ลองนึกภาพงานสังสรรค์สักงานหนึ่ง ที่มีคนหนุ่มสาวคุยกันเรื่องธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ เรื่องแอปพลิเคชันที่กำลังจะเปลี่ยนโลก เรื่องสกุลเงินดิจิทัลที่ราคาพุ่งทะยาน แล้วจู่ ๆ มีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า “ผมทำงานด้านการประกันภัยต่อ” บรรยากาศในวงสนทนาคงเงียบลงทันที เพราะคำว่า “ประกันภัยต่อ” ฟังดูเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในสูทสีเข้ม นั่งอ่านสัญญาหนา ๆ ในห้องประชุมที่ไม่มีหน้าต่าง
แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ ธุรกิจที่ดูน่าเบื่อที่สุดในโลก กลับเป็นธุรกิจที่สร้างผลกำไรได้อย่างสม่ำเสมอและมั่นคงที่สุดบางแห่ง และล่าสุด บริษัท Reinsurance Group of America หรือที่รู้จักกันในชื่อย่อ RGA หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของโลกในธุรกิจรับประกันภัยต่อ เพิ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสที่สองของปีที่ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นถึงกับต้องกลับไปทบทวนตัวเลขซ้ำอีกรอบ เพราะกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 37 เปอร์เซ็นต์
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวการเงินธรรมดา แต่เป็นกรณีศึกษาที่ซ่อนบทเรียนด้านกลยุทธ์ธุรกิจเอาไว้มากมาย ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่อยากเข้าใจโลกธุรกิจให้ลึกขึ้น เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่กำลังหาทางขยายตัว หรือคนที่แค่อยากรู้ว่าองค์กรระดับโลกเขาคิดกันอย่างไร บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุม
เมื่อ “ธุรกิจน่าเบื่อ” เอาชนะตลาดที่ทุกคนไม่มอง
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจประกันภัยต่อคืออะไร พูดง่าย ๆ คือบริษัทประกันชีวิตทั่วไปที่ขายกรมธรรม์ให้กับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นั้น เมื่อรับความเสี่ยงไว้มากเกินไปในคราวเดียว พวกเขาก็จะไปซื้อ “ประกัน” ต่ออีกทีจากบริษัทอย่าง RGA เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไป เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับร้านอาหารที่รับออเดอร์จัดเลี้ยงงานแต่งงานขนาดใหญ่เกินกำลังครัวตัวเอง แล้วต้องส่งต่องานบางส่วนให้ครัวพันธมิตรช่วยทำ เพื่อไม่ให้พลาดในวันสำคัญ
ในไตรมาสที่ผ่านมา RGA ทำรายได้รวมสูงถึง 6,830 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 6,630 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเติบโตถึง 20.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 8.89 ดอลลาร์ ทั้งที่ตลาดคาดไว้เพียง 6.49 ดอลลาร์เท่านั้น มูลค่าตลาดรวมของบริษัทขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 16,070 ล้านดอลลาร์ และหลังจากประกาศผลประกอบการ ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นจาก 236.31 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 246.01 ดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรเรา สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าบริษัททำกำไรได้มาก แต่คือการที่ผลงานจริง “เกินความคาดหมาย” ของคนที่ติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา นั่นหมายความว่ามีบางอย่างที่ผู้บริหารทำได้ดีกว่าที่ตลาดมองเห็นจากภายนอก และนั่นคือจุดที่เราต้องเจาะลึกลงไป
ตัวเลขที่ไม่ธรรมดา เบื้องหลังมีอะไรซ่อนอยู่
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ RGA คุณโทนี เฉิง ระบุว่าความสำเร็จในไตรมาสนี้มาจากผลตอบแทนการลงทุนที่แข็งแกร่ง และการเติบโตของธุรกิจใหม่อย่างสม่ำเสมอในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นผลมาจากความมีวินัยในการดำเนินงานและโครงการรับประกันภัยเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน คุณลอรา คอกริล ก็เสริมว่าผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนการที่บริษัทให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลชีวสถิติ อันหมายถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอายุขัย สุขภาพ และอัตราการเสียชีวิตของประชากร ผนวกกับความสามารถในการบริหารเงินลงทุนที่หลากหลาย
พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น RGA ไม่ได้รวยขึ้นเพราะโชคช่วยหรือกระแสตลาดที่ผันผวน แต่รวยขึ้นเพราะ สะสมข้อมูลและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาอย่างยาวนาน จนสามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่าคู่แข่ง เหมือนกับพ่อครัวที่ทำอาหารจานเดิมมาหลายพันครั้ง จนรู้ว่าใส่เกลือกี่กรัมถึงจะพอดี ในขณะที่พ่อครัวมือใหม่ยังต้องชิมแล้วชิมอีก
นี่คือบทเรียนแรกที่สำคัญมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจหรือกำลังไต่เต้าในสายอาชีพ ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริง มักไม่ได้มาจากไอเดียที่ฉูดฉาด แต่มาจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สั่งสมมานาน จนกลายเป็นกำแพงที่คนอื่นลอกเลียนแบบได้ยาก
ห้าคำถามจากนักวิเคราะห์ คือห้าบทเรียนธุรกิจที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการประชุมแถลงผลประกอบการ มักไม่ใช่คำพูดที่ผู้บริหารเตรียมมาล่วงหน้า แต่คือคำถามสด ๆ จากนักวิเคราะห์ที่มักแทงใจดำเข้าไปในจุดที่บริษัทอาจไม่อยากพูดถึงตรง ๆ และนี่คือห้าคำถามสำคัญจากไตรมาสนี้ ที่แต่ละคำถามล้วนแฝงบทเรียนธุรกิจเอาไว้
เมื่อรายได้ “ดูเหมือน” จะลด แต่จริง ๆ คือกลยุทธ์
นักวิเคราะห์จากเวลส์ ฟาร์โก คุณเวส คาร์ไมเคิล ตั้งคำถามถึงการเติบโตของเบี้ยประกันแบบดั้งเดิมในสหรัฐฯ ที่ดูจะชะลอตัวลงเล็กน้อย ซึ่งผู้บริหารชี้แจงว่าเป็นผลมาจากการบริหารจัดการกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้อยู่ในพอร์ตอย่างตั้งใจ เพื่อยกระดับคุณภาพของกำไรให้ดีขึ้น และเมื่อปรับปรุงตัวเลขให้หักผลจากการบริหารจัดการเหล่านี้ออกแล้ว การเติบโตของเบี้ยประกันพื้นฐานก็ยังคงแข็งแกร่งอยู่
บทเรียนตรงนี้คือ ตัวเลขที่ดูแย่ลงบนหน้ากระดาษ ไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังแย่ลงเสมอไป บางครั้งการที่รายได้ในบางส่วนลดลง อาจเป็นผลจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่จงใจ เช่น การเลิกทำสัญญาที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เพื่อเก็บทรัพยากรไว้ทำสิ่งที่คุ้มค่ากว่า สำหรับคนทำธุรกิจ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการอ่านตัวเลขเพียงผิวเผินจึงไม่พอ ต้องเข้าใจ “เหตุผลเบื้องหลังตัวเลข” ด้วยเสมอ
ความเสี่ยงที่จัดการได้ ย่อมดีกว่าความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
นักวิเคราะห์จากบาร์เคลย์ส คุณอเล็กซ์ สก็อตต์ สอบถามถึงแนวโน้มอัตราการเสียชีวิตที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัท และความยั่งยืนของแนวโน้มนี้หลังพ้นช่วงการระบาดของโรคระบาดใหญ่ ซึ่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยง คุณโจนาธาน พอร์เตอร์ ยืนยันว่าประสบการณ์การเคลมสินไหมเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้และสอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรม โดยไม่มีความผิดปกติที่มีนัยสำคัญ
ประเด็นนี้สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่สำคัญมาก นั่นคือการมี เจ้าหน้าที่ดูแลความเสี่ยงระดับสูงโดยเฉพาะ ที่คอยตรวจสอบว่าผลลัพธ์ที่ดีเกินคาดนั้น เป็นเรื่องจริงที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ความบังเอิญชั่วครั้งชั่วคราว สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือคนทำงานทั่วไป แม้จะไม่มีตำแหน่งหรูหราแบบนี้ แต่หลักคิดเดียวกันนำไปใช้ได้เสมอ นั่นคือ อย่าเชื่อผลงานที่ดีเกินไปโดยไม่ตั้งคำถามว่ามันจะยั่งยืนหรือไม่
เป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจน คือเข็มทิศขององค์กร
นักวิเคราะห์จากเจฟเฟอรีส์ คุณสุนีต คามาธ สอบถามเรื่องเป้าหมายการจัดสรรเงินทุน ซึ่งคุณคอกริลตอบว่ากลุ่มโครงการที่รอดำเนินการยังคงแข็งแกร่ง และบริษัทมีเครื่องมือหลายอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ระดับ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินทุน หรือการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นตามโอกาสที่เหมาะสม
เรื่องนี้สอนเราว่า องค์กรที่ประสบความสำเร็จมักมีตัวเลขเป้าหมายที่ชัดเจนและจับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูอย่าง “เราจะเป็นที่หนึ่ง” แต่เป็นตัวเลขที่วัดผลได้จริง เหมือนกับการตั้งเป้าหมายส่วนตัวที่ดี ไม่ใช่แค่ “อยากรวย” แต่ต้องเป็น “อยากมีรายได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ภายในกี่ปี”
ขยายตลาดอย่างมีสติ ไม่ใช่กระโดดเข้าไปแบบไม่มีการป้องกัน
นักวิเคราะห์จากเอเวอร์คอร์ คุณทอม กัลลาเกอร์ สอบถามถึงความเสี่ยงในตลาดฮ่องกง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ และผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ ซึ่งคุณเฉิงชี้แจงว่าธุรกิจในฮ่องกงของบริษัทเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์คุ้มครองความเสี่ยงเป็นหลัก ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เชิงลงทุน ขณะที่คุณคอกริลเสริมว่าการบริหารสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์นั้นมุ่งเน้นผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงเป็นสำคัญ โดยให้น้ำหนักกับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านชีวสถิติ
เมื่อบริษัทขยายไปตลาดใหม่ที่มีความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบสูงอย่างฮ่องกง สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การกระโดดเข้าไปแบบไม่ยั้งคิด แต่เลือกโฟกัสเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตนเองถนัดและควบคุมความเสี่ยงได้ดีที่สุด นี่คือหลักการขยายตลาดที่ธุรกิจขนาดเล็กก็นำไปใช้ได้ เวลาจะบุกตลาดใหม่หรือทำโปรดักต์ใหม่ ให้เริ่มจากจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่กระโดดไปทำทุกอย่างพร้อมกัน
รู้ว่าอะไรควรรับ อะไรควรปฏิเสธ
นักวิเคราะห์จากเจพีมอร์แกน คุณปาโบล ซิงซอน สอบถามความคืบหน้าของหน่วยงานร่วมทุนเสริมกำลังเงินทุนที่ชื่อว่า รูบี้ รี และความสนใจในการรับซื้อพอร์ตหนี้สินเก่า ซึ่งคุณคอกริลยืนยันว่ารูบี้ รี จะถูกใช้งานเต็มรูปแบบภายในปีนี้ ส่วนคุณเฉิงย้ำจุดยืนว่าบริษัทจะยังคงมีวินัยและเลือกรับเฉพาะพอร์ตหนี้สินเก่าบางประเภทอย่างระมัดระวัง เช่น ประกันชีวิตแบบรับประกันตลอดชีพ และประกันการดูแลระยะยาว โดยไม่รับแบบเหวี่ยงแห
ประโยคที่ว่า “เลือกรับอย่างระมัดระวังและแคบลง” นี้แหละคือหัวใจสำคัญ เพราะในโลกธุรกิจ การปฏิเสธโอกาสบางอย่างอย่างมีสติ สำคัญพอ ๆ กับการคว้าโอกาสที่ดี หลายธุรกิจล้มเหลวไม่ใช่เพราะขาดโอกาส แต่เพราะรับทุกโอกาสที่เข้ามาโดยไม่คัดกรอง จนสุดท้ายทรัพยากรกระจัดกระจายไปหมด
บทเรียนที่คนทำงานและเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่เอาไปใช้ได้จริง
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เรื่องราวของบริษัทประกันภัยต่อที่ดูน่าเบื่อแห่งนี้ กลับให้บทเรียนที่ประยุกต์ใช้ได้กับแทบทุกวงการธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟเล็ก ๆ ธุรกิจขายของออนไลน์ หรือบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ
หนึ่ง สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ลึกจนกลายเป็นกำแพงป้องกันคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า ทักษะเฉพาะตัว หรือความสัมพันธ์ในอุตสาหกรรมที่สั่งสมมานาน สิ่งเหล่านี้ลอกเลียนแบบได้ยากกว่าไอเดียธรรมดา
สอง อย่าตัดสินธุรกิจจากตัวเลขผิวเผิน เบื้องหลังตัวเลขที่ดูแย่ลง อาจซ่อนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ฉลาดอยู่ก็ได้ ต้องฝึกตั้งคำถามว่า “ทำไม” อยู่เสมอ
สาม มีเป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน แทนที่จะตั้งความฝันลอย ๆ ให้กำหนดตัวเลขและกรอบเวลาที่จับต้องได้ เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการตัดสินใจทุกครั้ง
สี่ ขยายตัวจากจุดแข็ง ไม่ใช่จากความอยากได้ เมื่อมีโอกาสในตลาดใหม่เข้ามา ให้ถามตัวเองก่อนว่าตรงกับความถนัดเดิมของเราหรือไม่ ก่อนจะตัดสินใจลงทุนเวลาและเงินทุนไปกับมัน
ห้า รู้จักปฏิเสธอย่างมีเหตุผล โอกาสทุกอย่างไม่ได้เหมาะกับเราเสมอไป การเลือกรับเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความสามารถและความเสี่ยงที่รับได้ คือกลยุทธ์ที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว
บทสรุป สิ่งที่ธุรกิจนี้สอนเราเรื่องความมั่งคั่งระยะยาว
เรื่องราวของ RGA ในไตรมาสนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จทางธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากความหวือหวาหรือกระแสชั่วคราว แต่เกิดจากการสั่งสมความเชี่ยวชาญ การมีวินัยในการบริหารความเสี่ยง การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และความกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ไม่เหมาะกับตัวเอง
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจหรือวางแผนอาชีพ อย่ามองข้ามธุรกิจที่ดูน่าเบื่อในสายตาคนทั่วไป เพราะบางครั้งความน่าเบื่อนั้นเองคือเครื่องหมายของความมั่นคง และเบื้องหลังความมั่นคงนั้น มักซ่อนบทเรียนกลยุทธ์ที่มีค่ามากกว่าที่คิด
สรุปประเด็นสำคัญ
- RGA รายงานรายได้ไตรมาสสองสูงถึง 6,830 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงเกินคาดถึง 37 เปอร์เซ็นต์
- ความสำเร็จมาจากความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลชีวสถิติและวินัยในการรับประกันภัย ไม่ใช่กระแสตลาดชั่วคราว
- การลดลงของเบี้ยประกันบางส่วนเป็นผลจากการบริหารพอร์ตเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่สัญญาณธุรกิจอ่อนแอ
- บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของกำไรต่อหุ้นชัดเจนที่ 8-10 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมีวินัยในการเลือกรับความเสี่ยงใหม่
- บทเรียนสำคัญคือ ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องรู้ทั้งเรื่องที่จะรุกและเรื่องที่ต้องรู้จักปฏิเสธ
คำถามที่พบบ่อย
RGA คือบริษัทอะไร ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร RGA หรือ Reinsurance Group of America เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อระดับโลก ทำหน้าที่รับความเสี่ยงส่วนหนึ่งจากบริษัทประกันชีวิตอื่น ๆ อีกทอดหนึ่ง
ทำไมกำไรของ RGA ในไตรมาสนี้ถึงสูงเกินคาดมาก เป็นผลจากผลตอบแทนการลงทุนที่แข็งแกร่ง การเติบโตของธุรกิจใหม่ในทุกภูมิภาค และการบริหารความเสี่ยงด้านการเคลมสินไหมที่มีประสิทธิภาพ
การประกันภัยต่อต่างจากการประกันภัยทั่วไปอย่างไร ประกันภัยทั่วไปขายตรงให้ผู้บริโภค ส่วนประกันภัยต่อคือการที่บริษัทประกันกระจายความเสี่ยงบางส่วนของตนเองไปให้บริษัทอย่าง RGA รับช่วงต่ออีกที
ทำไมเบี้ยประกันแบบดั้งเดิมในสหรัฐฯ ถึงชะลอตัวลง เป็นผลจากการบริหารจัดการกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้อยู่อย่างตั้งใจ เพื่อยกระดับคุณภาพกำไร ไม่ใช่สัญญาณว่าธุรกิจพื้นฐานอ่อนแอลง
แนวโน้มอัตราการเสียชีวิตหลังการระบาดใหญ่ส่งผลต่อ RGA อย่างไร ผู้บริหารความเสี่ยงของบริษัทยืนยันว่าประสบการณ์การเคลมสินไหมยังสอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรม โดยไม่พบความผิดปกติที่มีนัยสำคัญ
RGA ตั้งเป้าการเติบโตไว้เท่าไร บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของกำไรต่อหุ้นระยะยาวไว้ที่ประมาณ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ธุรกิจของ RGA ในฮ่องกงมีความเสี่ยงอย่างไร ธุรกิจในฮ่องกงเน้นผลิตภัณฑ์คุ้มครองความเสี่ยงเป็นหลัก และบริษัทบริหารสัดส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์อย่างระมัดระวังท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
รูบี้ รี คืออะไร เป็นหน่วยงานร่วมทุนที่ RGA ตั้งขึ้นเพื่อเสริมกำลังเงินทุนในการรับความเสี่ยง โดยคาดว่าจะถูกใช้งานเต็มรูปแบบภายในปีนี้
RGA สนใจรับซื้อพอร์ตหนี้สินเก่าประเภทไหนบ้าง บริษัทมีความสนใจอย่างจำกัดและเลือกเฉพาะบางประเภท เช่น ประกันชีวิตแบบรับประกันตลอดชีพและประกันการดูแลระยะยาว โดยเน้นความมีวินัย
นักลงทุนควรจับตาอะไรในไตรมาสถัดไปของ RGA ควรติดตามความเร็วและคุณภาพของธุรกรรมใหม่ในเอเชียแปซิฟิกและยุโรป ความยั่งยืนของรายได้จากการลงทุน และความคืบหน้าของรูบี้ รี
บทเรียนจากกรณีศึกษานี้นำไปใช้กับธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างไร หลักการสำคัญคือสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ ขยายตัวจากจุดแข็ง และรู้จักปฏิเสธโอกาสที่ไม่เหมาะสม
หุ้น RGA มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วไปหรือไม่ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นหลังประกาศผลประกอบการ แต่การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากข้อมูลรอบด้านและความเสี่ยงส่วนบุคคล ไม่ใช่จากผลประกอบการไตรมาสเดียว