แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำอย่าง Jobsdb by SEEK เผยผลการศึกษาล่าสุดผ่านรายงาน Hiring, Compensation & Benefits (HCB) Report ประจำปี 2568 ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดแรงงานไทย โดยเน้นย้ำถึง 3 แนวโน้มหลักที่องค์กรไทยต้องปรับตัวให้ทัน ทั้งการจ้างงานแบบยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สวัสดิการใหม่ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตแบบองค์รวม และการยกระดับทักษะ AI จากทางเลือกสู่ความจำเป็นพื้นฐานของแรงงานยุคดิจิทัล
การศึกษาครั้งนี้อ้างอิงจากข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบการไทย 702 ราย ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทขนาดเล็กจนถึงองค์กรใหญ่ข้ามเกือบทุกสาขาอุตสาหกรรม ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2567 เพื่อให้ภาพรวมที่ชัดเจนของทิศทางตลาดแรงงานไทยในปีที่กำลังจะมาถึง
สัญญาณฟื้นตัวของตลาดแรงงาน: จากวิกฤตสู่การปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์
นางสาวดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK อธิบายภาพรวมตลาดแรงงานไทยในช่วงปี 2567-2568 ว่า หลังจากช่วงเวลาที่หลายองค์กรต้องปรับโครงสร้างภายในเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย พนักงานประจำแบบเต็มเวลาได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในสายงานหลักอย่างบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด บริการลูกค้า และการผลิต
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดในรายงาน HCB ปี 2568 แสดงให้เห็นสัญญาณฟื้นตัวที่น่าหวังของตลาดแรงงาน โดยองค์กรมากกว่า 53% วางแผนเพิ่มพนักงานประจำอย่างน้อย 1 ตำแหน่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นความมั่นใจที่เริ่มกลับมาในภาคธุรกิจไทย
การฟื้นตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดิม แต่มาพร้อมกับการปรับเปลี่ยนโมเดลการจ้างงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยองค์กรหลายแห่งเริ่มมองเห็นคุณค่าของการมีแรงงานที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดและเพิ่มความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว
การเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นของการจ้างงานแบบ Part-time และสัญญาจ้าง
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดในตลาดแรงงานไทยปี 2568 คือการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการจ้างงานในรูปแบบ Part-time และสัญญาจ้าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นการปรับกลยุทธ์ขององค์กรเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 100 คน พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยการจ้างงาน Part-time Permanent เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 42% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในระยะเวลาเพียงปีเดียว นอกจากนี้ Contract Part-time ก็เพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 28% แสดงให้เห็นว่าองค์กรใหญ่กำลังปรับโครงสร้างการจ้างงานเพื่อให้สามารถปรับขนาดทีมงานได้ตามความต้องการของธุรกิจ
สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้จะมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน แต่ทิศทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยมีการเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ้างงานเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดแรงงานไทยกำลังอ่อนแอลง ในทางตรงกันข้าม ภาพรวมของตลาดแรงงานไทยยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราการว่างงานที่ต่ำเพียง 1% และยังคงมีความต้องการแรงงานสูงในหลายตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะงานธุรการและทรัพยากรบุคคล สายงานบัญชี และฝ่ายขายแบบองค์กร (B2B) ที่ยังคงมีอัตราการจ้างงานสูง
นวัตกรรมสวัสดิการใหม่: เมื่อ Employee Value Proposition กลายเป็นกลยุทธ์หลัก
ในยุคที่แรงงานมีทางเลือกมากขึ้นและมีความคาดหวังที่สูงขึ้น องค์กรไทยเริ่มให้ความสำคัญกับ Employee Value Proposition (EVP) มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การศึกษาพบว่าองค์กรในปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มสวัสดิการในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพนักงานในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และครอบครัว
การเพิ่มวันลาพิเศษเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่โดดเด่น โดยองค์กรเพิ่มการให้ลาวันเกิด ลาของบิดาเพื่อดูแลบุตร และการลาดูแลครอบครัว เท่ากันที่ 15% สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงความคิดขององค์กรที่เริ่มเข้าใจว่าการดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานนอกเหนือจากงานเป็นสิ่งสำคัญต่อประสิทธิภาพและความผูกพันระยะยาว
นอกจากวันลาพิเศษแล้ว องค์กรยังมีการส่งเสริมสิทธิประโยชน์ที่สนับสนุนความเป็นอยู่ของครอบครัวพนักงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดห้องให้นมบุตรในสถานที่ทำงาน การให้เบี้ยเลี้ยงด้านการศึกษาสำหรับบุตรของพนักงาน และโปรแกรมสนับสนุนสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดี
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับบุคลากรในองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กร ลดอัตราการลาออก และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานระยะยาว ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อผลประกอบการขององค์กรด้วย
การปรับเงินเดือนและโบนัสเพื่อรักษาขวัญกำลังใจ
ในด้านผลตอบแทนทางการเงิน การศึกษาพบว่าองค์กรไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาขวัญและกำลังใจของพนักงานในช่วงที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน โดย 85% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจระบุว่ามีการปรับขึ้นเงินเดือนเพื่อให้ทันกับภาวะเงินเฟ้อ
การปรับเงินเดือนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตามอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นความเข้าใจขององค์กรว่าการรักษาอำนาจซื้อของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาแรงงานที่มีคุณภาพไว้ในองค์กร โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง
นอกจากการปรับเงินเดือนแล้ว 84% ขององค์กรยังมีการจ่ายโบนัสเฉลี่ย 2 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน องค์กรยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาขวัญและกำลังใจของบุคลากร และตระหนักถึงความสำคัญของการแบ่งปันผลกำไรกับพนักงานเพื่อสร้างแรงจูงใจและความผูกพันระยะยาว
ปฏิวัติการสรรหาด้วย AI: จากเครื่องมือสู่มาตรฐานใหม่
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของตลาดแรงงานไทยในปี 2568 คือการยกระดับทักษะ AI จากทางเลือกให้กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็น การศึกษาพบว่า 65% ขององค์กรระบุว่ามีการพิจารณาทักษะ AI ในขั้นตอนการสัมภาษณ์งาน และ 26% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าทักษะด้านนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงาน
การประเมินทักษะ AI ของผู้สมัครงานมีรูปแบบที่หลากหลาย โดยวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการสัมภาษณ์โดยตรง (51%) ซึ่งช่วยให้ผู้สัมภาษณ์สามารถประเมินความเข้าใจและการประยุกต์ใช้ AI ในสถานการณ์จริงได้ รองลงมาคือการพิจารณาจาก portfolio (42%) ที่ผู้สมัครสามารถแสดงผลงานการใช้ AI ในการทำงานจริง และการใช้แบบทดสอบเฉพาะทาง (33%) เพื่อประเมินความรู้และทักษะเชิงเทคนิค
ที่น่าสนใจคือ องค์กรเองก็เริ่มนำ AI มาใช้ในกระบวนการสรรหาพนักงาน โดยมากกว่า 34% ขององค์กรเริ่มใช้ AI ในการเขียนประกาศงานและคัดกรองใบสมัคร สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของแผนกเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานในทุกแผนก
การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่าผู้ที่ต้องการทำงานในตลาดแรงงานไทยปี 2568 จำเป็นต้องมีความรู้และทักษะด้าน AI ในระดับพื้นฐานอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการสื่อสารกับระบบ AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ผลกระทบต่อตำแหน่งงานและสายอาชีพต่าง ๆ
การเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานไทยส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานและสายอาชีพในระดับที่แตกต่างกัน ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วงการปรับโครงสร้างคือสายงานบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด บริการลูกค้า และการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งงานที่สามารถปรับเป็นแบบ part-time หรือใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ยังมีตำแหน่งงานที่ยังคงมีความต้องการสูงและมีอัตราการจ้างงานที่เติบโต โดยเฉพาะงานธุรการและทรัพยากรบุคคล สายงานบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญสูง และฝ่ายขายแบบองค์กร (B2B) ที่ต้องการทักษะในการสร้างความสัมพันธ์และการเจรจาต่อรอง
สำหรับตำแหน่งงานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI พบว่ามีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น AI Trainer, Data Analyst ที่มีทักษะ AI, Digital Marketing Specialist ที่สามารถใช้ AI ในการวิเคราะห์และสร้างเนื้อหา และ Customer Experience Specialist ที่ใช้ AI ในการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า
แนวโน้มการจ้างงานตามขนาดองค์กร
การศึกษาพบความแตกต่างในแนวโน้มการจ้างงานตามขนาดขององค์กร โดยองค์กรขนาดใหญ่ (พนักงาน 100 คนขึ้นไป) ที่คิดเป็น 53% ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีแนวโน้มการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานที่รุนแรงที่สุด ด้วยการเพิ่มการจ้างงาน part-time และสัญญาจ้างอย่างมีนัยสำคัญ
องค์กรขนาดใหญ่เหล่านี้มักมีทรัพยากรและระบบการจัดการที่พร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เช่น ระบบการทำงานแบบ hybrid, เครื่องมือการทำงานร่วมกันออนไลน์ และระบบการจัดการทรัพยากรบุคคลที่ทันสมัย ทำให้สามารถรองรับแรงงานที่หลากหลายและยืดหยุ่นได้ดีกว่า
สำหรับองค์กรขนาดกลาง (พนักงาน 51-99 คน) ที่คิดเป็น 13% ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่ามีการปรับตัวในระดับปานกลาง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุนมากกว่าการขยายรูปแบบการจ้างงาน ส่วนองค์กรขนาดเล็ก (พนักงานไม่เกิน 50 คน) ที่คิดเป็น 34% มีการปรับตัวที่ค่อนข้างระมัดระวัง โดยมุ่งเน้นการรักษาแรงงานหลักและเพิ่มทักษะให้กับพนักงานเดิมมากกว่า
ความท้าทายและโอกาสสำหรับองค์กรไทย
การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไทยในปี 2568 นำมาซึ่งทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับองค์กรไทย ความท้าทายหลักคือการปรับระบบการจัดการทรัพยากรบุคคลให้รองรับรูปแบบการทำงานที่หลากหลายมากขึ้น การพัฒนาทักษะ AI ให้กับพนักงานเดิม และการแข่งขันเพื่อแรงงานคุณภาพสูงในตลาดที่มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น
ในด้านโอกาส องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบในการดึงดูดและรักษาแรงงานคุณภาพสูง การใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการมีแรงงานที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ดีขึ้น
สำหรับแรงงานไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงโอกาสในการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น สวัสดิการที่ดีขึ้น และโอกาสในการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญกับความจำเป็นในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะ AI ที่กลายเป็นสิ่งจำเป็น
บทบาทของ Jobsdb by SEEK ในการเชื่อมโยงตลาดแรงงาน
ในฐานะแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย Jobsdb by SEEK มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงโลกขององค์กรและแรงงานไทย โดยไม่เพียงแต่ให้บริการการหางานและสรรหาพนักงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มตลาดแรงงาน
การจัดทำรายงาน HCB ประจำปีเป็นหนึ่งในความพยายามของ Jobsdb by SEEK ในการให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพแก่ทั้งองค์กรและแรงงานไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเตรียมพร้อมและปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ Jobsdb by SEEK ยังมีแผนในการพัฒนาเครื่องมือและบริการใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เช่น ระบบการจับคู่งานที่ใช้ AI, หลักสูตรการพัฒนาทักษะออนไลน์ และเครื่องมือการประเมินทักษะ AI สำหรับผู้สมัครงาน
แนวทางการเตรียมพร้อมสำหรับองค์กรไทย
จากข้อมูลในรายงาน HCB ปี 2568 องค์กรไทยควรเตรียมพร้อมในหลายด้านเพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่
ด้านระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล องค์กรควรพัฒนาระบบที่รองรับการทำงานแบบยืดหยุ่น การจัดการพนักงาน part-time และสัญญาจ้าง รวมถึงการพัฒนานโยบายสวัสดิการที่ตอบโจทย์ความต้องการของแรงงานยุคใหม่
ด้านเทคโนโลยี การลงทุนในเครื่องมือ AI และการฝึกอบรมพนักงานให้สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งจำเป็น รวมถึงการปรับปรุงระบบการสรรหาและการจัดการข้อมูลพนักงานให้ทันสมัย
ด้านวัฒนธรรมองค์กร การสร้างวัฒนธรรมที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานจะช่วยให้องค์กรดึงดูดและรักษาแรงงานคุณภาพสูงได้
ข้อแนะนำสำหรับแรงงานไทยในการเตรียมพร้อม
สำหรับแรงงานไทย การเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานปี 2568 ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาตนเองในหลายด้าน
การพัฒนาทักษะ AI เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การใช้เครื่องมือ AI พื้นฐาน การทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI หรือการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงานประจำวัน
การพัฒนาทักษะ Soft Skills อย่างการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การปรับตัว และการเรียนรู้ต่อเนื่อง ยังคงมีความสำคัญและเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้
การเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานแบบยืดหยุ่น เช่น การจัดการเวลา การทำงานอิสระ และการใช้เทคโนโลยีในการทำงานร่วมกัน จะช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับรูปแบบการทำงานใหม่ได้ดีขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไทยในปี 2568 คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม การมีแรงงานที่มีทักษะสูงและยืดหยุ่นจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การใช้ AI ในการทำงานจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจไทย ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น ขณะที่การมีระบบสวัสดิการที่ดีจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของแรงงาน นำไปสู่การบริโภคและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการสนับสนุนนโยบายและการศึกษา ภาคเอกชนในการลงทุนและพัฒนา และแรงงานไทยในการเรียนรู้และปรับตัว
บทสรุป: ก้าวสู่อนาคตตลาดแรงงานไทย
รายงาน HCB ปี 2568 จาก Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตลาดแรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การปรับตัวสู่รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น การยกระดับสวัสดิการเพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิต และการให้ความสำคัญกับทักษะ AI ไม่ใช่เพียงแค่แนวโน้ม แต่เป็นความจำเป็นที่องค์กรและแรงงานไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ
ปี 2568 จึงถือเป็นปีแห่งการปรับกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรอย่างแท้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจและความคาดหวังของแรงงานยุคใหม่ องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วและมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว
สำหรับ Jobsdb by SEEK การเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านการให้บริการที่เชื่อมโยงองค์กรและแรงงานไทย รวมถึงการนำเสนอข้อมูลและความรู้ที่มีคุณภาพ จะช่วยให้ตลาดแรงงานไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ พร้อมรับมือกับความท้าทายและโอกาสในอนาคต
ด้วยข้อมูลจากการสำรวจผู้ประกอบการไทย 702 รายในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2567 ที่ครอบคลุมองค์กรทุกขนาดและเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม รายงานนี้สะท้อนให้เห็นภาพที่แท้จริงของตลาดแรงงานไทยและแนวโน้มที่องค์กรและแรงงานไทยสามารถใช้เป็นแนวทางในการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง