นักการตลาดออนไลน์ชื่อดังเผยการศึกษาช่อง YouTube นับร้อยช่อง พบว่าช่องที่ไม่ต้องโชว์หน้าสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องได้มากที่สุด โดยมีช่องประเภทเนื้อหา AI ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน การสร้างเนื้อหาบน YouTube กลายเป็นอาชีพที่มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องที่ไม่จำเป็นต้องโชว์หน้าผู้สร้างเนื้อหา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากการศึกษาและวิเคราะห์ช่อง YouTube นับร้อยช่องโดย Awais นักการตลาดออนไลน์และนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเนื้อหาดิจิทัล ได้ค้นพบ 7 ประเภทช่องที่สร้างรายได้ดีที่สุดในปี 2024 โดยทั้งหมดนี้เป็นช่องที่ไม่ต้องโชว์หน้าแต่สามารถสร้างรายได้หลักแสนถึงหลักล้านบาทต่อเดือนได้อย่างต่อเนื่อง
ยอดวิวสูงไม่เท่ากับรายได้สูง – ความจริงที่หลายคนไม่รู้
สิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษาครั้งนี้คือการค้นพบว่า ยอดวิวที่สูงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่สูงตามไปด้วยเสมอไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือช่องเกมที่มียอดวิวถึง 500,000 วิว แต่สร้างรายได้เพียง 920 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ช่องพัฒนาตัวเองที่มียอดวิวเพียง 45,000 วิว กลับสร้างรายได้ถึง 641 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในประสิทธิภาพการสร้างรายได้ระหว่างประเภทเนื้อหา
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้อยู่ที่ค่าโฆษณา หรือที่เรียกว่า CPM (Cost Per Mille) ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ผู้โฆษณาจ่ายต่อการแสดงโฆษณา 1,000 ครั้ง โดยช่องเกมมี CPM เพียง 3.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 วิว ขณะที่ช่องพัฒนาตัวเองมี CPM สูงถึง 51.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1,000 วิว ซึ่งต่างกันถึง 15 เท่า ความแตกต่างนี้เกิดจากกลุ่มเป้าหมายและพฤติกรรมการบริโภคเนื้อหาที่แตกต่างกัน
7 ประเภทช่อง YouTube ที่สร้างรายได้สูงสุดในปี 2024
1. ช่องข่าวและอัปเดตเกี่ยวกับ AI – แชมป์รายได้ยุคใหม่
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 10/10 คะแนน และความง่ายในการผลิต 10/10 คะแนน ทำให้ได้คะแนนเฉลี่ย 10/10 คะแนน ช่องประเภทนี้ขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างรายได้
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือช่อง The AI Grid ที่สร้างรายได้ถึง 660,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นช่องที่เพิ่งเปิดในปีที่ผ่านมาแต่เติบโตอย่างรวดเร็ว ช่องนี้ใช้สต็อกฟุตเทจและรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับ AI และแบรนด์ต่างๆ มาสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ โดยไม่ต้องมีการลงทุนสูงในการผลิต
ความน่าสนใจของประเภทช่องนี้อยู่ที่เทรนด์ AI ที่ยังคงเติบโตและมีการพัฒนาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีเนื้อหาให้สร้างไม่จำกัด และคาดว่าเทรนด์นี้จะยังคงสร้างโอกาสทางธุรกิจอีกหลายปีข้างหน้า นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายที่สนใจเทคโนโลยี AI มักเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ผู้โฆษณายินดีจ่ายค่าโฆษณาในอัตราที่สูงกว่าประเภทเนื้อหาอื่น
2. ช่องเล่าเรื่องธุรกิจและสารคดี – เนื้อหาคุณค่าที่อยู่ได้นาน
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 10/10 คะแนน และความง่ายในการผลิต 8/10 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 9/10 คะแนน ช่องประเภทนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพสูง
ตัวอย่างช่องที่ประสบความสำเร็จคือ Magnates Media และ Company Man ที่สร้างรายได้ถึง 895,000 บาทต่อเดือน แม้ว่าจะมีช่องใหม่ๆ ในประเภทนี้ไม่มากนัก แต่เป็นเนื้อหาที่มีอายุยืนยาว หากทำได้ดีจะได้ยอดวิวอย่างต่อเนื่อง
ทั้งสองช่องใช้สต็อกวิดีโอ รูปภาพ และเนื้อหาจากอินเทอร์เน็ต มาเล่าเรื่องราวธุรกิจที่น่าสนใจ ส่วนที่ท้าทายที่สุดของการสร้างเนื้อหาประเภทนี้คือการหาเรื่องราวที่น่าสนใจและการเขียนสคริปต์ให้ดึงดูดผู้ชม อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT หรือ Bard ช่วยในการสร้างเนื้อหาและวางโครงเรื่องได้
จุดแข็งของประเภทเนื้อหานี้คือการมีเรื่องราวธุรกิจที่น่าสนใจมากมายทั่วโลก ทั้งเรื่องราวความสำเร็จ ความล้มเหลว และบทเรียนทางธุรกิจที่สามารถนำมาเล่าและสอนผู้ชมได้อย่างไม่มีวันหมด
3. ช่องสรุปหนังสือ – ผลิตง่าย ใช้ AI ช่วยได้
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 7/10 คะแนน และความง่ายในการผลิต 10/10 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 8.5/10 คะแนน ช่องประเภทนี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เริ่มต้นสร้างเนื้อหา
ตัวอย่างช่อง Escaping Ordinary ที่มีผู้ติดตาม 1.1 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 1,480,000 บาทต่อเดือน ช่องนี้เปิดมา 5 ปี และใช้แอนิเมชันและการตัดต่อขั้นสูง ในขณะที่ช่อง Book Every Day ที่เพิ่งเปิดไม่ถึง 2 ปี ใช้เพียงสต็อกฟุตเทจธรรมดา แต่ก็สามารถสร้างผลงานที่น่าสนใจได้
ข้อดีของการทำช่องประเภทนี้คือมีหนังสือใหม่ออกทุกวัน จึงมีเนื้อหาให้สร้างไม่จำกัด นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT ช่วยสรุปหนังสือ และใช้ InVideo AI ในการสร้างวิดีโอได้ ทำให้กระบวนการผลิตเนื้อหาง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก
กลุ่มเป้าหมายของเนื้อหาประเภทนี้มักเป็นผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่า CPM สูงและมีแนวโน้มซื้อสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเอง
4. ช่องเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ – เนื้อหาคลาสสิกที่ดูได้ตลอด
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 8/10 คะแนน และความง่ายในการผลิต 8/10 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 8/10 คะแนน ช่องประเภทนี้ยังคงมีความน่าสนใจและสร้างรายได้ได้ดี
ตัวอย่างช่อง Alternative History Hub ที่มีผู้ติดตาม 2 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 3,891,000 บาทต่อเดือน แม้ว่าจะเปิดมา 11 ปี แต่ประเภทเนื้อหานี้ยังคงได้ผลดี ดูได้จากช่อง History Verse ที่เพิ่งเปิดเมื่อกรกฎาคม 2023 แต่มีผู้ติดตามแล้ว 70,000 คน และยอดวิวกว่า 40 ล้านวิว
ความน่าสนใจของช่องประวัติศาสตร์คือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการเล่าเรื่อง ขณะที่ Alternative History Hub ใช้แอนิเมชันตัวการ์ตูนและภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ ช่อง History Verse กลับใช้ AI สร้างวิดีโอ 100% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ทำให้การผลิตเนื้อหาง่ายขึ้น
เนื้อหาประวัติศาสตร์มีข้อดีคือมีเรื่องราวให้เล่าไม่จำกัด ทั้งประวัติศาสตร์โลก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการตีความประวัติศาสตร์ในมุมมองใหม่ๆ ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง
5. ช่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี – อนาคตสดใสในตลาดที่เติบโต
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 6/10 คะแนน และความง่ายในการผลิต 9/10 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 7.5/10 คะแนน ช่องประเภทนี้มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต
ตัวอย่างช่อง Bestie Health และ Body Hub ที่สร้างรายได้ 265,000 บาทต่อเดือน ทั้งสองช่องเปิดมา 5-6 ปี และใช้เพียงสต็อกฟุตเทจและเพิ่มข้อความเคลื่อนไหวง่ายๆ พร้อมเสียงพากย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้เทคนิคการผลิตที่ซับซ้อนก็สามารถสร้างเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จได้
อุตสาหกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้คนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น จึงทำให้ประเภทเนื้อหานี้มีโอกาสสร้างรายได้ที่ดีในระยะยาว
6. ช่องความรู้ด้านจิตวิทยา – ผลิตง่าย แต่แข่งขันสูง
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 5/10 คะแนน และความง่ายในการผลิต 9/10 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 7/10 คะแนน ช่องประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบแชร์ความรู้ด้านจิตวิทยา
ตัวอย่างช่อง TopThink ที่สร้างรายได้ 2,238,000 บาทต่อเดือน มีผู้ติดตาม 2.67 ล้านคน นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบลิสต์ เช่น “12 เรื่องราวที่น่าสนใจ” หรือ “10 เหตุผลที่ต้องรู้” ด้านจิตวิทยา ช่อง Psychology Arcade เป็นตัวอย่างของช่องที่เพิ่งเปิดในปีที่ผ่านมาและประสบความสำเร็จ
ในขณะที่ TopThink ใช้แอนิเมชันในการผลิต แต่ช่องอื่นๆ สามารถทำแบบง่ายๆ ด้วยเสียงพากย์และสต็อกฟุตเทจได้ เช่นเดียวกับ Psychology Arcade ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเนื้อหาที่ดีสามารถชดเชยรูปแบบการนำเสนอที่เรียบง่ายได้
เนื้อหาด้านจิตวิทยามีความน่าสนใจเนื่องจากเป็นความรู้ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ทำให้มีผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่สนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีช่องในประเภทนี้เปิดขึ้นมากมาย
7. ช่องพัฒนาตัวเอง – รายได้ดี แต่ต้องใช้ทักษะสูง
ด้วยศักยภาพในการทำเงิน 6/10 คะแนน และความยากในการผลิต 5/10 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย 5.5/10 คะแนน ช่องประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ตัวอย่างช่อง Improvement Pill ที่มีผู้ติดตาม 3.5 ล้านคน สร้างรายได้ 2,169,000 บาทต่อเดือน ช่องนี้เปิดมา 8 ปี และเน้นสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและใช้ได้ตลอดเวลา ในขณะที่ช่อง J Wisdom เป็นช่องใหม่ที่เติบโตในปีที่ผ่านมา มีผู้ติดตาม 65,000 คน สร้างรายได้ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน โดยลงคลิปเพียงเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น
ความแตกต่างในการผลิตระหว่างสองช่องนี้คือ Improvement Pill ใช้แอนิเมชันและการตัดต่อขั้นสูง ขณะที่ J Wisdom ใช้เพียงสต็อกฟุตเทจและคลิปจากภาพยนตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเนื้อหาที่มีคุณค่าและการนำเสนอที่ดีสามารถประสบความสำเร็จได้แม้จะใช้วิธีการผลิตที่เรียบง่าย
โอกาสทองในยุคเทคโนโลยี AI
การศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงแนวทางในการเริ่มต้นสำหรับผู้ที่ต้องการมีช่อง YouTube เป็นของตัวเอง โดยยิ่งเริ่มต้นเร็ว ยิ่งได้เปรียบ เนื่องจากในปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่เครื่องมือและเทคโนโลยีพร้อมใช้งานมากกว่าที่เคย การทำช่อง YouTube จะง่ายขึ้นไปอีกด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่มีให้ใช้งาน
ทั้งสต็อกฟุตเทจที่หาได้ง่าย เครื่องมือ AI ที่ช่วยในการสร้างเนื้อหา การตัดต่อวิดีโอ และการเขียนสคริปต์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การเริ่มต้นสร้างช่อง YouTube ในยุคนี้เป็นเรื่องที่ทำได้มากกว่าที่เคย โอกาสในการสร้างรายได้หลักแสนหรือแม้แต่หลักล้านบาทจึงอยู่แค่เอื้อมมือสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นและแนวทางที่ถูกต้อง
สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นสร้างช่อง YouTube ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้สามารถเป็นแนวทางในการเลือกประเภทเนื้อหาที่เหมาะสมกับความสามารถและความสนใจของตนเอง โดยคำนึงถึงทั้งศักยภาพในการสร้างรายได้และความยากง่ายในการผลิตเนื้อหา เพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้จาก YouTube ได้อย่างยั่งยืน