เปิดเผย 3 กฎทองสร้างความรักแบรนด์ในยุค Trust Economy นักการตลาดชี้ต้องให้ก่อน-ฟังจริง-โปร่งใส

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว การสร้างความรักและความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์กลายเป็นความท้าทายสำคัญของนักการตลาดทั่วโลก สโรจ เลาหศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเจ้าของแฟนเพจ “สโรจขบคิดการตลาด” ได้เผยแพร่แนวคิดใหม่เกี่ยวกับ “3 กฎหลักให้ลูกค้ารักแบรนด์” หรือ “The Three Rules of Love” ที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความผูกพันที่แท้จริงกับลูกค้าได้ในยุค Trust Economy

Brand Love ไม่ได้เกิดจากการเรียกร้อง แต่เกิดจากการกระทำ

ตามแนวคิดของคุณสโรจ แก่นหลักของการสร้าง Brand Love ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ได้เกิดจากการเรียกร้องหรือการโฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่แบรนด์ลงมือทำบางสิ่งที่มีคุณค่าเกินกว่าเรื่องของธุรกิจและผลกำไร ซึ่งจะนำไปสู่ความผูกพันที่แท้จริงกับลูกค้า

“ในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดขึ้นและมีข้อมูลมากขึ้น พวกเขาสามารถแยกแยะได้ว่าแบรนด์ไหนทำเพื่อลูกค้าจริงๆ และแบรนด์ไหนทำเพื่อผลกำไรเท่านั้น” คุณสโรจกล่าว “Brand Love ที่แท้จริงจึงต้องเกิดจากการกระทำที่สะท้อนความห่วงใยและความใส่ใจที่แท้จริงต่อลูกค้า”

การกระทำที่มีคุณค่าเกินกว่าธุรกิจและผลกำไร

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่คุณสโรจนำเสนอคือ “Purposeful Action Beyond Profit” หรือการกระทำที่มีคุณค่าเกินกว่าธุรกิจและผลกำไร ซึ่งหมายถึงการที่แบรนด์ยอมตัดสินใจกระทำบางอย่างเพื่อประโยชน์ของลูกค้า แม้จะต้องรับความเสียหายทางธุรกิจก็ตาม

ตัวอย่างที่โดดเด่น: กรณีร้านอาหาร Maguro (มากูโร)

กรณีที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านอาหาร Maguro (มากูโร) ในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว ทางร้านได้ตัดสินใจไม่เก็บค่าอาหารจากลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกค้าเป็นอันดับแรก

“นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการเห็นคุณค่าลูกค้าเหนือกว่าผลกำไร” คุณสโรจอธิบาย “การกระทำเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการคำนวณทางการตลาด แต่เกิดจากความห่วงใยที่แท้จริงต่อลูกค้า และนี่คือสิ่งที่ลูกค้าจะจดจำและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์”

การกระทำของร้าน Maguro ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อลูกค้า แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าหลักของแบรนด์ที่ยึดมั่นในการดูแลลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ในสถานการณ์วิกฤติที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ

แบรนด์ต้องเป็นฝ่าย “ให้” ก่อน

แนวคิดสำคัญอีกประการหนึ่งคือแบรนด์ต้องเป็นฝ่าย “ให้” ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ การให้การปกป้องลูกค้า และการอยู่เคียงข้างลูกค้าเมื่อเกิดปัญหา การสื่อสารของแบรนด์จึงควรสะท้อนการกระทำเหล่านี้ที่แสดงถึงการ “ให้” ของแบรนด์อย่างชัดเจน

“ในยุคที่ข้อมูลและตัวเลือกมีมากมาย ลูกค้าไม่ได้มองหาแบรนด์ที่จะ ‘ขาย’ ให้พวกเขา แต่มองหาแบรนด์ที่จะ ‘ให้’ กับพวกเขา” คุณสโรจกล่าว “การ ‘ให้’ นี้ไม่ได้หมายถึงการให้ของฟรีเสมอไป แต่หมายถึงการให้ความห่วงใย ความเข้าใจ และการแก้ปัญหาที่แท้จริง”

ตัวอย่างการ “ให้” ที่มีประสิทธิภาพ

การ “ให้” ที่มีประสิทธิภาพสามารถมีได้หลายรูปแบบ เช่น การให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แม้จะไม่ได้นำไปสู่การขายโดยตรง การให้บริการหลังการขายที่เกินความคาดหมาย การแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเต็มใจ หรือการสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์สำหรับลูกค้าโดยไม่หวังผลตอบแทนในทันที

แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Brand Love มักจะมีนโยบายและแนวทางการทำงานที่ยึดหลัก “ให้ก่อน ขายทีหลัง” ซึ่งแม้จะดูเหมือนจะไม่คุ้มทุนในระยะสั้น แต่จะสร้างความผูกพันและความไว้วางใจที่ยั่งยืนในระยะยาว

การฟังและทำความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “Genuine Listening and Understanding” หรือการฟังและทำความเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง คุณสโรจเน้นว่าคอนเทนต์และการสื่อสารของแบรนด์ควรสะท้อนว่าแบรนด์ได้ฟังเสียงลูกค้าและพยายามทำความเข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริง

“เมื่อแบรนด์พยายามฟังลูกค้าอย่างแท้จริง ลูกค้าจะรับรู้ได้ถึงความตั้งใจ” คุณสโรจอธิบาย “แบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นและความรู้สึกของลูกค้า จะสามารถนำ feedback ไปปรับปรุงแบรนด์ได้ดี และสิ่งนี้จะสร้างความรู้สึกว่าลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบรนด์”

กระบวนการฟังที่มีประสิทธิภาพ

การฟังที่มีประสิทธิภาพไม่ได้หมายถึงการรับฟังเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการวิเคราะห์ การทำความเข้าใจในบริบท และการตอบสนองที่เหมาะสม แบรนด์ควรมีช่องทางการรับฟัง feedback ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน การสำรวจความคิดเห็น หรือการสนทนาโดยตรงกับลูกค้า

นอกจากนี้ แบรนด์ยังควรแสดงให้เห็นว่าได้นำ feedback ที่ได้รับไปใช้จริง ไม่ใช่เพียงแค่รับฟังเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกดี การปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการตาม feedback ที่ได้รับจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเสียงของพวกเขามีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อแบรนด์จริงๆ

ความจริงใจสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ

แนวคิดที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ในการทำการตลาดคือการ “ให้ความสำคัญกับ ‘ความจริง’ มากกว่า ‘ความสมบูรณ์แบบ'” หรือ “Authenticity over Perfection” คุณสโรจชี้ให้เห็นว่าคนไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบจากแบรนด์ แต่ต้องการความจริงใจ

“แบรนด์ไม่จำเป็นต้อง ‘เพอร์เฟค’ ที่สุด แต่ขอแค่ดีพอและเสนอความจริง” คุณสโรจกล่าว “การสื่อสารต้องมีความจริงใจ ไม่ประดิษฐ์หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีจนเกินจริง ลูกค้าในยุคปัจจุบันสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าอะไรเป็นของจริงและอะไรเป็นการแสดง”

การยอมรับข้อผิดพลาดและการเรียนรู้

ความจริงใจรวมถึงการยอมรับข้อผิดพลาดเมื่อเกิดขึ้นและการแสดงให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้และปรับปรุง แบรนด์ที่กล้ายอมรับความผิดพลาดและแสดงความพยายามในการแก้ไขมักจะได้รับการยอมรับและความเข้าใจจากลูกค้ามากกว่าแบรนด์ที่พยายามปกปิดหรือหาข้ออ้างต่างๆ

ตัวอย่างที่ดีของความจริงใจคือการที่แบรนด์เปิดเผยกระบวนการผลิต ที่มาของวัตถุดิบ ปัญหาที่เจอและวิธีการแก้ไข หรือแม้กระทั่งการแบ่งปันเรื่องราวของคนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ การสื่อสารแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับแบรนด์มากขึ้น

การสร้างความเป็นมนุษย์ให้กับแบรนด์

ความจริงใจยังหมายถึงการแสดงให้เห็นว่าเบื้องหลังแบรนด์นั้นมีคนจริงๆ ที่มีความรู้สึก มีปัญหา มีความสุข และมีความท้าทาย การสร้างความเป็นมนุษย์ให้กับแบรนด์จะทำให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมโยงในระดับที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงผู้ซื้อและผู้ขายธรรมดา

สามกฎทองของการสร้างความรัก (The Three Rules of Love)

คุณสโรจได้สรุปแนวคิดทั้งหมดเป็น “สามกฎหลักของการสร้างความรัก” หรือ “The Three Rules of Love” ซึ่งแบรนด์ต้องสื่อสารผ่านการกระทำให้เห็นถึงคุณสมบัติทั้งสามข้อนี้อยู่เสมอ

1. Consistency (ความสม่ำเสมอ)

กฎข้อแรกคือความสม่ำเสมอ ซึ่งหมายถึงการสื่อสาร การบริการ และคุณภาพของแบรนด์ต้องสม่ำเสมอในทุกจุดสัมผัสกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการบริการที่หน้าร้าน การตอบข้อความในโซเชียลมีเดีย คุณภาพของผลิตภัณฑ์ หรือการแก้ไขปัญหา

“ความสม่ำเสมอสร้างความเชื่อมั่น” คุณสโรจอธิบาย “เมื่อลูกค้ารู้ว่าจะได้รับบริการและคุณภาพในระดับเดียวกันทุกครั้ง พวกเขาจะรู้สึกมั่นใจและไว้วางใจแบรนด์ ความไม่สม่ำเสมอจะทำลายความไว้วางใจที่สร้างมาได้ยาก”

การสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน

เพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอ แบรนด์ควรสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนในทุกด้าน ตั้งแต่การพูดจา น้ำเสียง การแต่งกาย ไปจนถึงกระบวนการทำงาน และต้องมั่นใจว่าทุกคนในองค์กรเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ

ความสม่ำเสมอยังรวมถึงการตอบสนองต่อปัญหาหรือข้อร้องเรียน แบรนด์ควรมีกระบวนการที่ชัดเจนและสม่ำเสมอในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับการปรับปรุงที่เท่าเทียมกัน

2. Transparency (ความโปร่งใส)

กฎข้อที่สองคือความโปร่งใส แบรนด์ต้องมีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ และเปิดเผยในการดำเนินธุรกิจ การตั้งราคา กระบวนการผลิต และการแก้ไขปัญหา ความโปร่งใสไม่ได้หมายความว่าต้องเปิดเผยทุกอย่าง แต่หมายถึงการเปิดเผยสิ่งที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับลูกค้า

“ความโปร่งใสสร้างความไว้วางใจ” คุณสโรจกล่าว “เมื่อลูกค้าเข้าใจกระบวนการ เหตุผล และที่มาที่ไปของการตัดสินใจต่างๆ ของแบรนด์ พวกเขาจะรู้สึกว่าได้รับการเคารพและไม่ถูกหลอกลวง”

การสื่อสารที่เปิดเผยและชัดเจน

ความโปร่งใสสามารถแสดงออกผ่านการสื่อสารที่เปิดเผยและชัดเจน เช่น การอธิบายเหตุผลของการปรับราคา การแบ่งปันปัญหาที่เจอในการผลิตและวิธีการแก้ไข การเปิดเผยส่วนผสมหรือกระบวนการผลิต หรือการแสดงให้เห็นถึงคนที่อยู่เบื้องหลังการทำงาน

ความโปร่งใสยังรวมถึงการยอมรับข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์หรือบริการ แทนที่จะพยายามปกปิดหรือทำให้ดูดีเกินจริง การสื่อสารที่ซื่อสัตย์เกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนในการตัดสินใจ

3. Empathy (ความเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง)

กฎข้อที่สามและสำคัญที่สุดคือความเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง แบรนด์ต้องแสดงความเข้าอกเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการ ปัญหา ความรู้สึก หรือสถานการณ์ที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่

“Empathy คือสิ่งที่แยกแบรนด์ที่ดีออกจากแบรนด์ที่ยอดเยี่ยม” คุณสโรจกล่าว “เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจพวกเขาจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่มองเป็นตัวเลขยอดขาย ความผูกพันที่เกิดขึ้นจะแข็งแกร่งและยั่งยืน”

การเข้าใจบริบทและสถานการณ์

ความเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจบริบทและสถานการณ์ของลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่ดูที่พฤติกรรมการซื้อเท่านั้น แต่รวมถึงสภาพแวดล้อม ความท้าทาย ความฝัน และปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญ

แบรนด์ที่มี Empathy จะสามารถคาดเดาความต้องการของลูกค้าได้ล่วงหน้า สร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริง และสื่อสารในน้ำเสียงและวิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

การตอบสนองอย่างมีความหมาย

Empathy ไม่ได้หมายถึงการแสดงความเห็นอกเห็นใจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการตอบสนองอย่างมีความหมายและเหมาะสม การแสดง Empathy ที่มีประสิทธิภาพต้องนำไปสู่การกระทำที่ช่วยแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

การนำสามกฎไปปรับใช้ในการสื่อสาร

คุณสโรจเน้นว่าสามกฎนี้เป็นแกนหลักในการสร้างเรื่องราวและข้อความต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความผูกพันที่ยั่งยืน แบรนด์ควรใช้สามกฎนี้เป็นเกณฑ์ในการประเมินทุกการสื่อสารและการกระทำ

การสร้างเนื้อหาที่สะท้อนสามกฎ

ในการสร้างเนื้อหาการตลาด แบรนด์ควรตั้งคำถามว่า เนื้อหานี้แสดงถึงความสม่ำเสมอหรือไม่ มีความโปร่งใสและซื่อสัตย์หรือไม่ และแสดงความเข้าอกเข้าใจต่อลูกค้าหรือไม่ เนื้อหาที่ดีควรสะท้อนคุณสมบัติทั้งสามอย่างพร้อมกัน

การฝึกฝนทีมงานให้เข้าใจสามกฎ

นอกจากการสื่อสารภายนอก แบรนด์ยังควรฝึกฝนทีมงานให้เข้าใจและปรับใช้สามกฎนี้ในการทำงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริการลูกค้า การขาย การแก้ไขปัญหา หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

ความท้าทายในการสร้าง Brand Love

แม้ว่าแนวคิดของสามกฎจะดูเรียบง่าย แต่การนำไปปรับใช้จริงนั้นมีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายแผนกและหลายคน การสร้างความเข้าใจและการปรับใช้ที่สม่ำเสมอทั่วทั้งองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความท้าทายด้านการวัดผล

หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการวัดผลของ Brand Love เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับความรู้สึกและความผูกพัน ซึ่งไม่สามารถวัดได้ง่ายเหมือนยอดขายหรือจำนวนลูกค้า แบรนด์ต้องหาวิธีการวัดผลที่เหมาะสมและครอบคลุม

การสร้างความเข้าใจในองค์กร

ความท้าทายอีกประการคือการสร้างความเข้าใจและการยอมรับในองค์กรว่า Brand Love คือการลงทุนระยะยาวที่อาจไม่เห็นผลในทันที การที่แบรนด์ต้อง “ให้ก่อน” อาจขัดแย้งกับเป้าหมายทางธุรกิจในระยะสั้น

แนวโน้มและอนาคตของ Brand Love

คุณสโรจมองว่าความสำคัญของ Brand Love จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น มีข้อมูลมากขึ้น และมีความต้องการความหมายและจุดประสงค์จากการบริโภคมากขึ้น

ความสำคัญของ Purpose-Driven Brand

ในอนาคต แบรนด์ที่มี Purpose หรือจุดประสงค์ที่ชัดเจนเกินกว่าการทำกำไร และสามารถสื่อสารและแสดงออกถึง Purpose นั้นผ่านการกระทำจริง จะมีความได้เปรียบในการสร้าง Brand Love มากกว่าแบรนด์ที่มุ่งเน้นที่การขายเท่านั้น

บทบาทของเทคโนโลยี

เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยแบรนด์สร้าง Brand Love โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น สื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลได้

ข้อเสนอแนะสำหรับนักการตลาดไทย

สำหรับนักการตลาดในประเทศไทย คุณสโรจมีข้อเสนอแนะว่าควรเริ่มจากการปรับใช้สามกฎในการสื่อสารและการบริการลูกค้าเป็นขั้นแรก จากนั้นค่อยขยายไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สะท้อนคุณค่าเหล่านี้

การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ

“ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในครั้งเดียว” คุณสโรจแนะนำ “เริ่มจากการปรับปรุงการสื่อสารกับลูกค้าให้มีความสม่ำเสมอ โปร่งใส และแสดงความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น เมื่อเห็นผลจึงค่อยขยายไปสู่ด้านอื่นๆ”

การศึกษาและทำความเข้าใจลูกค้าไทย

นักการตลาดไทยควรใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจลูกค้าไทยในบริบทที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ดูข้อมูลทางสถิติ แต่รวมถึงวัฒนธรรม ความเชื่อ ค่านิยม และวิถีชีวิตที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค

บทสรุป: การสร้าง Brand Love ที่ยั่งยืน

สามกฎหลักของการสร้างความรักแบรนด์ที่คุณสโรจ เลาหศิริ นำเสนอ ไม่ใช่เพียงแค่เทคนิคการตลาดใหม่ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองพื้นฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า จากความสัมพันธ์เชิงธุรกรรมไปสู่ความสัมพันธ์เชิงอารมณ์และความหมาย

การสร้าง Brand Love ที่แท้จริงต้องเริ่มจากการที่แบรนด์เปลี่ยนจาก “การขาย” มาเป็น “การให้” เปลี่ยนจาก “การพูด” มาเป็น “การฟัง” และเปลี่ยนจาก “การดูดี” มาเป็น “การเป็นจริง” ด้วยการยึดมั่นในสามกฎของ Consistency, Transparency และ Empathy

ในยุค Trust Economy ที่ข้อมูลและตัวเลือกมีมากมาย สิ่งที่จะทำให้แบรนด์โดดเด่นและสร้างความผูกพันที่ยั่งยืนกับลูกค้าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หรือราคาเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกของการถูกเข้าใจ ถูกดูแล และถูกเคารพจากแบรนด์นั้นๆ

การนำสามกฎนี้ไปปรับใช้อาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลตอบแทนที่ได้คือลูกค้าที่ไม่เพียงแค่ซื้อผลิตภัณฑ์ แต่เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่จะแนะนำแบรนด์ให้คนอื่น ปกป้องแบรนด์เมื่อเกิดปัญหา และอยู่เคียงข้างแบรนด์ในระยะยาว

สำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้าง Brand Love อย่างแท้จริง การเริ่มต้นคือการกลับไปดูที่พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และนำหลักการเหล่านั้นมาปรับใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เพราะในท้ายที่สุดแล้ว Brand Love ก็คือความรักระหว่างคนกับคน ไม่ใช่ความรักระหว่างคนกับสิ่งของ

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจาก สโรจ เลาหศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเจ้าของแฟนเพจ “สโรจขบคิดการตลาด” ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ด้านการตลาดที่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย