VC เปลี่ยนเกม! มองหาสตาร์ตอัพที่ ‘อยู่รอดได้’ มากกว่า ‘โตเร็ว’ ในปี 2025

โลกการลงทุนสตาร์ตอัพในปี 2025 กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านพ้นยุคของการเติบโตแบบ “วิ่งให้เร็วที่สุด” มาหลายปี บรรดากองทุนร่วมลงทุน (Venture Capitalist หรือ VC) เริ่มปรับเกมใหม่ โดยมองหาสตาร์ตอัพที่มีความยั่งยืน เข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง และสามารถขยายธุรกิจได้จริง แทนที่จะให้ความสำคัญเพียงการเติบโตที่หวือหวาอย่างเดิม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะส่งผลต่อทิศทางการลงทุนทั่วโลก และเป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพไทยต้องปรับตัวให้ทัน

ตัวเลขเผยความจริง: เงินลงทุนยังมาก แต่โอกาสลดลง

ข้อมูลล่าสุดจาก PitchBook ในปี 2024 เผยให้เห็นภาพที่น่าสนใจ แม้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2025 จะยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 4.6 ล้านล้านบาท แต่จำนวนดีลที่เกิดขึ้น (จำนวนสตาร์ตอัพที่ได้รับเงินทุนจริง) กลับลดลงกว่า 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า VC เริ่มกลับมาพิจารณาอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยมุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ พวกเขาต้องการมั่นใจว่าธุรกิจที่เลือกลงทุนสามารถอยู่รอด เติบโต และสร้างผลตอบแทนได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่มีศักยภาพในการขยายตัวเร็วเท่านั้น

รายงานจาก Bessemer Venture Partners ในปี 2024 ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจกับบริษัทที่มีค่า “Rule of 40” สูงกว่า 40 ซึ่งเป็นผลรวมของอัตราการเติบโต (%) บวกกับอัตรากำไร EBITDA (%)

ค่าตัวชี้วัดนี้สะท้อนถึงความสามารถในการเติบโตควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต่างจากในอดีตที่นักลงทุนมักให้ความสำคัญเพียงยอดขายหรือรายได้ที่เติบโตเร็ว (top-line growth) เพียงอย่างเดียว

AI ยังฮอต แต่ต้อง ‘ใช้งานได้จริง’ มากกว่า ‘แค่มี AI’

เทคโนโลยี AI แม้จะยังคงครองสัดส่วนสูงในการลงทุนระดับโลก แต่ปี 2025 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ VC ไม่ได้สนใจแค่ว่า “ใครใช้ AI” แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ “AI ถูกนำไปใช้ทำอะไร” และ “สร้างผลกระทบอะไรต่อโลกจริง” แทน

กรณีศึกษา: Helsing – AI ที่เปลี่ยนโลกการทหาร

เมื่อกลางปี 2025 บริษัท Helsing สตาร์ตอัพสัญชาติเยอรมันที่พัฒนา AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามในภาคการทหาร ประสบความสำเร็จอย่างสูงเมื่อปิดรอบ Series D ได้เงินลงทุนถึงกว่า 25,300 ล้านบาท

การลงทุนครั้งนี้นำโดย Prima Materia ของ Daniel Ek ผู้ก่อตั้ง Spotify ร่วมด้วยนักลงทุนรายใหญ่อย่าง General Catalyst, Lightspeed, Accel และ SAAB ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทพุ่งแตะประมาณ 506,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

Pano AI – เทคโนโลジีเพื่อความปลอดภัยสิ่งแวดล้อม

ในขณะเดียวกัน Pano AI สตาร์ตอัพสัญชาติอเมริกันที่ใช้ edge-AI ตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ในพื้นที่ห่างไกล เพิ่งระดมทุนรอบ Series B ได้ประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยมี Giant Ventures เป็นผู้นำการลงทุน ร่วมกับ Initialized Capital, Salesforce Ventures และ Tokio Marine Future Fund

กรณีของ Helsing และ Pano เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า VC ในยุคนี้ไม่ได้มองหาเพียง “เทคโนโลยีล้ำสมัย” แต่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงระบบต่อโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคงของประเทศ การจัดการภัยพิบัติ หรือการเชื่อมโยงกับนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

Climate Tech: เทคโนโลยีสีเขียวที่สร้างผลตอบแทนได้จริง

อีกเซกเตอร์หนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ Climate Technology หรือเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่แค่การทำธุรกิจเพื่อโลก แต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินได้อย่างน่าประทับใจ

Charm Industrial – นวัตกรรมกักเก็บคาร์บอน

บริษัท Charm Industrial สตาร์ตอัพสัญชาติอเมริกัน เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ พวกเขาใช้เทคโนโลยี pyrolyzers เปลี่ยนของเสียจากภาคเกษตรกรรมเป็น bio oil แล้วนำไปฉีดเก็บถาวรใต้ดิน ปัจจุบันบริษัทมีสัญญากับองค์กรใหญ่อย่าง Frontier และ JPMorgan Chase สำหรับการกักเก็บคาร์บอนกว่า 140,000 ตัน

ในเดือนมิถุนายน 2023 บริษัทประสบความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series B มูลค่า 3,650 ล้านบาท จาก General Catalyst พร้อมด้วยนักลงทุนชั้นนำอย่าง Lowercarbon Capital, Exor Ventures, Kinnevik และ Thrive Capital

ความสำเร็จของ Charm Industrial แสดงให้เห็นว่า Climate Tech ไม่ใช่แค่ธุรกิจเพื่อการกุศล แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะเมื่อโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนมากขึ้น

ทีมงาน: ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของประสบการณ์จริง

ในด้านของทีมผู้ก่อตั้ง สื่อชั้นนำอย่าง The Wall Street Journal และ The Information รายงานตรงกันว่า ผู้ที่เคยทำงานในองค์กรใหญ่ หรือเคยเป็น operator (ผู้ปฏิบัติงานจริง) จะมีโอกาสในการระดมทุนได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนอย่างชัดเจน

เหตุผลสำคัญคือนักลงทุนมองว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจทั้งเรื่องเทคโนโลยีและการทำธุรกิจในโลกจริง พวกเขารู้จักความท้าทายในการขยายธุรกิจ การจัดการทีม การแก้ปัญหาเมื่อเกิดวิกฤต และการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

ศิลปะการเล่าเรื่อง: ทักษะใหม่ที่จำเป็น

นอกจากประสบการณ์แล้ว ความสามารถในการเล่าเรื่อง (narrative building) ก็กลายเป็นปัจจัยที่ VC ให้ความสำคัญมากขึ้นในปี 2025

Andrej Karpathy อดีตนักวิจัยจาก OpenAI เคยกล่าวว่า ผู้ก่อตั้งที่สามารถเล่าให้ VC เห็นว่าเทคโนโลยีของตนนั้นไม่ใช่แค่ “ใช้งานได้” แต่เป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” (inevitable) จะสร้างแรงเชื่อมั่นได้มากกว่า ทั้งในแง่ของอารมณ์และกลยุทธ์ธุรกิจ

การเล่าเรื่องที่ดีต้องแสดงให้เห็นว่าธุรกิจนั้นไม่ได้แค่ “น่าสนใจ” แต่ “จำเป็น” เพราะเข้าไปแก้ pain point ที่สำคัญและยากจะถูกแทนที่ได้

CVC: ผู้เล่นใหม่ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น

อีกกลุ่มหนึ่งที่ควรจับตามองคือ Corporate Venture Capital หรือ CVC ซึ่งเป็นการลงทุนของบริษัทใหญ่ที่ใช้เงินจากองค์กรแม่เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพ โดยไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางการเงิน แต่เน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักในระยะยาว

Google Ventures: ผู้นำด้านการลงทุนเชิงกลยุทธ์

ในปี 2025 บทบาทของ CVC เริ่มชัดเจนและเป็นเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Google Ventures ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนของ Alphabet ที่นำเงินลงทุนกว่า 31,400 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นลงทุนในด้าน AI, biotech และ cloud infrastructure

Google Ventures เป็นผู้นำรอบลงทุนใหญ่หลายครั้ง เช่น การลงทุน 4,560 ล้านบาทในบริษัทด้าน biotech หรือ 3,650 ล้านบาทในบริษัท legal-tech ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมองการณ์ไกลและการลงทุนเชิงกลยุทธ์

J&J Innovation: การลงทุนที่มุ่งเน้นนวัตกรรมด้านสุขภาพ

J&J Innovation (JJDC) ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนของ Johnson & Johnson ก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ในปี 2025 ข้อมูลล่าสุดแสดงว่า JJDC ลงทุนเฉลี่ยรอบละประมาณ 1,130 ล้านบาทต่อดีล โดยเน้นการลงทุนในดีลระดับ Series A และ B ซึ่งเป็นช่วงที่สตาร์ตอัพเริ่มขยายธุรกิจ

ตัวอย่างล่าสุดคือการลงทุนใน PAQ Therapeutics อีกประมาณ 1,400 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนนวัตกรรมด้านการแพทย์

การเปลี่ยนแปลงมายังดเซ็ต: จาก ‘เร่งโต’ สู่ ‘โตอย่างรู้ทิศทาง’

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในปี 2025 คือการปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตจาก “เร่งโต” มาเป็น “รู้จักโตอย่างมีทิศทาง” ซึ่งในปัจจุบัน VC นิยมธุรกิจที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแก้ปัญหาในโลกจริง ควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนการใช้เงินลงทุนที่ชัดเจนและสมเหตุสมผล

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่า VC ไม่ต้องการการเติบโต แต่พวกเขาต้องการการเติบโตที่ยั่งยืน สามารถคาดการณ์ได้ และมีรากฐานที่แข็งแกร่ง

ความสำคัญของ Unit Economics

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ VC ให้ความสนใจมากขึ้นคือ unit economics หรือการคำนวณผลกำไรต่อหน่วย ธุรกิจที่ดีต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าทุกๆ ลูกค้าหรือทุกๆ การขายจะสร้างกำไรสุทธิให้กับบริษัทได้อย่างไร

VC ต้องการเห็นว่าธุรกิจสามารถทำกำไรได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินลงทุนตลอดไป และมีแผนที่ชัดเจนในการขยายธุรกิจโดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพ

คำแนะนำสำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพไทย

สำหรับผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพไทยที่ต้องการประสบความสำเร็จในการระดมทุนในปี 2025 มีบทเรียนสำคัญหลายประการที่ควรนำไปปรับใช้

1. เปลี่ยนจากการ ‘โตเร็ว’ เป็น ‘อยู่รอดได้’

เลิกคิดว่าต้องโตให้เร็วที่สุด แต่กลับมาคิดว่าธุรกิจจะ “อยู่รอดได้แม้ไม่มีทุน” หรือไม่ แนวคิดนี้จะทำให้ผู้ก่อตั้งต้องกลับมาทบทวน unit economics ของตัวเองให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายการเติบโตที่ไม่ใช่แค่ “เร็ว” แต่ “ยั่งยืน” และแสดงให้เห็นว่าสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

การมีแผนสำรองและความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจจะทำให้ VC มั่นใจมากขึ้นว่าการลงทุนจะไม่สูญหายไปกับความไม่แน่นอนของตลาด

2. สร้างทีมที่เข้าใจธุรกิจ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

การบริหารต้นทุน ช่องทางการขาย การวางกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ คือสิ่งที่ VC ให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะนั่นแสดงถึงศักยภาพในการเดินระยะยาว ไม่ใช่แค่การนำเสนอ prototype แล้วรอเงินทุนรอบถัดไป

ทีมที่ดีต้องมีสมาชิกที่เข้าใจตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การขาย การเงิน และการบริหารคน การมีทีมที่ครบครันจะช่วยลดความเสี่ยงในสายตาของนักลงทุน

3. สื่อสารให้ VC เห็นว่าธุรกิจ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’

VC จะเลือกสนับสนุนผู้ที่สามารถเล่าให้เห็นชัดว่า “โลกนี้จะขาดธุรกิจของคุณไม่ได้” ธุรกิจแบบนี้ไม่ได้แค่ “น่าสนใจ” แต่ “จำเป็น” เพราะเข้าไปแก้ pain point ที่สำคัญและยากจะถูกแทนที่

การสื่อสารต้องแสดงให้เห็นถึงขนาดของปัญหา ผลกระทบของการไม่แก้ปัญหา และเหตุผลที่วิธีการของคุณเป็นทางออกที่ดีที่สุด

4. ปรับมายด์เซ็ตจาก ‘โชว์ไอเดีย’ เป็น ‘แสดงความเข้าใจ’

VC ไม่ได้มองหาเพียงผู้กล้าที่จะเริ่มต้น แต่ต้องการคนที่กล้ารับผิดชอบต่อเส้นทางของตัวเอง เข้าใจความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ และรู้วิธีเปลี่ยนโอกาสเล็กๆ ให้กลายเป็นภาพใหญ่ในอนาคตได้

การแสดงความเข้าใจตลาด การวิเคราะห์คู่แข่ง การระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากกว่าการพยายามวาดฝันที่ใหญ่เกินจริง

5. เตรียมข้อมูลทางการเงินให้ชัดเจน

VC ในยุคใหม่ต้องการเห็นตัวเลขที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น customer acquisition cost (CAC), lifetime value (LTV), monthly recurring revenue (MRR), churn rate และตัวชี้วัดสำคัญอื่นๆ

การมีข้อมูลเหล่านี้พร้อมและสามารถอธิบายได้ชัดเจนจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความพร้อมในการขยายธุรกิจ

แนวโน้มการลงทุนในอนาคต

จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปี 2025 สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ว่า การลงทุนจะเน้นความยั่งยืนมากขึ้น VC จะใช้เวลาในการพิจารณามากขึ้น แต่เมื่อตัดสินใจลงทุนแล้วจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

การเน้นความร่วมมือระหว่าง VC และผู้ก่อตั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่าง VC และผู้ก่อตั้งจะเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้ให้เงิน-ผู้รับเงิน” มาเป็น “พันธมิตรทางธุรกิจ” มากขึ้น VC จะเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง การแก้ปัญหา และการขยายธุรกิจอย่างใกล้ชิด

การให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสังคม

แนวโน้มการลงทุนที่เน้น Environmental, Social, and Governance (ESG) จะเพิ่มขึ้น ธุรกิจที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการทำกำไรจะได้รับความสนใจมากขึ้น

บทสรุป: เกมใหม่ของการลงทุน

ปี 2025 เป็นปีแห่งการปรับตัวสำหรับทั้งสตาร์ตอัพและ VC ผู้ที่จะประสบความสำเร็จคือผู้ที่เข้าใจตลาดลึกกว่า สามารถเติบโตได้โดยไม่เสียศูนย์ และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน

สำหรับสตาร์ตอัพไทย การปรับตัวให้เข้ากับเกมใหม่นี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากเข้าใจหลักการและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม การมีธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทีมที่เก่ง และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่การลงทุนในยุคใหม่

ในเกมใหม่ของการลงทุน ผู้ที่จะเป็นผู้ชนะคือผู้ที่สามารถสร้างธุรกิจที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” และ “อยู่รอดได้” ไม่ใช่เพียงแค่ “โตเร็ว” เท่านั้น การเข้าใจและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการระดมทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว