จากแพลตฟอร์มที่เริ่มต้นด้วยยอดขาย 0 บาท ไปสู่การเป็นหนึ่งในยูนิคอร์นชั้นนำของเอเชีย Klook ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการแก้ปัญหาที่ตรงจุดของผู้บริโภคสามารถสร้างธุรกิจมูลค่าพันล้านดอลลาร์ได้ ด้วยกลยุทธ์ 4 เสาหลักที่พร้อมเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกไปตลอดกาล
จุดเริ่มต้นจากปัญหาผู้เดินทางที่ไม่มีใครแก้
เรื่องราวของ Klook เริ่มต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้งในการเดินทางไปประเทศเนปาล ณ จุดนั้น แม้จะมีแพลตฟอร์มการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินออนไลน์มากมาย แต่กลับไม่มีแพลตฟอร์มใดที่ครอบคลุมการจองกิจกรรม ทัวร์ หรือประสบการณ์ท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างสะดวก
ปัญหานี้ทำให้การซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว การติดต่อสื่อสารกับผู้ให้บริการท้องถิ่น และการวางแผนประสบการณ์การเดินทางกลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและใช้เวลามาก จากข้อจำกัดนี้เอง ทีมผู้ก่อตั้งจึงตัดสินใจสร้าง Klook ขึ้นมา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักท่องเที่ยวกับประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย
ความแตกต่างหลักของ Klook จากแพลตฟอร์มอื่นๆ อยู่ที่การเน้นไปยังประสบการณ์ที่มีความซับซ้อนมากกว่าธุรกิจการจองที่พักหรือตั๋วเครื่องบิน การนำประสบการณ์ต่างๆ เช่น การจองตั๋วเข้าสวนสนุก การจองทัวร์ท้องถิ่น หรือการจองบริการสปา เข้ามาในแพลตฟอร์มเดียว จำเป็นต้องมีการติดต่อและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการจำนวนมหาศาล
การลงทุนสร้างเครือข่ายพันธมิตรท้องถิ่น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในประเทศไทย ซึ่งมีร้านสปามากกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่มีเครือข่ายกลางหรือระบบการจองออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ Klook จึงตัดสินใจลงทุนอย่างจริงจังในการสร้างทีม B2T (Business to Travel) ที่มีหน้าที่เฉพาะในการช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล
ทีม B2T ของ Klook ไม่เพียงแค่ช่วยในการนำธุรกิจเข้าสู่แพลตฟอร์ม แต่ยังให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การจัดการคำสั่งซื้อ และการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น การลงทุนนี้แม้จะมีต้นทุนสูงในระยะแรก แต่ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งและช่วยให้ Klook สามารถเสนอประสบการณ์ที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ได้
เทคโนโลยีขับเคลื่อนประสบการณ์ผู้ใช้
การลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Klook ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น ทีมงานด้านเทคโนโลยีของบริษัทซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของพนักงานทั้งหมด มุ่งเน้นการพัฒนาประสบการณ์ผู้ใช้ให้สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นคือการรองรับระบบการชำระเงินท้องถิ่นมากกว่า 40 รูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่บัตรเครดิต กระเป๋าเงินดิจิทัล ไปจนถึงการชำระเงินผ่านธนาคารท้องถิ่นในแต่ละประเทศ ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการทำธุรกรรมและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้
นอกจากนี้ Klook ยังพัฒนาระบบยืนยันการจองแบบทันที ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถรับการยืนยันการจองภายในไม่กี่นาทีหลังจากทำการชำระเงิน พร้อมด้วยบริการลูกค้า 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อตอบคำถามและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ได้สร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดย Klook มียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันมากกว่า 50 ล้านครั้งทั่วโลก และมีการจองประสบการณ์สะสมกว่า 180 ล้านครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อแพลตฟอร์ม
การฟื้นตัวจากวิกฤต COVID-19
ปี 2020 เป็นปีที่ท้าทายที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก วิกฤต COVID-19 ทำให้ยอดขายของ Klook ลดลงอย่างมากจนเกือบเป็นศูนย์ การเดินทางระหว่างประเทศถูกระงับ และกิจกรรมท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลงชั่วคราว
แต่แทนที่จะยอมแพ้ต่อสถานการณ์ Klook กลับเลือกที่จะปรับตัวและหาโอกาสใหม่ ทีมบริหารได้สร้างแคมเปญ ‘Staycation’ ที่เน้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและกิจกรรมใกล้บ้าน เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนออกมาท่องเที่ยวในรูปแบบที่ปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรการป้องกันโรค
นอกจากนี้ Klook ยังขยายขอบเขตของบริการให้ครอบคลุมมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม โดยเริ่มจำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ต ตั๋วเข้างานเทศกาลศิลปะ และกิจกรรมบันเทิงหลากหลายรูปแบบ การปรับตัวนี้ไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ แต่ยังเปิดตลาดใหม่และสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติม ทำให้ Klook ยังคงสามารถเติบโตได้แม้ในช่วงที่วิกฤตการณ์รุนแรงที่สุด
4 เสาหลักขับเคลื่อนอนาคต
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต Klook ได้กำหนดกลยุทธ์ 4 เสาหลักที่จะเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ระดับสากล
เสาหลักที่ 1: การเป็นผู้นำแบรนด์ที่รับผิดชอบต่อสังคม
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น Klook ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทได้เปิดตัวหมวดหมู่ “Certified Sustainable Partner” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและให้ผู้ใช้สามารถเลือกบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเด่นๆ ได้แก่ โครงการดูแลช้างในประเทศไทยที่เน้นสวัสดิภาพของสัตว์และการอนุรักษ์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการขี่ช้างหรือการแสดงที่อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์ Klook ยังมีแผนขยายโครงการไปยังการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลและการส่งเสริมชุมชนท้องถิ่นในอนาคต
การดำเนินการนี้ไม่เพียงตอบสนองความต้องการของตลาด แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันในตลาดสากล
เสาหลักที่ 2: ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย
การวิจัยของ Klook พบว่า การตัดสินใจท่องเที่ยวของผู้บริโภคในปัจจุบันมากกว่า 70% เกิดจากการเห็นเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่เป็นฐานลูกค้าหลักของ Klook และมีแนวโน้มจองบริการผ่านมือถือเป็นหลัก
เพื่อตอบสนองพฤติกรรมนี้ Klook ได้พัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เน้นการสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจและแชร์ได้ง่ายบนโซเชียลมีเดีย บริษัทได้สร้างชุมชน ‘Klook Creators’ ซึ่งเป็นเครือข่ายของผู้สร้างเนื้อหาและอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยโปรโมตผลิตภัณฑ์และบริการผ่านประสบการณ์จริงของพวกเขา
กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการมองเห็นของแบรนด์ แต่ยังสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการรีวิวและคำแนะนำจากผู้ใช้จริง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม
เสาหลักที่ 3: จับเทรนด์ที่ใช่ด้วย AI
การใช้เทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการทำนายและจับเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง Klook ใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ ข้อมูลการค้นหา และเทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อคาดการณ์ความต้องการในอนาคต
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ได้แก่ การจัดแพ็กเกจ ‘คอมโบ’ ที่รวมกิจกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกันเพื่อมอบราคาที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ หรือการแนะนำประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้แต่ละคน
Klook ยังมีแผนจัดกิจกรรมและอีเวนต์มากกว่า 100 รายการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2025 โดยใช้ข้อมูลจาก AI เป็นหลักในการตัดสินใจเลือกสถานที่และรูปแบบของแต่ละกิจกรรม
เสาหลักที่ 4: เสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลก
การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตลาดและเพิ่มความน่าเชื่อถือ Klook ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรหลากหลายประเภท ตั้งแต่สวนสนุกระดับโลก โรงแรมชั้นนำ ไปจนถึงสายการบินและผู้ประกอบการท้องถิ่น
ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นคือความร่วมมือกับ Hong Kong Disneyland ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายของสวนสนุกแห่งนี้ผ่านแพลตฟอร์ม Klook ถึง 30% โดยไม่ต้องลงทุนในการตลาดเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ
ความร่วมมือประเภทนี้สร้างผลประโยชน์ร่วมกันแบบ Win-Win โดยพันธมิตรได้รับช่องทางการขายใหม่และการเข้าถึงลูกค้าที่กว้างขึ้น ขณะที่ Klook ได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาดมาเสนอให้กับผู้ใช้
บทเรียนสำคัญและแรงบันดาลใจ
เรื่องราวความสำเร็จของ Klook เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การเป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียสามารถบุกตลาดโลกและแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ได้อย่างสง่างาม หัวใจสำคัญของความสำเร็จอยู่ที่การค้นหาและแก้ไขปัญหาที่แท้จริงของผู้บริโภค การเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง และการสร้างทีมงานที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ที่เหมาะสมเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า
การปรับตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญกับวิกฤต การลงทุนอย่างต่อเนื่องในเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Klook สามารถเติบโตจากจุดเริ่มต้นที่ยอดขายเป็นศูนย์ไปสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
สำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจในยุคดิจิทัล บทเรียนจาก Klook ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากการมีแนวคิดที่ซับซ้อน แต่มาจากการเข้าใจปัญหาของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง การสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้จริง และการมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน