแว้งเครือ ขนาด 100, 200 และ 300 มก./กก. เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง ในหนูแรท พบว่าสารสกัดเมทานอลของใบมะแว้งเครือขนาด 300 มก./กก. นน.ตัว สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้มากที่สุดถึง 54.44% เมื่อเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนนที่ทำให้อุ้งเท้าหนูบวม ในขณะที่ยาแผนปัจจุบัน indomethacin สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ 57.08% ส่วนสารสกัดเมทานอลของใบมะแว้งเครือ ขนาด 100, 200 และ 300 มก./กก. สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ เมื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการอักเสบที่อุ้งเท้าหนูด้วย สาร dextran, histamine และ serotonin และฤทธิ์ต้านการอักเสบจะเพิ่มมากขึ้นตามขนาดของสารสกัด ส่วนการต้านการอักเสบแบเรื้อรังพบว่า สารสกัดเมทานอลของใบมะแว้งเครือ ขนาด 200 และ 300 มก./กก. สามารถต้านการอักเสบของเนื้องอกชนิดแกรนนูโลมา (granuloma) ได้ 22.65% ในขณะที่ยาแผนปัจจุบัน indomethacin สามารถต้านการอักเสบได้ 28.37% จากการศึกษาสรุปได้ว่าสารสกัดเมทานอลของใบมะแว้งเครือ ขนาด 100, 200 และ 300 มก./กก. สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง ในหนูแรทได้ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน indomethacin (Sahu, 2013)
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเมทานอล และน้ำ ของใบและผลมะแว้งเครือด้วยวิธี hydroxyl free radical scavenging assay พบว่าสารสกัดเมทานอลของผลมะแว้งเครือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้สูงที่สุด 28.72% ตามด้วยสารสกัดเมทานอลของใบ สารสกัดน้ำของใบ และสารสกัดน้ำจากผลมะแว้งเครือ ตามลำดับ (Kumar, 2016) การศึกษาในหนูแรทเพศผู้ แบ่งหนูออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมปกติไมได้รับสารใดๆ กลุ่มที่ 2 ได้รับสาร thioacetamide (TAA) ที่ทำให้เกิดพิษที่ตับ กลุ่มที่ 3 และ 4 ป้อนสารสกัดน้ำจากใบมะแว้งเครือ ขนาด 100 และ 200 มก./กก. นน.ตัว วันละ 1 ครั้ง ตามลำดับ นานติดต่อกัน 10 วัน หลังจากนั้นเจาะเลือดหนูดูค่าการทำงานของตับ พบว่าในกลุ่มที่ได้รับสารพิษ TAA ค่าเอนไซม์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในเลือดและตับ glutathione (GSH), superoxide dismutase (SOD), catalase (CAT), glutathione peroxidase (GPx) มีค่าลดลง แต่สารอนุมูลอิสระมากขึ้น ส่วนในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดน้ำจากใบมะแว้งเครือพบว่าเอนไซม์ GSH, SOD, CAT และ GPx มีค่าเพิ่มมากขึ้น แต่สารอนุมูลอิสระลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดน้ำจากใบมะแว้งเครือมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปกป้องการทำลายตับ (Ganesan, 2017)
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
การศึกษาในหลอดทดลองสารสกัดน้ำของมะแว้งเครือ (ไมระบุส่วนที่ใช้) พบว่าค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อดังกล่าว (MIC) Staphylococcus aureus, Bacillus subtilus, Escherichia coli และ Klebsiella species มีค่าอยู่ในช่วง 0.06 - 0.5 มก./มม. (Balakrishnan, 2015) การศึกษาในหลอดทดลองสารสกัดน้ำ เมทานอล คลอโรฟอร์ม ของใบ ผล รากมะแว้งเครือต่อเชื้อแบคทีเรียชนิด S. aureus และ K. pneumonia พบว่าสารสกัดเมทานอลให้ผลดีที่สุดในการยับยั้งเชื้อ โดยที่สารสกัดเมทานอลจากใบ และผลมะแว้งเครือมีค่า MIC เท่ากับ 20 และ 30 มก./มล. ต่อเชื้อ S. aureus ตามลำดับ และ MIC ของสารสกัดเมทานอลจากใบ และผลมะแว้งเครือ ต่อเชื้อ K. pneumonia เท่ากับ 30 มก./มล. (Natheer, 2015)
ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด
การศึกษาโดยสกัดผลมะแว้งเครือ ด้วยตัวทำละลายชนิดต่างๆ ได้แก่ น้ำ, เมทานอล, เอทานอล แล้วนำสารที่สกัดได้มาทดสอบฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสัตว์ทดลอง ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดน้ำของผลมะแว้งเครือ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดกระต่ายได้หลังจากกระต่ายได้รับสารสกัดสมุนไพร 2 ชั่วโมง โดยสารสกัดสมุนไพรที่สกัดด้วยเอทานอลของผลมะแว้งเครือ ลดระดับน้ำตาลได้หลังจากกระต่ายได้รับ 2 และ 3 ชั่วโมง จากผลการทดลองนี้แสดงว่า สารสกัดจากผลมะแว้งเครือสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ (12)
การศึกษาฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดน้ำจากใบมะแว้งเครือ ทำการทดลองในหนูแรทสายพันธุ์วิสตาร์ ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย streptozotocin (STZ) แล้วป้อนสารสกัดน้ำจากใบมะแว้งเครือ ในขนาด 100 และ 200มก/กก. พบว่าสารสกัดสามารถเพิ่มการทำงานของ hepatic hexokinase (โดยเพิ่มการเกิด กระบวนการ glycolysis ทำให้มีการนำกลูโคสในเลือด มาใช้เป็นพลังงาน) และลดปริมาณ hepatic glucose-6-phosphatase, serum acid phosphatase (ACP), alkaline phosphatase (ALP) และ lactate dehydrogenase (LDH) (สารเหล่านี้จะพบในปริมาณสูงในภาวะเบาหวาน โดยจะหลั่งออกจากเนื้อเยื่อเข้าสู่กระแสเลือด) โดยสรุปสารสกัดใบมะแว้งเครือสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ทั้งยังช่วยปกป้องตับได้ (13)
- อาการข้างเคียง
ยังไม่มีรายงาน
- การทดสอบความเป็นพิษ
การศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดผลมะแว้งด้วยเอทานอล ในหนูถีบจักรสายพันธุ์ ICR และหนูขาวสายพันธุ์วิสตาร์ โดยการทดสอบพิษเฉียบพลัน ให้สารสกัดทางปาก ในขนาด 5 ก./กก. เพียงครั้งเดียว ผลพบว่าไม่ทำให้หนูตาย และไม่พบอาการผิดปกติ น้ำหนักตัวหนูไม่เปลี่ยนแปลง การทดสอบพิษเรื้อรังในหนูขาวเพศผู้ โดยป้อนสารสกัดขนาด 1ก./กก. เป็นเวลา 28 วัน ไม่พบการตายของหนู และไม่พบอาการเกิดพิษ ค่าน้ำหนักตัว อาการทางคลินิก ค่าชีวเคมีในเลือด และเนื้อเยื่อไม่เปลี่ยนแปลง การทดสอบการระคายเคืองของสารสกัด โดยทดสอบที่ผิวหนังของกระต่าย โดยทาสารทดสอบปริมาณ 0.5 มล. (400 mg/ml) หลังทาสารทดสอบที่เวลา 1, 2, 3, 24, 48 และ 72 ชม. พบว่าไม่เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังกระต่าย (14)
- วิธีการใช้
8.1 ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)
ใช้รักษาอาการไอและขับเสมหะ นำเอาผลแก่สด 5 - 10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใส่เกลือรับประทานบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อจนกว่าอาการจะดีขึ้น
8.2 ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ไม่มี
เอกสารอ้างอิง
- พร้อมจิต ศรลัมพ์ รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะ. สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. กรุงเทพฯ:บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊ฟ จำกัด,2535:257 หน้า
- มาโนช วามานนท์ เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ. ผักพื้นบ้าน : ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,2538:256 หน้า.
- Thongchai W, Thongpoon C, Saysin S, Liawruangrath B. Development of HPLC method for the determination of solasodine and solanidine. 33rd Congress on Science and Technology of Thailand, October 18-20, 2007, Walailak University, Nakorn Sri Thammarat, Thailand 2007.
- ภาวุฒิ การสะสม ฑิตาพร แซ่เจีย ศิริมา วงศาวัฒนานนท์ และคณะ. ประสิทธิผลของตำรับยามธุรเมหะในผู้ป่วยเบาหวานโรงพยาบาล การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน. บทคัดย่อประกวดผลงานวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ครั้งที่ 13, 2016 หน้า 27.
- Permphol P, Tharavanij T, Itharat A, Srimongkol Y, Chinsoi P, Chanpen O. Efficacy and safety of Mathurameha for type 2 diabetes mellitus treatment. Thammasat Med J. 2016; 16(4):589-99.
- วันทณี หาญช้าง.ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอาการคันของสารสกัดจากผลมะแว้งเครือ [วิทยานิพนวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (เภสัชศาสตร์ชีวภาพ)].กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2549.
- Sahu J, Rathi B, Koul S, Khosa RL. Solanum trilobatum (Solanaceae) – An Overview. J Nat Remedies. 2013;13(2):76-80.
- Sorna Kumar RSA, Karthick Raja N, Vijay M, Guru Raja CS. Anti-oxidant, anti-diabetic, antimicrobial and hemolytic activity ofSolanum torvum and Solanum trilobatum. J Pharm Sci & Res. 2016;8(8):725-8.
- Ganesan K, Sukalingam K and XuGanesan B. Solanum trilobatumL. ameliorate thioacetamide -induced oxidative stress and hepatic damage in albino rats. Antioxidants. 2017;6(3):68;doi:10.3390/ antiox6030068.
- Balakrishnan P, Musafar Gani TA, Subrahmanyam S and Shanmugam K. A perspective on bioactive compounds fromSolanum trilobatum. J Chem Pharm Res. 2015;7(8):507-12.
- Esath Natheer S, Thenmozhi A and Syed Abdul Rahman M. Studies on antibacterial activity and phytochemical analysis ofSolanum trilobatumagainst some human pathogens. IJSR. 2015;1(5):124-8.
- สุรัตน์ ทัศนวิจิตรวงศ์. การศึกษาทางเคมีและทางชีวเคมี ของสารอินทร์ในพืชที่มีฤทธิ์เป็นยาแก้เบาหวาน [วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาเคมี]. เชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ :2522.
- Kumar G, Banu GS, Balapala KR. Ameliorate the effect of Solanum trilobatum L. on hepatic enzymes in experimental diabetes. NPAIJ. 2011;7(6): 315-319.
- Thongpraditchote S, Hanchanga W, Wongkrajang Y, Temsiririrkkul R, Atisuk K. Toxicological Evaluation of Solanum trilobatum L. Fruit Extract. Mahidol University Journal of Pharmaceutical Sciences.2014;41(4):39-46.
เว็บนี้รวบรวมข้อมูลสมุนไพรไทยโบราณ ไม่ว่าจะสุดยอดสมุนไพร20ชนิดซึ่งล้วนเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน สามารถพบได้ทั่วไปเพราะเป็นสมุนไพรในท้องถิ่น ข้อมูลสมุนไพรไทยเหล่านี้ทำให้รู้ว่าสมุนไพร คืออะไร บางคนต้องการทราบสมุนไพร12ชนิดว่ามีอะไรบ้าง หรือสมุนไพร108ชนิ มีอะไรบ้าง ในเรื่องสมุนไพรพื้นบ้านเหล่านี้เรารวบรวมสมุนไพรไทย สรรพคุณ ชื่อวิทยาศาสตร์ 50 ชนิดไว้ให้ด้วยแล้ว พืชสมุนไพรป่าเราก็รวบรวมมาทั้งในหนังสือตํารายาสมุนไพรไทยโบราณที่มีสมุนไพร 61 ชนิดทำให้ที่บถึงสรรพคุณสมุนไพรไทย 200 ข้อมูลสมุนไพรไทย สรรพคุณ บางอย่างเรารวบรวบมาจากไฟล์pdf