
ข้อมูลสมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของ มะขามป้อม
- ชื่อสมุนไพร มะขามป้อม
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica L.
ชื่อวงศ์ EUPHORBIACEAE
ชื่อพ้อง Emblica officinalis Gaertn.
ชื่ออังกฤษ Indian gooseberry, Emblic, Emblic myrobalan, Malacca tree, Myrobalan
ชื่อท้องถิ่น กันโตด, กำทวด, มั่งลู่, สันยาส่า
- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้ยืนต้น สูง 8-20 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับรูปขอบขนาน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกย่อยสีนวล ผลเป็นผลสด รูปกลม ผิวเรียบ มีเส้นพาดตายาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม (1)
- ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ
ผลสด มีรสเปรี้ยวอมฝาด เป็นยาบำรุง ทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด กระตุ้นน้ำลาย ละลายเสมหะ ช่วยระบาย ขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้คอแห้ง (2)
ผลแห้ง เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย (3)
- สารสำคัญที่เชื่อว่าเป็นสารออกฤทธิ์ หรือสารที่ใช้ประเมินคุณภาพของสมุนไพร
ผลสดมีวิตามินซีสูง และมีสารแทนนิน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้วิตามินซีสลายตัวโดยปฏิกิริยาออกซิเดชัน หรือชะลอให้เกิดช้าลง นอกจากนี้ยังพบสารชนิดอื่นๆ ได้แก่ trigalloylglucose, ellagic acid, corilagin, terchebin, phyllemblin, phyllemblic acid และ embliccol ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านจุลชีพต่างๆ และต้านอนุมูลอิสระ (3)
- ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
5.1 ฤทธิ์แก้ไอ
การป้อนสารสกัดเอทานอลจากผลมะขามป้อมขนาด 50 และ 200 มก./กก. ให้แก่แมวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการไอ ด้วยการทำให้ระคายเคืองบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจและหลอดลมพบว่า ที่ขนาด 200 มก./กก. มีฤทธิ์แก้ไอ โดยลดจำนวนครั้ง ความถี่ และความแรงของการไอได้ และเมื่อเปรียบเทียบผลกับยาแก้ไอแผนปัจจุบันพบว่า สารสกัดเอทานอลจากผลมะขามป้อมขนาด 50 มก./กก. และ 200 มก./กก. ให้ผลยับยั้งการไอได้คิดเป็น 27.3% และ 38.1% ตามลำดับ ส่วนยาแก้ไอ codeine ขนาด 10 มก./กก. และ dropropizine ขนาด 100 มก./กก. เมื่อฉีดเข้าช่องท้องแมว จะให้ผลในการยับยั้งการไอคิดเป็น 62% และ 28.3% ตามลำดับ (4)
5.2 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
สารสกัดแอลกอฮอล์ 80% จากผลมะขามป้อม มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีค่า median effective dose (ED50) เท่ากับ 1.5 มคก./มล. ซึ่งมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับวิตามินซีที่มีค่า ED50 เท่ากับ 1.4 มคก./มล. และออกฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดแอลกอฮอล์ 40% (5) และสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมแห้งมีปริมาณสารโพลีฟีนอลสูงสุด (total phenolic) เท่ากับ 34.22±1.74 กรัมสมมูลของกรดแกลลิก/ปริมาณสารสกัด 100 กรัม (g gallic acid/100g extract) และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบฤทธิ์ด้วยวิธี 1,1-diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH) , ABTS radical scavenging และ FRAP assay (6)
สารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอลจากผลมะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH โดยมีผลยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระคิดเป็น 85.32 และ 86.36% ตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์สารสำคัญที่พบในสารสกัดทั้ง 2 ชนิดพบว่า ทั้งสารสกัดน้ำและสารสกัดเมทานอลจากผลมะขามป้อมพบสารกลุ่มแทนนิน, ซาโปนิน, ฟีนอลิก และคาร์โบไฮเดรต ในขณะที่ สารกลุ่มแอลคาลอยด์ และฟลาโวนอยด์จะพบในสารสกัดเมทานอล และสารกลุ่มไกลโคไซด์จะพบในสารสกัดน้ำจากผลเท่านั้น (7)
การป้อนสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมขนาดวันละ 125, 250 และ 500 มก./กก. ให้แก่หนูขาว นานติดต่อกัน 5 วัน ก่อนเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไตเสียหายแบบเฉียบพลันด้วยการฉีดสารทึบรังสี iopromide พบว่า การป้อนขนาดวันละ 250 และ 500 มก./กก. มีผลกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต้านอนุมูลอิสระได้แก่ superoxide dismutase (SOD), และ catalase (CAT) และลดการเกิด malondyaldehyde (MDA) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับหนูขาวที่ได้รับการฉีดสารทึบรังสีเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีผลช่วยยับยั้งความเสียหายของไต โดยมีผลลดค่าตัวชี้วัดซึ่งบ่งบอกถึงภาวะไตเสียหายได้แก่ ค่า serum creatinine และ blood urea nitrogen (BUN) แสดงให้เห็นว่า สารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเกิดความเสียหายของไตจากการฉีดสารทึบรังสี โดยมีกลไกผ่านกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ (8) และในการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของมะขามป้อม ด้วยการป้อนสารสกัดบิวทานอลจากผลมะขามขนาด 100 มก./กก. ให้กับหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดแผลด้วย indomethacin (20 มก./กก.) เป็นเวลาติดต่อกัน 10 วัน พบว่าสามารถลดระดับ malondialdehyde (MDA) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ได้ (9)
5.3 ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของมะขามป้อม ในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะอักเสบและบวมด้วยการฉีดสาร carrageenan เข้าที่อุ้งเท้า โดยก่อนการฉีด carrageenan 1 ชั่วโมง ได้ทำการป้อนสารสกัดเมทานอลจากผลมะขามป้อมขนาด 200 และ 400 มก./กก. เปรียบเทียบกับการป้อนยาแก้อักเสบ diclofenac ขนาด 10 มก./กก. พบว่า การป้อนสารสกัดเมทานอลจากผลมะขามป้อมทั้งสองขนาดมีผลยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูโดยขึ้นกับขนาดที่ให้ (dose-dependent) ภายหลังจากฉีด carrageenan 4 ชั่วโมง ซึ่งหนูขาวกลุ่มที่ได้รับสารสกัดเมทานอลจากผลมะขามป้อมขนาด 400 มก./กก. สามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้คิดเป็น 72.71% เมื่อเทียบกับหนูที่ถูกฉีดสาร carrageenan เพียงอย่างเดียว ในขณะที่หนูขาว กลุ่มที่ได้รับการป้อนยา diclofenac สามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้เพียง 61.57% นอกจากนี้ การป้อนสารสกัดเมทานอลจากผลมะขามป้อมยังมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบได้แก่ interleukin-1β และ tumor necrosing factor-α (10) เช่นเดียวกับการทดลองป้อนสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมขนาด 150, 300 และ 600 มก./กก. ให้แก่หนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะอักเสบเฉียบพลันด้วยวิธีการฉีด carrageenan เข้าอุ้งเท้า ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบและสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ โดยขึ้นกับขนาดที่ให้ (11)
5.4 ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของมะขามป้อมด้วยวิธีการศึกษาในหลอดทดลอง (in vitro) พบว่า สารสกัดเอทานอล 90% จากผลมะขามป้อมขนาด 10 มค.ก./มล. - 1 มก./มล. มีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocyte) และเพิ่มการสร้าง interleukin-2 และ interferon-γ ของเซลล์ลิมโฟซัยต์จากการถูกกดภูมิคุ้มกันด้วยโครเมี่ยม (12)
การป้อนสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมขนาด 20 มก./กก. ให้กับหนูถีบจักรที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง Dalton’s lymphoma ascites (DLA) พบว่า มีผลเพิ่มจำนวนและความสามารถของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด NK-Cell (Natural killer cell) เพิ่มกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาวแบบ ADCC (Antibody dependent cellular cytotoxicity) และเพิ่มระยะเวลาการมีชีวิตของหนูให้ยาวนานขึ้นคิดเป็น 35% (13)
5.5 ฤทธิ์ต้านจุลชีพ
การศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียของมะขามป้อมด้วยวิธี agar well diffusion assay พบว่า สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอล 80% จากผล มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, S. epidermidis, Streptococcus pyogenes และ Propionibacterium acnes โดยสารสกัดน้ำมีค่า inhibition zone เท่ากับ 1.20±0.06, 1.20±0.06, 1.00±0.00 และ 1.30±0.06 ซม. ตามลำดับ และสารสกัดเอทานอล 80% มีค่า inhibition zone เท่ากับ 1.68±0.06, 1.59±0.05, 1.23±0.12 และ 1.68±0.06 ซม. ตามลำดับ (14)
ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากและโรคภายในช่องปากของสารสกัดจากผลมะขามป้อมชนิดต่างๆ ได้แก่ สารสกัดน้ำ เอทานอล และเมทานอล ด้วยวิธี disk diffusion testing พบว่าสารสกัดทั้ง 3 ชนิด มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย S. aureus, S. mutant และ Escherichia coli (15)
สารสกัดเอทานอล 95% จากผลมะขามป้อมขนาดความเข้มข้น 75-300 มก./มล. มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อยีสต์ Candida albicans เมื่อทดสอบด้วยวิธี adhesion assay บนเซลล์เยื่อบุข้างแก้มของมนุษย์ (human buccal epithelial cells) และบนวัสดุอะคริลิคสำหรับทำฟันปลอม (denture acrylic) (16)
- การศึกษาทางคลินิก
การศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของมะขามป้อมในผู้ป่วยที่มีภาวะการคั่งของสารยูเรียในเลือด (uremia) จำนวน 17 คน โดยให้ผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดสารสกัดมะขามป้อมขนาด 300 มก. (ประกอบด้วยสารสกัดมะขามป้อม 50% และ dextrin 50%) วันละ 3 ครั้ง นานติดต่อกัน 4 เดือน ผลการศึกษาพบว่า การรับประทานยาเม็ดสารสกัดมะขามป้อมมีผลลดตัวชี้วัดถึงการเกิดอนุมูลอิสระในเลือดของผู้ป่วยคือ 8-iso-prostaglandin และมีผลเพิ่มค่า total antioxidant status ในเลือดของผู้ป่วยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนการรับประทานยาเม็ดสารสกัดมะขามป้อม นอกจากนี้ การรับประทานยาเม็ดสารสกัดมะขามป้อมในขนาดและระยะเวลาดังกล่าวไม่ส่งผลต่อการทำงานของตับ (glutamic oxaloacetic transaminase และ glutamic pyruvic transaminase) และไต (creatinine, blood urea nitrogen และ uric acid) รวมถึงค่าทางชีวเคมีอื่นๆในเลือด แสดงให้เห็นว่ายาเม็ดสารสกัดมะขามป้อมมีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระในเลือดของผู้ป่วย uremia และมีความปลอดภัย (17)
การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยโรคด่างขาวจำนวน 130 คน โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 65 คน กลุ่มแรกให้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสารสกัดผลมะขามป้อม 100 มก. วิตามินอี 10 มก. และแคโรทีนอยด์ 4.7 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุม ซึ่งทดสอบควบคู่กับการรักษาด้วยการใช้ยาภายนอกหรือการรักษาด้วยแสง (phototherapy) ผลการทดสอบพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ของกลุ่มที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมะขามป้อมมีเม็ดสีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยบริเวณศีรษะ คอ และลำตัว เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งพบการอักเสบและมีรอยโรคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีอาการของโรคและเกิดผื่นแดง (erythema) มากขึ้น ในขณะที่กลุ่มที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมะขามป้อมแสดงถึงการควบคุมอาการของโรคได้ดีกว่า จากการผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้มะขามป้อม วิตามินอี และแคโรทีนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในผู้ป่วยโรคด่างขาวควบคู่กับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ส่งผลช่วยเสริมการรักษาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น (18)
- อาการข้างเคียง/ข้อควรระวัง
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดอันตรกิริยาต่อยาแผนปัจจุบัน (drug interaction) พบว่าสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cytochrome P450 หลายชนิดได้แก่ CYP1A2, CYP2C9, CYP2D6, CYP2E1 และ CYP3A4 (19) และมีผลเสริมฤทธิ์ยารักษาโรคเบาหวาน metformin (20) และยาต้านเกล็ดเลือด clopidogel และ ecosprin (21) ดังนั้น ผู้ที่รับประทานยากลุ่มดังกล่าวเป็นประจำควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
- ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบสืบพันธุ์
การศึกษาความเป็นพิษของมะขามป้อมด้วยการการป้อนสารสกัดเอทานอลและน้ำ (1:1) จากผลมะขามป้อมให้แก่หนูถีบจักรขนาด 10 ก./กก. พบว่า ไม่ก่อให้เกิดอาการเป็นพิษ และเมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 4.8 ก./กก. (22)
การศึกษาความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน ด้วยการป้อนสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมขนาด 5,000 มก./กก. ให้แก่หนูขาวเพียงครั้งเดียว พบว่าไม่ทำให้สัตว์ทดลองตาย และในการศึกษาความเป็นพิษแบบเรื้อรังด้วยการป้อนสารสกัดน้ำจากผลมะขามป้อมขนาดวันละ 300, 600 และ 1,200 มก./กก. ให้แก่หนูขาวพบว่า ไม่ก่อให้เกิดอาการเป็นพิษต่อสัตว์ทดลอง (11)
- วิธีการใช้
9.1 ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)
มะขามป้อมใช้รักษาอาการไอ ช่วยขับเสมหะ โดยใช้เนื้อผลแก่สด ครั้งละประมาณ 2-3 ผล โขลกพอแหลก แทรกเกลือเล็กน้อย อมหรือเคี้ยว รับประทานวันละ 3-4 ครั้ง (2)
9.2 ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ยาแก้ไอผสมมะขามป้อม (ยาน้ำ) (23)
สูตรตำรับที่ 1 ในยา 100 มล. ประกอบด้วย
สารสกัดน้ำมะขามป้อมเข้มข้น (ความเข้มข้น 40%) 60 มล. สารสกัดใบเสนียด (ความเข้มข้น 10%) 10 มล. กลีเซอรีน 5 มล. สารสกัดรากชะเอมเทศ 0.45 มล. เกลือแกง 0.5 กรัม เกล็ดสะระแหน่ 0.01 มก.
สูตรตำรับที่ 2 ในยา 100 มล. ประกอบด้วย
สารสกัดน้ำมะขามป้อมเข้มข้น (ความเข้มข้น 25%) 30 มล. มะนาวดองแห้ง 8 มก. สารสกัดรากชะเอมเทศ 5 มล. ผิวส้มจีน 3.3 มก. บ๊วย 3 มก. เนื้อลูกสมอพิเภก 3 มก. เนื้อลูกสมอไทย 1 มก. หล่อฮังก๊วย 2 มก. เกล็ดสะระแหน่ 0.08 มก. น้ำตาลทรายแดง 40 มก.
ข้อบ่งใช้ บรรเทาอาการไอขับเสมหะ
ขนาดและวิธีใช้ จิบเมื่อมีอาการไอทุก 4 ชั่วโมง
ข้อห้ามใช้ ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
ข้อควรระวัง ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ท้องเสียง่าย เนื่องจากมะขามป้อมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
เอกสารอ้างอิง
- นันทวัน บุณยะประภัศร, อรนุช โชคชัยเจริญพร,บรรณาธิการ. สมุนไพรไม้พิ้นบ้าน เล่ม 3. กรุงเทพฯ: บริษัท ประชาชน จำกัด,2541: 823 หน้า.
- สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน กระทรวงสาธารณสุข. สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก;2541: 176หน้า.
- รุ่งระวี เต็มศิริกุล. องค์ความรู้จากงานวิจัยสมุนไพรไทย 10 ชนิด:กระชายดำ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ขิง บัวบก พริกไทย ไพล ฟ้าทะลาย มะขามป้อม มะระขี้นก. กรุงเทพฯ: บริษัท 21 เซนจูรี่ จำกัด; 2550: 240 หน้า.
- สุธรรม อารีกุล, จำรัส อินทร, สุวรรณ ทาเขียว, อ่องเต็ง นันทแก้ว. องค์ความรู้เรื่องพืชป่าที่ใช้ประโยชน์ทางภาคเหนือของประเทศไทย เล่ม 3. กรุงเทพฯ:มูลนิธิโครงการหลวง บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พลับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2551: 886หน้า.
- Nosál'ová G, Mokrý J, Hassan KM. Antitussive activity of the fruit extract ofEmblica officinalis Gaertn. (Euphorbiaceae). Phytomedicine. 2003; 10(6-7): 583-9.
- นพมาศ สุนทรเจริญนนท์,ทรงศรี แก้วสุวรรณ. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสมุนไพรไทยและไวน์สมุนไพร. วารสารสมุนไพร. 2544: 8(2): 8-13.
- Charoenteerrboon J, Ngamkitidechakul C, Soonthornchareonnon N, Jaijoy K, Sireeratawong S. Antioxidant activities of the standardized water extract from fruit ofPhyllanthus embilicaLinn. Sonklanakarin J Sci Techmol. 2010; 32(6): 599-604.
- Badoni H, Sharma P, Waheed SM, Singh S. Phytochemical analyses and evaluation of antioxidant, antibacterial and toxic properties ofEmblica officinalisand Terminalia bellirica fruit extracts. Asia J Pharm Cli Res. 2016; 9(6): 96-102.
- Tasanarong A, Kongkham S, Itharat A.Antioxidant effect ofPhyllanthus emblica extract prevents contrast-induced acute kidney injury. BMC Complement Altern Med. 2014; 14: 138.
- Bandyopadhyay SK, Pakrashi SC, Pakrashi A. The role of antioxidant acitivity ofPhyllanthus emblicafruits on prevention from indomethacin induced gastric ulcer. J Ethnopharmacol. 2000; 70: 171-6.
- Middha SK, Goyal AK, Lokesh P, Yardi V, Mojamdar L, Keni DS, et al. Toxicity evaluation ofEmblica officinalisfruit extract and its anti-inflammatory and free redical scavenging properties. Pharmacogn Mag. 2015; 11(suppl 3): S427-33.
- Jaijoy K, Soonthornchareonnon N, Panthong A, Sireeratawong S. Anti-inflammatory activity and toxicity of the standardised water extract ofPhyllanthus emblicaL. Planta Med. 2010; 76: DOI: 10.1055/s-0030-1264425.
- Sai Ram M, Neetu D, Yogesh B, et al. Cyto-protective and immunomodulating properties of Amla (Emblica officinalis) on lymphocytes: Anin-vitrostudy. J Ethnopharmacol. 2002; 81: 5-10.
- Suresh K, Vasudevan DM. Augmentation of murine natural killer cell and antibody dependent cellular cytotoxicity activities byPhyllanthus emblica, a new immunomodulator. J Ethnopharmacol.1994; 44: 55-60.
- Rattanasena P. Antioxidant and antibacterial activities of vegetables and fruits commonly consumed in Thailand. Pak J Biol Sci. 2012; 15(18): 877-82.
- Asimuddin M, Bhumika R, Kaiser J, Chandrakanth R. Estimation of antibacterial activity of plants extracts fromPhyllanthus emblica,Terminalia chebula and Eucalyptus globulus against oral pathogens. Int J Dent & Oral Heal. 2017; 3(9): 100-4.
- Thaweboon B, Thaweboon S. Effect ofPhyllanthus emblicaLinn. on Candida adhesion to oral epithelium and denture acrylic. Asian Pac J Trop Med. 2011; 4(1): 41-5.
- Chen TS, Liou SY, Chang YL.Supplementation ofEmblica officinalis (Amla) extract reduces oxidative stress in uremic patients. Am J Chin Med. 2009; 37(1): 19-25.
- Colucci R, Dragoni F, Conti R, Pisaneschi L, Lazzeri L, Moretti S. Evaluation of an oral supplement containingPhyllanthus emblicafruit extracts, vitamin E, and carotenoids in vitiligo treatment. Dermatol Ther. 2015; 28(1): 17-21.
- Anannarukan N, Niwattisaiwong N, Warisnoicharoen W, Winitthana T, Pramyothin P, Chaichantipyuth C, et al. Inhibition of human cytochrome P450in vitroby Phyllanthus amarus and Phyllanthus emblica aqueous extract. Thai J Pharm Sci. 2012; 36: 135-43.
- Sakthivel K, Senthamaria R, Karpagam Kumara Sundari S, Rajesh C. Pharmacodynamic drug interaction of metformin with Amla (Emblica Officnalis) in rats. Res J Pharm Biol Chem Sci. 2013; 4(1): 1030-3.
- Fatima N, Pingali U, Muralidhar N. Study of pharmacodynamic interaction ofPhyllanthus emblicaextract with clopidogrel and ecosprin in patients with type II diabetes mellitus. Phytomedicine. 2014; 21(5): 579-85.
- Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P. Study on toxicity of Thai medicinal plants. Bull Dept Med Sci.1971;12(2/4): 36-65.
- สำนักยา, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2561 [อินเตอร์เน็ต]. กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชกรสาธารณสุข; 2561 [เข้าถึงเมื่อ 10 ก.ค. 2561]. เข้าถึงได้จาก https://wwwnno.moph.go.th/kbsnan/?page_id= 740
เว็บนี้รวบรวมข้อมูลสมุนไพรไทยโบราณ ไม่ว่าจะสุดยอดสมุนไพร20ชนิดซึ่งล้วนเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน สามารถพบได้ทั่วไปเพราะเป็นสมุนไพรในท้องถิ่น ข้อมูลสมุนไพรไทยเหล่านี้ทำให้รู้ว่าสมุนไพร คืออะไร บางคนต้องการทราบสมุนไพร12ชนิดว่ามีอะไรบ้าง หรือสมุนไพร108ชนิ มีอะไรบ้าง ในเรื่องสมุนไพรพื้นบ้านเหล่านี้เรารวบรวมสมุนไพรไทย สรรพคุณ ชื่อวิทยาศาสตร์ 50 ชนิดไว้ให้ด้วยแล้ว พืชสมุนไพรป่าเราก็รวบรวมมาทั้งในหนังสือตํารายาสมุนไพรไทยโบราณที่มีสมุนไพร 61 ชนิดทำให้ที่บถึงสรรพคุณสมุนไพรไทย 200 ข้อมูลสมุนไพรไทย สรรพคุณ บางอย่างเรารวบรวบมาจากไฟล์pdf