<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									Guestpost สาระดีๆ มีมาแบ่งปันกัน - Recent Posts				            </title>
            <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/</link>
            <description>โฟสฟรี สาระดีๆ หรือจะลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี ก็ได้เช่นกัน</description>
            <language>en-US</language>
            <lastBuildDate>Mon, 14 Sep 2026 07:06:27 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ผู้เชี่ยวชาญเผยเคล็ดลับ &quot;ค้นหาจุดแข็งตัวเอง&quot; กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในชีวิต</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1/#post-2570</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:38:51 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การพัฒนาตนเองไม่ใช่แค่การปรับปรุงจุดอ่อน แต่คือการค้นพบและเสริมสร้างจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ให้กลายเป็นความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและอาชีพมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้เ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038731-2025-06-27_223807.png" /></p>
<p><strong>การพัฒนาตนเองไม่ใช่แค่การปรับปรุงจุดอ่อน แต่คือการค้นพบและเสริมสร้างจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ให้กลายเป็นความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้</strong></p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและอาชีพมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองหลายท่านเริ่มหันมาเน้นการค้นหาและพัฒนา "จุดแข็ง" มากกว่าการแก้ไขจุดอ่อน โดยชี้ให้เห็นว่าการรู้จักจุดแข็งของตัวเองและนำมาพัฒนาให้เป็นจุดเชี่ยวชาญ จะทำให้บุคคลนั้นมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนมากกว่าการพยายามปรับปรุงจุดอ่อนให้ดีขึ้น</p>
<h2><strong>ทำไมการโฟกัสที่จุดแข็งจึงสำคัญกว่าการแก้ไขจุดอ่อน</strong></h2>
<p>นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากรชี้ให้เห็นว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เขาไม่มีจุดอ่อน แต่ขึ้นอยู่กับการที่เขาสามารถใช้จุดแข็งของตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถนำจุดแข็งของผู้อื่นมาเสริมจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด</p>
<p>การเปรียบเทียบกับศิลปะการทำสงครามเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แม่ทัพที่เก่งกาจจะไม่พยายามแก้ไขจุดอ่อนของกองทัพให้หมดไป แต่จะใช้ทรัพยากรและกำลังที่มีอยู่เข้าโจมตีศัตรูในจุดที่ตนเองมีความได้เปรียบมากที่สุด นอกจากนี้ แม่ทัพที่มีความเชี่ยวชาญสูงยังสามารถใช้จุดอ่อนของตัวเองเป็นกับดักล่อลวงศัตรู เพื่อพลิกสถานการณ์หรือเอาตัวรอดในยามจำเป็น</p>
<p>หลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะใช้เวลาและพลังงานไปกับการแก้ไขจุดอ่อนที่อาจไม่สามารถพัฒนาให้ดีเท่าคนอื่นได้ เราควรมุ่งเน้นไปที่การลับคมจุดแข็งของตัวเองให้กลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้เราชนะ "เกมชีวิต" ได้อย่างง่ายดาย</p>
<h2><strong>ปัญหาใหญ่ที่หลายคนเจอ: ไม่รู้จักจุดแข็งตัวเอง</strong></h2>
<p>แม้ว่าหลักการเรื่องการพัฒนาจุดแข็งจะฟังดูง่าย แต่ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการที่หลายคนไม่รู้ว่าจุดแข็งที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร บางคนอาจคิดว่าตัวเองไม่มีจุดแข็งอะไรพิเศษ หรือบางคนอาจเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ตัวเองชอบทำคือจุดแข็ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราชอบและสิ่งที่เราเก่งอาจเป็นคนละเรื่องกัน</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญในวงการพัฒนาตนเองได้เสนอแนวทางการค้นหาจุดแข็งที่มีประสิทธิภาพ 2 วิธีหลัก ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราค้นพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจตัวเองในมิติที่ลึกซึ้งมากขึ้น</p>
<h2><strong>วิธีที่ 1: ใช้คนรอบข้างเป็นกระจกสะท้อนความสามารถ</strong></h2>
<p><strong>การถามความเห็นจากคนรอบข้างเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการค้นหาจุดแข็ง</strong> ผู้เชี่ยวชาญอ้างอิงจากหนังสือ "The Secret Step" ที่ระบุว่า "คนที่จะตีค่าความสามารถของคุณ คือ คนในสังคม ไม่ใช่ตัวคุณ" ข้อความนี้สะท้อนความจริงที่สำคัญว่า เรามักจะไม่เห็นคุณค่าในตัวเองชัดเจนเท่าที่คนอื่นเห็น</p>
<p>เหตุผลที่การถามคนอื่นมีประสิทธิภาพสูง เพราะในชีวิตประจำวัน เราแสดงความสามารถและจุดแข็งออกมาในสถานการณ์ต่างๆ โดยที่เราอาจไม่ได้ตระหนักถึงมัน คนที่อยู่รอบตัวเราจะสังเกตเห็นพฤติกรรม ปฏิกิริยา และความสามารถของเราในมุมมองที่เป็นกลางและเป็นภาพรวมมากกว่าที่เราจะมองเห็นตัวเอง</p>
<p>การใช้คนรอบตัวเป็นกระจกสะท้อนความสามารถไม่ได้หมายความว่าเราจะไปถามใครก็ได้ แต่ควรเลือกคนที่มีความใกล้ชิดกับเราในระดับหนึ่ง เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือผู้บังคับบัญชาที่เราเคารพ เพราะคนเหล่านี้จะได้เห็นเราทำงานและใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่หลากหลาย</p>
<p>วิธีการถามก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรถามแบบกว้างๆ ว่า "ฉันเก่งอะไรบ้าง" แต่ควรถามแบบเจาะจงมากขึ้น เช่น "ในสถานการณ์ไหนที่คุณเห็นว่าฉันจัดการได้ดีกว่าคนอื่น" หรือ "อะไรคือสิ่งที่ฉันทำแล้วดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด" การถามแบบนี้จะช่วยให้ได้คำตอบที่มีความหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง</p>
<p>เมื่อได้รับข้อมูลป้อนกลับจากหลายๆ คน เราจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นของจุดแข็งที่ซ้ำกันออกมา นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่านั่นคือจุดแข็งที่แท้จริงของเรา ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้วิธีนี้มักจะทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะพบว่า "ตัวเองเก่งกว่าที่คิด" ในหลายๆ ด้านที่ไม่เคยตระหนักมาก่อน</p>
<h2><strong>วิธีที่ 2: ย้อนดูและวิเคราะห์ประสบการณ์ที่ผ่านมา</strong></h2>
<p><strong>การทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการค้นหาจุดแข็ง</strong> วิธีนี้ต้องอาศัยการใช้ความคิดและการวิเคราะห์ตนเองอย่างลึกซึ้ง โดยมองหาสัญญาณที่บ่งบอกถึงงานหรือกิจกรรมที่เป็นจุดแข็งของเรา</p>
<p>เครื่องหมายสำคัญที่ช่วยบ่งบอกว่างานไหนไม่ใช่จุดแข็งของเรา คือ งานที่เราต้องใช้เวลามาก ใช้พลังงานสูง และรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากทำเสร็จ แม้ว่าเราอาจทำงานนั้นได้ดี แต่ถ้ามันต้องการความพยายามมากเกินไป แสดงว่านั่นอาจไม่ใช่จุดแข็งตามธรรมชาติของเรา</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม งานที่เป็นจุดแข็งของเรามักจะมีลักษณะตรงข้าม คือ เราใช้เวลาน้อยกว่าคนอื่นในการทำให้สำเร็จ ใช้พลังงานต่ำ และรู้สึกสนุกสนานหรืออย่างน้อยก็ไม่รู้สึกเครียดมากนัก งานแบบนี้มักจะทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อทำเสร็จแล้วเรายังมีพลังงานเหลืออยู่</p>
<p>การวิเคราะห์ประสบการณ์อย่างเป็นระบบต้องการการมีประสบการณ์ที่หลากหลายเป็นฐาน ดังนั้นสำหรับคนที่ยังหาจุดแข็งไม่เจอ การแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลองทำงานในตำแหน่งต่างๆ การเข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ</p>
<p>สิ่งสำคัญคือ เมื่อชีวิตเราไม่มี "แต้มต่อ" หรือความได้เปรียบที่ชัดเจน สิ่งเดียวที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้คือ "ประสบการณ์" ที่มากกว่าและหลากหลายกว่าคนอื่น ประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และค้นพบจุดแข็งที่ซ่อนอยู่</p>
<p>การทบทวนประสบการณ์ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วหยุด เพราะเมื่อเราได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เราอาจค้นพบจุดแข็งที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรืออาจพบว่าจุดแข็งที่เราคิดว่ามีอยู่นั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จุดแข็งที่แท้จริง</p>
<h2><strong>กรณีศึกษา: ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ทั้งสองวิธี</strong></h2>
<p>นางสาวสุมิตรา วัย 28 ปี ที่ทำงานในบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทั้งสองวิธีในการค้นหาจุดแข็ง เธอเล่าว่า "ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรพิเศษ ทำงานธรรมดาๆ ไม่โดดเด่นในด้านไหน"</p>
<p>เมื่อเธอเริ่มถามเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า เธอพบว่าหลายคนมองว่าเธอมีความสามารถในการทำให้คนที่ขัดแย้งกันมานั่งคุยกันได้อย่างสร้างสรรค์ "ตอนแรกผมไม่คิดว่านี่เป็นความสามารถอะไร เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอเพื่อนบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ผมเลยเริ่มสนใจ"</p>
<p>เมื่อย้อนดูประสบการณ์ที่ผ่านมา เธอพบว่าตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เธอมักจะเป็นคนที่เพื่อนๆ มาขอให้ช่วยไกล่เกลี่ยเวลามีปัญหา และเธอก็สามารถทำได้โดยไม่รู้สึกเครียด "ผมเพิ่งรู้ว่าการไกล่เกลี่ยและการสร้างบรรยากาศที่ดีในทีมเป็นทักษะที่มีค่า และผมสามารถพัฒนามันให้เป็นจุดเชี่ยวชาญได้"</p>
<p>ปัจจุบันเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมโครงการพิเศษ โดยมีหน้าที่หลักในการประสานงานระหว่างแผนกต่างๆ ที่มักจะมีความขัดแย้งกัน "ผมใช้เวลาน้อยกว่าคนอื่นในการทำให้ทุกคนเข้าใจกัน และรู้สึกสนุกกับงานมากขึ้น เพราะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ผมเก่งจริงๆ"</p>
<h2><strong>ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการค้นหาจุดแข็ง</strong></h2>
<p>การค้นหาจุดแข็งมีข้อผิดพลาดหลายประการที่หลายคนมักจะเจอ ข้อผิดพลาดแรกคือการสับสนระหว่าง "สิ่งที่ชอบ" กับ "สิ่งที่เก่ง" หลายคนเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เราชอบทำคือจุดแข็งของเรา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราอาจชอบทำบางสิ่งแต่ไม่ได้เก่งในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ หรือในทางตรงกันข้าม เราอาจเก่งในบางเรื่องแต่ไม่ได้ชอบมันมากนัก</p>
<p>ข้อผิดพลาดที่สองคือการมองหาจุดแข็งในขอบเขตที่แคบเกินไป หลายคนมักจะมองหาจุดแข็งเฉพาะในงานหรือการเรียนเท่านั้น แต่จุดแข็งที่แท้จริงอาจปรากฏในด้านอื่นๆ ของชีวิต เช่น การเข้าสังคม การจัดการอารมณ์ การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือการดูแลผู้อื่น</p>
<p>ข้อผิดพลาดที่สามคือการยอมแพ้เร็วเกินไป เมื่อไม่พบจุดแข็งที่ชัดเจนในระยะสั้น บางคนอาจสรุปว่าตัวเองไม่มีจุดแข็งอะไรพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การค้นหาจุดแข็งต้องอาศัยเวลาและความอดทน เพราะบางครั้งจุดแข็งที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ลึกหรือต้องการประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อจะเผยออกมา</p>
<p>ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือการเปรียบเทียบกับคนอื่นมากเกินไป การที่เราไม่เก่งในสิ่งที่คนอื่นเก่งไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีจุดแข็ง จุดแข็งของแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว และสิ่งสำคัญคือการหาจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเราเอง ไม่ใช่การพยายามเลียนแบบจุดแข็งของคนอื่น</p>
<h2><strong>การใช้ประโยชน์จากจุดแข็งอย่างมีกลยุทธ์</strong></h2>
<p>เมื่อค้นพบจุดแข็งแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการนำจุดแข็งนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างมีกลยุทธ์ การรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนการสร้างมูลค่าจากจุดแข็งนั้นต้องอาศัยการวางแผนและการปฏิบัติที่ชาญฉลาด</p>
<p>ขั้นแรกคือการพัฒนาจุดแข็งให้กลายเป็นจุดเชี่ยวชาญ โดยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและการหาโอกาสใช้จุดแข็งนั้นในสถานการณ์ที่หลากหลาย การเปลี่ยนจาก "เก่ง" เป็น "เชี่ยวชาญ" ต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่น แต่ผลตอบแทนที่ได้จะคุ้มค่ามาก</p>
<p>ขั้นที่สองคือการหาวิธีใช้จุดแข็งของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญของคนอื่นหรือองค์กร เมื่อเราสามารถใช้จุดแข็งของเราแก้ปัญหาที่คนอื่นแก้ไม่ได้ หรือแก้ได้แต่ใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่า เราจะสร้างมูลค่าที่สูงและได้รับการยอมรับ</p>
<p>ขั้นที่สามคือการสร้างเครือข่ายที่เสริมกันและกัน แทนที่จะพยายามแก้ไขจุดอ่อนทุกอย่างของตัวเอง เราควรหาคนที่มีจุดแข็งในส่วนที่เราอ่อน และนำจุดแข็งของเรามาเสริมจุดอ่อนของเขา การสร้างพันธมิตรแบบนี้จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง</p>
<h2><strong>จุดแข็งกับการสร้างโอกาสในชีวิต</strong></h2>
<p>การรู้จักจุดแข็งของตัวเองไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสในชีวิต เมื่อเราเข้าใจว่าตัวเองเก่งอะไร เราจะสามารถมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น และสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า การรู้จักจุดแข็งทำให้เรามีความมั่นใจในการตัดสินใจ เพราะเรารู้ว่าเรามีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ต้องใช้จุดแข็งนั้น ความมั่นใจนี้จะส่งผลให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินความคาดหวัง</p>
<p>นอกจากนี้ การรู้จักจุดแข็งยังช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจขีดความสามารถของตัวเอง เราจะรู้ว่าโอกาสไหนที่เราควรคว้า และโอกาสไหนที่เราควรปล่อยผ่าน การตัดสินใจที่ดีขึ้นนี้จะช่วยให้เราประหยัดเวลาและพลังงาน และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เรามีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด</p>
<h2><strong>ความท้าทายในการนำจุดแข็งไปใช้ในยุคปัจจุบัน</strong></h2>
<p>แม้ว่าการค้นหาและใช้จุดแข็งจะเป็นหลักการที่ดี แต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การนำหลักการนี้ไปใช้มีความท้าทายหลายประการ ความท้าทายแรกคือการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บางจุดแข็งที่เคยมีค่าอาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาหรือถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร</p>
<p>ความท้าทายที่สองคือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานโลก การที่เรามีจุดแข็งในบางเรื่องไม่ได้การันตีว่าเราจะมีความได้เปรียบเสมอไป เพราะคนจากทั่วโลกสามารถแข่งขันในตลาดเดียวกันได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ความท้าทายที่สามคือความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จุดแข็งที่ตลาดต้องการในวันนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในอนาคต ดังนั้น การพัฒนาจุดแข็งจึงต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้</p>
<h2><strong>แนวโน้มอนาคตของการพัฒนาจุดแข็ง</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอนาคต การพัฒนาจุดแข็งจะเน้นไปที่ความสามารถที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล</p>
<p>นอกจากนี้ แนวโน้มการทำงานแบบร่วมมือข้ามสาขาวิชาจะทำให้การมีจุดแข็งที่หลากหลายและการสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งต่างๆ เข้าด้วยกันกลายเป็นความสามารถที่มีค่ามากขึ้น คนที่สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์หรือทักษะต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น</p>
<p>การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวจะกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการปรับใช้จุดแข็งเดิมในสถานการณ์ใหม่จะเป็นสิ่งที่แยกแยะคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป</p>
<h2><strong>บทสรุป: เส้นทางสู่ความสำเร็จผ่านการค้นหาจุดแข็ง</strong></h2>
<p>การค้นหาและพัฒนาจุดแข็งของตัวเองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการทำงานอย่างเป็นระบบ แต่ผลตอบแทนที่ได้คือชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และความสำเร็จที่ยั่งยืน</p>
<p>การใช้คนรอบข้างเป็นกระจกสะท้อนความสามารถและการย้อนดูประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการค้นหาจุดแข็ง แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการนำจุดแข็งที่ค้นพบมาพัฒนาให้เป็นจุดเชี่ยวชาญ และการใช้จุดแข็งนั้นในการสร้างมูลค่าให้กับตัวเองและสังคม</p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น การมีจุดแข็งที่ชัดเจนและการสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนั้นอย่างมีกลยุทธ์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกแยะผู้ชนะออกจากผู้แพ้ ดังนั้น การลงทุนเวลาและความพยายามในการค้นหาและพัฒนาจุดแข็งจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของเราเอง</p>
<p>ท้ายที่สุดแล้ว การรู้จักจุดแข็งของตัวเองไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ยังจะทำให้เรามีความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เราเก่งและมีความหมายสำหรับเรา นั่นคือเส้นทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืน</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1/#post-2570</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จงยอมทำงานหนักเพื่อให้เป้าหมายวิ่งมาหา: เปิดสูตรลับความสำเร็จของผู้นำระดับโลก</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/#post-2569</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:36:17 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การทำงานหนักและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่ความสำเร็จ โดยไม่ต้องรอให้ชีวิตเดินหน้าแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทาง
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการงานมีความรุนแรงมากขึ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038577-2025-06-27_223553.png" /></p>
<p><strong>การทำงานหนักและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่ความสำเร็จ โดยไม่ต้องรอให้ชีวิตเดินหน้าแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทาง</strong></p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการงานมีความรุนแรงมากขึ้น หลายคนยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่คิดว่าการทำงานไปวันๆ แบบสบายๆ จะพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ แต่ความจริงแล้ว หากต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างจากเดิม เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานและแนวคิดของตัวเองให้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่</p>
<p><strong>ทำไมการทำงานหนักจึงเป็นหัวใจของความสำเร็จ</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและนักวิเคราะห์ธุรกิจชี้ให้เห็นว่า การทำงานแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้น เป็นเหมือนการเดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง ในขณะที่การทำงานหนักอย่างมีสติและมีทิศทางจะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้น</p>
<p>การเป็นคนส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่นๆ นั้น มักมาจากการมีวิธีคิดและวิธีการทำงานที่แตกต่างจากคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมทำงานหนักในช่วงเวลาที่คนอื่นไม่ทำงาน หรือการลงทุนเวลาและความพยายามมากกว่าที่คนอื่นๆ ยอมทำ</p>
<p>นักจิตวิทยาการพัฒนาตนเองระบุว่า "ไม่มีใครได้รับผลลัพธ์ใหม่จากการทำงานแบบเดิม" ดังนั้น หากเราต้องการความสำเร็จที่แตกต่าง เราจำเป็นต้องยอมแลกเวลาเพื่อกัดฟันทำงานหนักมากกว่าเดิม</p>
<p><strong>สองปัจจัยสำคัญที่กั้นเป้าหมายจากความสำเร็จ</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การทำงานหนักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่า มีสองสิ่งสำคัญที่มักจะกั้นเป้าหมายของเราจากความสำเร็จ ได้แก่ "ความสามารถ" และ "จังหวะเวลา"</p>
<p><strong>ความสามารถ - รากฐานของความสำเร็จ</strong></p>
<p>ความสามารถที่เรามี ความรู้ที่เราได้สะสม และทักษะที่เราได้พัฒนา สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดวิธีคิดและวิธีการทำงานของเรา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ผู้ประสบความสำเร็จหลายคนได้ผ่านมา</p>
<p>ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ SpaceX เขายอมรับว่า ในช่วงแรกของการสร้างบริษัท Tesla เขาเคยนำถุงนอนไปนอนที่โรงงานเพื่อตรวจสอบคุณภาพของรถยนต์ในสายพานการผลิต และทำงานหนักถึงวันละ 17 ชั่วโมง เพื่อให้บริษัทประสบความสำเร็จ</p>
<p>แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กว่าที่เขาจะสร้างบริษัท Tesla ได้สำเร็จ อีลอน มัสก์ ได้ผ่านการสร้างบริษัทมาแล้วหลายบริษัท อาทิ Zip2 และ PayPal รวมถึงโปรเจกต์ SpaceX ด้วย</p>
<p>การที่เขาสามารถสร้างบริษัทต่างๆ ได้สำเร็จนั้น เพราะเขาได้ศึกษาและพัฒนาความรู้ในหลากหลายสาขา ทั้งศาสตร์การบริหาร วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และการเขียนโปรแกรม</p>
<p>ดังนั้น แม้ว่าการทำงานหนักในเวลาที่คนอื่นหยุดพักจะช่วยให้บริษัทของอีลอน มัสก์ ดำเนินการและพัฒนาต่อไปได้ แต่สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ เขาต้องมีความรู้และความสามารถเพื่อสร้างแต่ละบริษัทให้ประสบความสำเร็จ</p>
<p><strong>จังหวะเวลา - โอกาสทองที่ต้องคว้า</strong></p>
<p>แม้ว่าเราจะมีความสามารถและทำงานหนักมากเพียงใด หากจังหวะเวลาไม่เหมาะสม ความสำเร็จที่เราฝันไว้ก็อาจจะยังไม่เคาะประตูหาเรา</p>
<p>นักวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีทรัพย์สินด้านเวลาประมาณ 4,000 กว่าสัปดาห์ในชีวิต และในช่วงเวลา 4,000 กว่าสัปดาห์นี้เอง มีจังหวะเวลาและโอกาสต่างๆ ซ่อนอยู่มากมาย</p>
<p>แต่หากเราทำงานแบบเรื่อยๆ และรอให้เวลาผ่านไปเพื่อให้เป้าหมายที่สำเร็จเดินมาหา เราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะจังหวะเวลาในการคว้าโอกาสนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถที่เรามี และความสามารถที่เรามีเกิดขึ้นจากการ "ทำงานหนักจนมีทักษะที่เชี่ยวชาญ"</p>
<p><strong>เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ: จากคนไร้บ้านสู่เศรษฐีล้านดอลลาร์</strong></p>
<p>หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานหนักและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือเรื่องราวของ คริส การ์ดเนอร์ ผู้ที่ภายหลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ดังอย่าง "The Pursuit of Happyness"</p>
<p>คริส การ์ดเนอร์ เริ่มต้นชีวิตในซานฟรานซิสโกด้วยการเป็นเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์ แต่ธุรกิจไม่ได้รุ่งเรืองอย่างที่เขาคาดหวัง รายได้จากการขายที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้เขามักจะทะเลาะกับภรรยา จนในที่สุดภรรยาก็ทิ้งเขาและลูกไป</p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด</strong></p>
<p>ด้วยสภาพทางการเงินที่แย่ลง ทำให้เขาและลูกไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง จนต้องไปนอนในห้องน้ำสาธารณะและขออาหารจากสวัสดิการสำหรับคนไร้บ้าน</p>
<p>ในแต่ละวัน คริส การ์ดเนอร์ ต้องรับส่งลูกที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก พร้อมกับทำงานเป็นเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว แม้จะอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก แต่เขายังคงมีความเชื่อเล็กๆ ที่ว่า "ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น"</p>
<p><strong>จังหวะเวลาที่เปลี่ยนชีวิต</strong></p>
<p>ความโชคดีเล็กๆ ได้เกิดขึ้นในชีวิตของคริส การ์ดเนอร์ ขณะที่เขากำลังนั่งบนรถแท็กซี่ เขาได้พบกับผู้บริหารจากบริษัทนายหน้าขายหุ้น ดีน วินเทอร์ เรย์โนลด์</p>
<p>ผู้บริหารคนนั้นเห็นถึงความสามารถของคริส การ์ดเนอร์ ในด้านตัวเลข จึงเสนอให้เขาไปสัมภาษณ์งานเป็นนายหน้าขายหุ้นที่บริษัท นี่เองคือจังหวะเวลาที่สร้างโอกาสให้คริส การ์ดเนอร์ ได้รับความรู้และความสามารถในการสร้างบริษัทนายหน้าค้าหุ้นของตัวเอง</p>
<p>ภายหลัง เขากลายเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่มีชื่อเสียง และเรื่องราวของเขาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังระดับโลก</p>
<p><strong>บทเรียนจากความสำเร็จ</strong></p>
<p>เรื่องราวของคริส การ์ดเนอร์ สอนให้เรารู้ว่า หากเรามีความเชื่อและมุ่งมั่นในการทำงานหนัก พร้อมทั้งรอจังหวะการคว้าโอกาสให้ดี โอกาสที่เราคว้าไว้ได้อาจเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล</p>
<p>การทำงานหนักรวมถึงการรอจังหวะเวลา ไม่ได้ช่วยให้ความสำเร็จมาหาเราเร็วขึ้น แต่เป็นเราเองที่กำลังวิ่งไปหาความสำเร็จได้เร็วขึ้น</p>
<p><strong>สูตรลับของการทำงานหนักเพื่อความสำเร็จ</strong></p>
<p>จากการศึกษาเรื่องราวของผู้ประสบความสำเร็จต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปสูตรลับของการทำงานหนักเพื่อประสบความสำเร็จไว้ดังนี้</p>
<p>ประการแรก "จงทำงานหนักเพื่อพัฒนาความสามารถ" การลงทุนเวลาและความพยายามในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ การพัฒนาความรู้ในสาขาที่เราสนใจ และการสร้างความเชี่ยวชาญในงานที่เราทำ จะเป็นรากฐานสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ</p>
<p>ประการที่สอง "ทำงานหนักเพื่อรอจังหวะเวลาที่จะคว้าโอกาสไว้" การเตรียมตัวให้พร้อมและการมีความอดทนในการรอคอยโอกาสที่เหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถคว้าโอกาสได้เมื่อมันมาถึง</p>
<p><strong>การแซงหน้าคนส่วนใหญ่</strong></p>
<p>แม้ว่าในตอนนี้เป้าหมายของเราอาจจะยังไม่สำเร็จ แต่การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง จะทำให้เราเก่งขึ้นจนสามารถแซงหน้าคนส่วนใหญ่ได้อย่างแน่นอน</p>
<p>นักจิตวิทยาการพัฒนาตนเองเสริมว่า "ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นในการทำงานหนักและการรู้จักรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม"</p>
<p><strong>ข้อสรุป: เปลี่ยนแนวคิดเพื่อเปลี่ยนชีวิต</strong></p>
<p>ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทำงานแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทางจะไม่สามารถพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ การยอมทำงานหนักเพื่อให้เป้าหมายวิ่งมาหา ต้องการทั้งการพัฒนาความสามารถและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม</p>
<p>ดังนั้น แทนที่จะทำงานไปวันๆ แล้วปล่อยให้ชีวิตยังอยู่ "ที่เดิม" เราควรเริ่มต้นปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงานของเราให้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ เพื่อที่เราจะได้เป็นคนส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่คาดไว้</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะไม่ง่าย แต่หากเรามีความมุ่งมั่นและความอดทน เราจะพบว่าความสำเร็จที่เราฝันไว้จะไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่อยู่ในมือของเราเองที่จะไปคว้ามันมา</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/#post-2569</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>วิจัยเผยกฎ 2 นาทีจากหนังสือดัง &quot;Getting Things Done&quot; ช่วยเอาชนะนิสัยขี้เกียจได้จริง</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e-2-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/#post-2568</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:33:29 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองชี้ว่า &quot;ความขี้เกียจ&quot; เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางสู่ความสำเร็จ แต่สามารถเอาชนะได้ด้วยหลักการง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียง 2 นาที
ในยุคที่ทุกคนต่างมีเป้าหมา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038409-2025-06-27_223305.png" /></p>
<p><strong>นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองชี้ว่า "ความขี้เกียจ" เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางสู่ความสำเร็จ แต่สามารถเอาชนะได้ด้วยหลักการง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียง 2 นาที</strong></p>
<p>ในยุคที่ทุกคนต่างมีเป้าหมายและความฝันที่อยากบรรลุ แต่หลายคนกลับพบว่าตัวเองติดอยู่กับนิสัยขี้เกียจที่ดูเหมือนจะเป็นกำแพงขวางทางสู่ความสำเร็จ นักจิตวิทยาพฤติกรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเวลาระดับโลกได้ชี้ให้เห็นว่า "ความขี้เกียจ" ไม่ใช่สิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเรารู้จักใช้เทคนิคที่ถูกต้อง</p>
<h2><strong>นิสัยขี้เกียจ: ศัตรูที่มองไม่เห็นของความสำเร็จ</strong></h2>
<p>การวิจัยด้านจิตวิทยาพฤติกรรมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการก่อตัวของนิสัย นักวิจัยพบว่าการสร้างนิสัยที่ดีต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ย 66 วัน ในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจึงจะติดเป็นนิสัยถาวร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่นอย่างมาก</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม "นิสัยที่แย่" กลับสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องฝึกฝนหรือใช้ความพยายามใดๆ เลย ความขี้เกียจเป็นหนึ่งในนิสัยเหล่านี้ที่สามารถแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างง่ายดาย และสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้</p>
<p><strong>ผลกระทบของความขี้เกียจต่อการทำงานและชีวิต</strong></p>
<p>ดร.สมชาย วิริยะกุล นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า "ความขี้เกียจทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งที่ป้องกันไม่ให้เราเริ่มต้นดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ นอกจากนี้ ความขี้เกียจยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราใช้เวลาไปโดยไร้ประโยชน์ ซึ่งส่งผลให้เสียโอกาสในการพัฒนาตนเองและก้าวไปสู่ความสำเร็จ"</p>
<p>การศึกษาของสถาบันวิจัยพฤติกรรมคนทำงานแห่งสหรัฐอเมริกาในปี 2023 พบว่า คนที่มีนิสัยขี้เกียจมีแนวโน้มที่จะพัฒนานิสัยผัดวันประกันพรุ่งมากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า และนิสัยนี้ส่งผลให้เป้าหมายที่ตั้งไว้กลายเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง</p>
<h2><strong>David Allen และการปฏิวัติด้วย "กฎ 2 นาที"</strong></h2>
<p>David Allen ผู้เขียนหนังสือ "Getting Things Done" ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหนังสือด้านการจัดการเวลาและความเครียดที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหานิสัยขี้เกียจด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "กฎ 2 นาที" (The 2-Minute Rule)</p>
<p><strong>กฎ 2 นาที: หลักการง่ายๆ ที่เปลี่ยนชีวิต</strong></p>
<p>กฎ 2 นาทีมีหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ "หากสิ่งที่ต้องทำใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาที ให้เริ่มทำได้เลยทันที" หลักการนี้อาจดูเรียบง่าย แต่เมื่อนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมและผลผลิตในการทำงาน</p>
<p>Allen อธิบายว่า หลักการนี้ทำงานบนพื้นฐานของจิตวิทยาการสร้างแรงจูงใจ เมื่อเราทำงานเล็กๆ เสร็จไปหนึ่งชิ้น สมองจะปล่อยสารโดปามีนซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างความรู้สึกพึงพอใจและความสำเร็จ สารนี้จะกระตุ้นให้เราอยากทำงานต่อไปและสร้างโมเมนตัมในการดำเนินงาน</p>
<h2><strong>ตัวอย่างการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน</strong></h2>
<p>เพื่อให้เข้าใจการประยุกต์ใช้กฎ 2 นาทีในชีวิตจริง ลองพิจารณาตัวอย่างของการเริ่มต้นการออกกำลังกายในตอนเช้า ถึงแม้ว่าการวิ่งออกกำลังกายอาจใช้เวลา 30-45 นาที แต่การกระทำเล็กๆ เช่น การตื่นนอนแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าวิ่ง ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที จะช่วยสร้างแรงใจและโมเมนตัมให้เราเริ่มต้นวิ่งได้</p>
<p><strong>การสะสมชัยชนะเล็กๆ สู่ความสำเร็จใหญ่</strong></p>
<p>ผศ.ดร.อนันต์ สุขสมบูรณ์ จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า "งานทุกงานที่เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดโต๊ะทำงาน การรดน้ำต้นไม้ หรือการจัดที่นอน จะกลายเป็นเปลวไฟที่ให้พลังงานแก่เราตลอดทั้งวัน การทำงานเล็กๆ เหล่านี้ให้เสร็จจะสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ และเป็นการเริ่มต้นวันด้วยการมีชัยชนะเล็กๆ"</p>
<h2><strong>ปรัชญาเบื้องหลัง: ความเชื่อมโยงกับ "Make Your Bed"</strong></h2>
<p>กฎ 2 นาทีของ David Allen มีปรัชญาเบื้องหลังที่คล้ายคลึงกับแนวคิด "Make Your Bed" ของ Admiral William H. McRaven ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ Navy SEALs ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่เคยกล่าวในสุนทรพจนที่โด่งดังว่า "ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงโลก ให้เริ่มต้นด้วยการเก็บที่นอน"</p>
<p><strong>หลักการเดียวกัน: การเริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ</strong></p>
<p>ทั้งกฎ 2 นาทีและการจัดที่นอนต่างมีหลักการพื้นฐานเดียวกัน คือ การทำงานเล็กๆ ให้เสร็จสิ้น แล้วใช้ความสำเร็จนั้นเป็นแรงใจในการเริ่มต้นวันด้วยไฟที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น</p>
<p>McRaven อธิบายว่า "เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและทำงานแรกของวันให้เสร็จ คุณจะรู้สึกภาคภูมิใจ และสิ่งนี้จะกระตุ้นให้คุณทำงานต่อไป แล้วงานต่อไป และต่อไป จนกระทั่งวันสิ้นสุดลง งานเล็กๆ หนึ่งชิ้นที่คุณทำเสร็จจะกลายเป็นหลายชิ้น"</p>
<h2><strong>กระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน</strong></h2>
<p>การวิจัยด้านประสาทวิทยาได้แสดงให้เห็นว่า งานชิ้นเล็กๆ ที่เราทำเสร็จไปนั้น ไม่ได้ทำให้เรากำจัดนิสัยขี้เกียจได้ในทันที แต่มันจะเป็นชัยชนะเล็กๆ ที่สะสมไปเรื่อยๆ จนสามารถลดทอนนิสัยขี้เกียจได้ในที่สุด</p>
<p><strong>ผลเสียของการละเลยงานเล็กๆ</strong></p>
<p>ในทางตรงกันข้าม หากเราละเลยและไม่ยอมทำงานชิ้นเล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไป งานชิ้นเล็กๆ จำนวนมากที่เราค้างคาไว้จะสะสมและบั่นทอนจิตใจไปทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดเราจะไม่สามารถสร้างนิสัยที่ดีและกำจัดนิสัยขี้เกียจได้อีกเลย</p>
<p>ดร.วิรุณ ทองประยูร นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดพฤติกรรม อธิบายว่า "เมื่องานเล็กๆ สะสมมากขึ้น มันจะสร้างภาระทางจิตใจที่เรียกว่า 'cognitive load' หรือภาระความคิด ทำให้สมองต้องใช้พลังงานในการคิดถึงงานที่ยังไม่เสร็จเหล่านั้น ส่งผลให้เราเหนื่อยล้าทางจิตใจและมีแรงจูงใจในการทำงานลดลง"</p>
<h2><strong>การประยุกต์ใช้ในยุคดิจิทัล</strong></h2>
<p>ในยุคที่เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การประยุกต์ใช้กฎ 2 นาทีมีความสำคัญมากขึ้น นักวิจัยพบว่า คนยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะมีช่วงสมาธิที่สั้นลงเนื่องจากการถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนต่างๆ</p>
<p><strong>เทคนิคการใช้กฎ 2 นาทีในยุคดิจิทัล</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประยุกต์ใช้กฎ 2 นาทีกับกิจกรรมดิจิทัล เช่น การตอบอีเมลสั้นๆ การลบไฟล์ที่ไม่จำเป็น หรือการอัปเดตรายการงานในแอปพลิเคชันจัดการงาน การกระทำเหล่านี้ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที แต่สามารถช่วยสร้างความรู้สึกว่าเราควบคุมสภาพแวดล้อมดิจิทัลของเราได้</p>
<h2><strong>ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเริ่มต้น</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและการจัดการเวลาได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้กฎ 2 นาทีในชีวิตประจำวัน:</p>
<p><strong>เริ่มต้นด้วยงานที่เห็นผลชัดเจน</strong></p>
<p>เลือกงานที่เมื่อทำเสร็จแล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เช่น การจัดโต๊ะทำงาน การล้างจาน หรือการตอบข้อความ งานเหล่านี้จะให้ความรู้สึกพึงพอใจทันทีและสร้างแรงจูงใจให้ทำงานต่อไป</p>
<p><strong>สร้างรายการงาน 2 นาที</strong></p>
<p>จดบันทึกงานต่างๆ ที่สามารถทำเสร็จภายใน 2 นาที และจัดลำดับความสำคัญ เริ่มต้นด้วยงานที่ง่ายที่สุดเพื่อสร้างโมเมนตัม</p>
<p><strong>ใช้เทคนิค "ผูกโซ่"</strong></p>
<p>เชื่อมโยงงาน 2 นาทีกับนิสัยที่มีอยู่แล้ว เช่น หลังจากแปรงฟันเสร็จ ให้ทำการจัดที่นอน หรือหลังจากดื่มกาแฟ ให้ตรวจสอบอีเมลสั้นๆ</p>
<h2><strong>เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน</strong></h2>
<p>การเอาชนะนิสัยขี้เกียจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอ กฎ 2 นาทีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ช่วยสร้างรากฐานของนิสัยที่ดี</p>
<p><strong>การสร้างวินัยและความสม่ำเสมอ</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า การสร้างนิสัยของนักลงมือทำต้องอาศัยการทำในสิ่งที่ต้องทำด้วยวินัยเท่าที่มี และความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ แม้ในวันที่ไม่มีแรงจูงใจ การยึดมั่นในหลักการและทำอย่างต่อเนื่องจะทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายกลายเป็นเป้าหมายที่เราปรารถนา</p>
<h2><strong>บทสรุป: อนาคตที่ไม่มีขีดจำกัด</strong></h2>
<p>ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีนิสัยที่ดีและการกำจัดความขี้เกียจไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จส่วนบุคคล แต่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการเจริญเติบโตในสังคม</p>
<p>กฎ 2 นาทีจาก David Allen ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นและการคงไว้ซึ่งความสม่ำเสมอ</p>
<p><strong>ข้อความสำคัญสำหรับผู้อ่าน</strong></p>
<p>เพื่อไม่ให้เป้าหมายของเรากลายเป็นเพียงความฝัน เราต้องไม่ยอมให้ความขี้เกียจมาเบนเข็มทิศไปจากสิ่งที่เราตั้งใจไว้ การเริ่มต้นด้วยการใช้กฎ 2 นาที การสร้างนิสัยของนักลงมือทำ การทำในสิ่งที่ต้องทำด้วยวินัยและความสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง</p>
<p>ดังที่ David Allen เคยกล่าวไว้ว่า "ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งใหญ่โตในครั้งเดียว แต่เกิดจากการทำสิ่งเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นสิ่งใหญ่โต" และกฎ 2 นาทีคือจุดเริ่มต้นที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e-2-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/#post-2568</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ผู้เชี่ยวชาญเผย &quot;ความขยันอย่างฉลาด&quot; คือกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ใช่การทำงานนานที่สุด</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2/#post-2567</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:31:51 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการทำงานทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและการบริหารเวลาชี้ให้เห็นว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเป็น &quot;คนทำงา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038311-2025-06-27_223144.png" /></p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการทำงานทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและการบริหารเวลาชี้ให้เห็นว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเป็น "คนทำงานนานที่สุด" แต่อยู่ที่การเป็น "คนที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด" หรือที่เรียกว่า "ความขยันอย่างฉลาด"</p>
<p>แนวคิดนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และคนทำงานทั่วไป ที่ต้องการความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่ต้องการเสียสุขภาพและเวลาสำคัญกับครอบครัว</p>
<h2><strong>ความขยันแบบเก่า VS ความขยันอย่างฉลาด</strong></h2>
<p>ดร.สมชาย วงศ์ประสิทธิ์ นักจิตวิทยาองค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลา อธิบายว่า "ความขยันแบบเดิมที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ มักจะเน้นที่ 'ปริมาณ' มากกว่า 'คุณภาพ' คือการทำงานหนัก ทำงานนาน ทำงานโดยไม่หยุดพัก แต่ความขยันอย่างฉลาดจะเน้นที่ 'ประสิทธิภาพ' และ 'ผลลัพธ์' มากกว่า"</p>
<p>ผลการศึกษาจากสถาบันการจัดการชั้นนำของประเทศ พบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นคนที่ทำงานนานที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการวางแผนที่ชัดเจน</p>
<h2><strong>หลักการสำคัญของความขยันอย่างฉลาด</strong></h2>
<h3><strong>1. การวางเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดเริ่มต้นจากการวางเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่การทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดไหน คุณสมหญิง ธนาพร กิจเจริญ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ กล่าวว่า "ผมใช้เวลาวันละ 8 ชั่วโมงในการทำงาน แต่ผมใช้เวลา 30 นาทีทุกเช้าในการวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง อะไรสำคัญที่สุด และจะวัดผลอย่างไร"</p>
<h3><strong>2. การจัดลำดับความสำคัญแบบเฉียบคม</strong></h3>
<p>หลักการ 80/20 หรือ Pareto Principle เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของความขยันอย่างฉลาด ที่เน้นว่า 20% ของงานที่เราทำ จะสร้างผลลัพธ์ 80% ของความสำเร็จ การระบุและมุ่งเน้นไปที่ 20% นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>นายวิชิต อุดมรัตน์ ผู้ก่อตั้งธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ เล่าว่า "ตอนแรกผมทำงาน 12-14 ชั่วโมงต่อวัน แต่ธุรกิจไม่เติบโต พอเริ่มใช้หลักการจัดลำดับความสำคัญ ผมทำงานเพียง 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยอดขายเพิ่มขึ้น 300% ภายในหนึ่งปี"</p>
<h3><strong>3. การเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดไม่ได้หมายถึงการทำงานด้วยวิธีเดิมๆ ตลอดเวลา แต่เป็นการเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ เพื่อทำงานให้ได้ผลดีขึ้น การลงทุนเวลาในการเรียนรู้ทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงาน และการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ</p>
<h2><strong>ข้อผิดพลาดที่ทำให้ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง</strong></h2>
<h3><strong>1. การทำงานแบบไร้ทิศทาง</strong></h3>
<p>ปัญหาหลักของคนที่ขยันแต่ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง คือการขาดทิศทางที่ชัดเจน ทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ผลที่ตามมาคือความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ และการไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน</p>
<h3><strong>2. การเข้าใจผิดเรื่องการทำงานหนัก</strong></h3>
<p>หลายคนคิดว่าการทำงานหนักหมายถึงการทำงานนาน การไม่พักผ่อน และการทำงานทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานหนักที่ถูกต้อง คือการทำงานอย่างมีสมาธิ มีเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ</p>
<h3><strong>3. การไม่รู้จักมอบหมายงานและใช้ประโยชน์จากผู้อื่น</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดรวมถึงการรู้จักมอบหมายงาน การทำงานเป็นทีม และการใช้ประโยชน์จากความสามารถของผู้อื่น ไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตนเอง</p>
<h2><strong>วิธีการเริ่มต้นความขยันอย่างฉลาด</strong></h2>
<h3><strong>1. ทำการวิเคราะห์การใช้เวลา</strong></h3>
<p>ขั้นตอนแรกคือการบันทึกว่าเราใช้เวลาไปกับอะไรบ้างในหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นวิเคราะห์ว่างานไหนที่สร้างผลลัพธ์มากที่สุด งานไหนที่เสียเวลาโดยไม่จำเป็น และกิจกรรมไหนที่ควรจะลดลงหรือตัดออก</p>
<h3><strong>2. กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว</strong></h3>
<p>การวางเป้าหมายควรใช้หลัก SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound) เพื่อให้มีความชัดเจนและวัดผลได้ เป้าหมายระยะสั้นจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจ ในขณะที่เป้าหมายระยะยาวจะช่วยให้มีทิศทางที่ชัดเจน</p>
<h3><strong>3. พัฒนาทักษะการจัดการเวลา</strong></h3>
<p>การใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Time Blocking, Pomodoro Technique, และการใช้แอปพลิเคชันช่วยในการบริหารเวลา จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน</p>
<h3><strong>4. สร้างนิสัยที่ดี</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดไม่ใช่การทำอะไรครั้งเดียว แต่เป็นการสร้างนิสัยที่ดีในการทำงานและการใช้ชีวิต การตื่นเช้า การออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความขยันอย่างฉลาด</p>
<h2><strong>เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน</strong></h2>
<p>ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตั้งแต่แอปพลิเคชันการจัดการงาน ระบบ CRM ระบบ Automation และ AI ที่ช่วยลดงานที่ไม่จำเป็น</p>
<p>นางสาวปิยธิดา ชัยวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน กล่าวว่า "การใช้เทคโนโลยีอย่างฉลาด สามารถช่วยประหยัดเวลาได้มากถึง 30-40% ของเวลาทำงานทั้งหมด เวลาที่ประหยัดได้นี้ สามารถนำไปใช้ในการคิดวางแผนเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาตนเอง หรือการพักผ่อนเพื่อให้มีพลังงานในการทำงานต่อไป"</p>
<h2><strong>ผลกระทบต่อสุขภาพและความสัมพันธ์</strong></h2>
<p>ความขยันอย่างฉลาดไม่เพียงแต่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในงาน แต่ยังช่วยรักษาสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและเพื่อน การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้มีเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย และใช้เวลากับคนที่รักมากขึ้น</p>
<p>ดร.นิรันด์ สุขเกษม แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ ระบุว่า "คนที่ทำงานอย่างฉลาด มักจะมีระดับความเครียดที่ต่ำกว่า มีความสุขในการทำงานมากกว่า และมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าคนที่ทำงานหนักแบบไร้ทิศทาง"</p>
<h2><strong>กรณีศึกษาความสำเร็จ</strong></h2>
<p>บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้นำหลักการความขยันอย่างฉลาดมาใช้กับพนักงาน ผลที่ได้คือ ผลผลิตเพิ่มขึ้น 25% ในขณะที่ชั่วโมงการทำงานลดลง 15% พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น และอัตราการลาออกลดลงอย่างชัดเจน</p>
<h2><strong>ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจตนเอง ระบุจุดแข็งและจุดอ่อน หาวิธีการทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง และไม่ควรเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีบริบทและความสามารถที่แตกต่างกัน</p>
<h2><strong>บทสรุป</strong></h2>
<p>ความขยันอย่างฉลาดเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงาน หรือผู้ประกอบการ การเปลี่ยนมุมมองจากการทำงาน "นาน" ไปเป็นการทำงาน "ฉลาด" จะช่วยให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น</p>
<p>การมีทิศทางที่ชัดเจน การจัดลำดับความสำคัญ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม คือหัวใจสำคัญของความขยันอย่างฉลาด ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและความสุขในชีวิต</p>
<p>ดังนั้น หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต จงเริ่มต้นด้วยการเป็น "คนขยันอย่างฉลาด" ไม่ใช่เพียงแค่ "คนขยัน" เพราะความแตกต่างเล็กๆ นี้ จะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมากในระยะยาว</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2/#post-2567</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ &quot;วิธีคิด&quot; - นักวิจัยชี้สาเหตุแท้จริงที่ทำให้คนเราไม่ก้าวหน้า พร้อมเปิด 3 กลยุทธ์เปลี่ยนชีวิต</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#post-2566</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:28:44 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[งานวิจัยเผย Fixed Mindset คือปัญหาหลักที่ขัดขวางการพัฒนา
หลายคนมักเชื่อว่าเหตุผลที่ชีวิตยังคงอยู่ที่เดิมเป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น ขาดทุน ขาดโอกาส หรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่งานวิจัยล่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038124-2025-06-27_222803.png" /></p>
<h2><strong>งานวิจัยเผย Fixed Mindset คือปัญหาหลักที่ขัดขวางการพัฒนา</strong></h2>
<p>หลายคนมักเชื่อว่าเหตุผลที่ชีวิตยังคงอยู่ที่เดิมเป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น ขาดทุน ขาดโอกาส หรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Stanford กลับชี้ว่าสาเหตุหลักมาจาก "วิธีคิด" มากกว่าสิ่งอื่นใด</p>
<p>ศาสตราจารย์ Carol Dweck นักจิตวิทยาการศึกษาชื่อดังจากมหาวิทยาลัย Stanford ได้ทำการศึกษาเป็นเวลากว่า 30 ปี และพบข้อสรุปที่น่าประหลาดใจว่า คนที่มี "Fixed Mindset" หรือความเชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่ตายตัวและไม่สามารถพัฒนาได้ จะมีข้อจำกัดในการเติบโตอย่างมาก</p>
<p>"ผู้ที่เชื่อว่าพรสวรรค์และความฉลาดเป็นคุณสมบัติคงที่ มักจะหลีกเลี่ยงการท้าทาย กลัวความล้มเหลว และไม่กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย" ศาสตราจารย์ Dweck อธิบายในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science</p>
<p>ในทางกลับกัน คนที่มี "Growth Mindset" หรือความเชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนและความพยายาม จะแสดงพฤติกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตมากกว่า พวกเขาจะเห็นความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีความสามารถ</p>
<h2><strong>ความคิดเปลี่ยนโลก - บทเรียนจากผู้นำอุตสาหกรรม</strong></h2>
<p>แนวคิดเรื่องพลังของความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกธุรกิจ Henry Ford ผู้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เคยกล่าวคำพูดที่กลายเป็นคติธรรมสำหรับนักธุรกิจรุ่นหลังว่า "Whether you think you can, or you think you can't – you're right" (ไม่ว่าคุณจะคิดว่าทำได้หรือทำไม่ได้ คุณก็ถูกแล้ว)</p>
<p>นักจิตวิทยาการพัฒนาตัวเองหลายคนเชื่อว่า ประโยคนี้สะท้อนถึงความจริงพื้นฐานของการใช้ชีวิต ความเชื่อและทัศนคติของเรามีอิทธิพลอย่างมากต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น</p>
<p>"ทัศนคติไม่ใช่แค่การคิดในใจ แต่เป็นตัวกำหนดการกระทำ การตัดสินใจ และแม้แต่การมองเห็นโอกาส" ดร.สมชาย วงศ์วิทยา นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ อธิบายถึงความสำคัญของ mindset ในการใช้ชีวิต</p>
<h2><strong>3 หลักคิดเปลี่ยนชีวิต ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ</strong></h2>
<p>จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขา นักจิตวิทยาและโค้ชชีวิตหลายคนได้รวบรวมหลักคิดที่สำคัญที่สุด 3 ประการ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<h3><strong>1. การรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง 100% - หลักคิดที่ปลดล็อกศักยภาพ</strong></h3>
<p>หลักคิดแรกที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญสูงสุดคือ การรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง 100% แม้จะฟังดูหนักหน่วงและเป็นภาระ แต่จริงๆ แล้วเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของตัวเรา</p>
<p>"การรับผิดชอบต่อชีวิต 100% ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคุณ แต่หมายความว่าคุณมีอำนาจในการเลือกวิธีตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น" ดร.วิชัย สุขใส นักจิตวิทยาองค์กรและผู้เขียนหนังสือเรื่องการพัฒนาตนเอง อธิบาย</p>
<p>การใช้หลักคิดนี้ในชีวิตประจำวันหมายถึงการเปลี่ยนมุมมองจาก "ทำไมต้องเป็นฉัน" เป็น "ฉันจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร" เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือความท้าทาย</p>
<p>ตยอดยางที่ชัดเจนคือในสถานการณ์การทำงาน เมื่อโปรเจกต์ล้มเหลว แทนที่จะโทษลูกค้าที่เปลี่ยนใจ โทษผู้จัดการที่วางแผนไม่ดี หรือโทษทีมที่ทำงานไม่เต็มที่ ผู้ที่มีหลักคิดรับผิดชอบ 100% จะถามตัวเองว่า "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างในครั้งหน้าให้ผลลัพธ์ดีขึ้น"</p>
<p>นักจิตวิทยาหลายคนเปรียบเทียบหลักคิดนี้กับการเป็นกัปตันเรือ กัปตันที่ดีจะไม่โทษพายุที่พัดมา โทษคลื่นที่ซัด หรือโทษลูกเรือที่ทำผิดพลาด แต่จะมุ่งเน้นไปที่การนำเรือผ่านวิกฤตไปให้ได้</p>
<h3><strong>2. การโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้ - เทคนิคการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ</strong></h3>
<p>หลักคิดที่สองมาจากปรัชญาของนักปราชญ์โบราณ แต่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน นั่นคือการแบ่งแยกสิ่งต่างๆ ในชีวิตออกเป็น 2 ประเภท สิ่งที่ควบคุมได้ และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้</p>
<p>Stephen Covey นักเขียนหนังสือ "The 7 Habits of Highly Effective People" เรียกแนวคิดนี้ว่า "Circle of Influence vs Circle of Concern" ซึ่งอธิบายว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะโฟกัสพลังงานส่วนใหญ่ไปที่วงกลมแห่งอิทธิพล (สิ่งที่ควบคุมได้) มากกว่าวงกลมแห่งความกังวล (สิ่งที่ควบคุมไม่ได้)</p>
<p>"การรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน" ดร.ปรียา มานะดี นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าว</p>
<p>ในทางปฏิบัติ หลักคิดนี้หมายถึงการลงทุนเวลาและพลังงานไปกับสิ่งต่างๆ เช่น ทักษะของตัวเอง ความรู้ความสามารถ การเลือกสรรเพื่อน การวางแผนชีวิต การดูแลสุขภาพ และการควบคุมอารมณ์</p>
<p>แทนที่จะใช้เวลาไปกับการบ่นเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายรัฐบาล สภาพอากาศ หรือการกระทำของคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ที่ใช้หลักคิดนี้จะมุ่งเน้นไปที่การปรับตัวและหาโอกาสใหม่ๆ</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แทนที่จะโทษสถานการณ์ภายนอก คนที่ประสบความสำเร็จจะใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ การสร้างเครือข่าย การหาแหล่งรายได้เสริม หรือการประหยัดค่าใช้จ่าย</p>
<h3><strong>3. การเรียนรู้เพื่อไม่รู้ - ปรากฏการณ์ Dunning-Kruger และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong></h3>
<p>หลักคิดที่สามอาจฟังดูขัดแย้งในตัวเอง แต่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือ การเรียนรู้เพื่อที่จะรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย</p>
<p>แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Dunning-Kruger Effect ซึ่งค้นพบโดยนักจิตวิทยา David Dunning และ Justin Kruger จากมหาวิทยาลัย Cornell ในปี 1999</p>
<p>"Dunning-Kruger Effect อธิบายว่าทำไมคนที่มีความรู้น้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมักจะประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินจริง ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงกลับมีความระมัดระวังและถ่อมตัวมากกว่า" ดร.สุรชัย ปัญญาดี นักจิตวิทยาการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย</p>
<p>ปรากฏการณ์นี้เปรียบได้กับการปีนเขา ตอนที่อยู่ที่เชิงเขา เราอาจมองเห็นยอดเขาและคิดว่าใกล้แล้ว แต่พอปีนขึ้นไปถึงจุดนั้น กลับพบว่ามียอดเขาที่สูงกว่ารออยู่อีก ยิ่งปีนสูงขึ้น ยิ่งเห็นว่ามีภูเขาอีกมากมายที่ยังไม่ได้สำรวจ</p>
<p>ในโลกของการทำงานและการประกอบธุรกิจ หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างมาก ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่หยุดเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น Elon Musk ที่ยังคงอ่านหนังสือและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ หรือ Warren Buffett ที่อายุ 90 กว่าปีแล้วยังคงอ่านหนังสือวันละ 500 หน้า</p>
<h2><strong>กลไกการทำงานร่วมกันของ 3 หลักคิด</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองเปรียบเทียบการทำงานของทั้งสามหลักคิดนี้เหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชีวิต</p>
<p>"การรับผิดชอบต่อชีวิต 100% จะสร้างพลังในการเปลี่ยนแปลง การโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้จะช่วยนำพลังนั้นไปใช้ในทิศทางที่ถูกต้อง และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะทำให้การพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด" ดร.อุดม สุขสันต์ นักจิตวิทยาการพัฒนาบุคลิกภาพ สรุป</p>
<h2><strong>การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดทีละขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทีเดียว</p>
<p><strong>สำหรับการรับผิดชอบต่อชีวิต 100%</strong> เริ่มจากการสังเกตภาษาที่ใช้พูดกับตัวเอง เมื่อเกิดปัญหา แทนที่จะใช้คำว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน" หรือ "นี่เป็นความผิดของใคร" ลองเปลี่ยนเป็น "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างกับสถานการณ์นี้"</p>
<p><strong>สำหรับการโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้</strong> สามารถเริ่มจากการเขียนรายการสิ่งที่กำลังกังวลอยู่ แล้วแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ สิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ จากนั้นมุ่งเน้นไปที่การวางแผนและปฏิบัติเฉพาะในคอลัมน์แรกเท่านั้น</p>
<p><strong>สำหรับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</strong> เริ่มจากการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง อาจเป็นการอ่านบทความ ดูวิดีโอสอน หรือฟังพอดแคสต์ในหัวข้อที่สนใจ</p>
<h2><strong>ข้อควรระวังและอุปสรรค</strong></h2>
<p>แม้ว่าหลักคิดเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปรับเปลี่ยนวิธีคิดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน และมีอุปสรรคหลายประการที่ควรระวัง</p>
<p>"อุปสรรคหลักคือการต่อต้านจากสมองเราเอง เพราะสมองเรามีกลไกป้องกันการเปลี่ยนแปลงเพื่อประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ สังคมและคนรอบข้างที่ยังคงมีวิธีคิดแบบเดิมอาจเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน" ดร.ศิริ วรรณา นักจิตวิทยาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เตือน</p>
<p>การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความอดทนและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการหาแหล่งสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การอ่านหนังสือ การเข้าร่วมกลุ่มพัฒนาตนเอง หรือการหาพี่เลี้ยงชีวิต (Life Coach) ที่มีประสบการณ์</p>
<h2><strong>ผลกระทบระยะยาวต่อสังคม</strong></h2>
<p>นักสังคมวิทยาเชื่อว่า หากคนในสังคมมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดตามหลักการเหล่านี้ จะส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม เนื่องจากจะมีคนที่รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ลดการโทษภาพคนอื่น และมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาแทนการบ่นเรื่อง</p>
<p>"เมื่อคนในสังคมเปลี่ยนจากการเป็น 'เหยื่อของสถานการณ์' เป็น 'ผู้สร้างสถานการณ์' สังคมจะมีพลังในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้มากขึ้น" ดร.วิไล สมบูรณ์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะต้องเริ่มจากตัวบุคคล การที่แต่ละคนเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองก็เหมือนการโยนก้อนหินลงในบ่อน้ำ ซึ่งจะสร้างคลื่นกระเพื่อมไปยังคนรอบข้างและขยายวงออกไปเรื่อยๆ</p>
<p>การวิจัยและงานศึกษาต่างๆ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากการมีทรัพยากรมากขึ้น แต่เริ่มจากการมีวิธีคิดที่ถูกต้อง ทั้งสามหลักคิดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือปฏิบัติที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ทันที หากมีความมุ่งมั่นและความอดทนในการฝึกฝน</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/#post-2566</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>6 เรื่องต้องรู้ สำหรับนักลงทุนหุ้นมือใหม่</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-fintech-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad/6-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b1/#post-2565</link>
                        <pubDate>Sun, 05 Dec 2021 23:36:00 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ก่อนที่เราจะก้าวสู่สนามการลงทุน ขอแนะนำให้เช็คความพร้อมของตัวเองด้วย 6 ทริคง่ายๆ ที่นักลงทุนมือใหม่อย่างเราๆ ต้องเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ความฝันการมีเงิน 1 ล้านบาทได้เร็วขึ้น ทั้งการรู้จักตนเอง...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/XYPSMC0/2021-12-06-061723.jpg" alt="2021-12-06-061723" border="0" /></p>
<p>ก่อนที่เราจะก้าวสู่สนามการลงทุน ขอแนะนำให้เช็คความพร้อมของตัวเองด้วย 6 ทริคง่ายๆ ที่นักลงทุนมือใหม่อย่างเราๆ ต้องเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ความฝันการมีเงิน 1 ล้านบาทได้เร็วขึ้น ทั้งการรู้จักตนเอง รู้จักทางเลือกลงทุน วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค สร้างพอร์ตและจัดทำคัมภีร์ลงทุน ลงมือทำตามแผน และติดตามและทบทวนแผนการลงทุนสม่ำเสมอ</p>
<h2>1.รู้จักตนเอง</h2>
<p>สำหรับคนที่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง จับต้นชนปลายไม่ถูก เราลองมาเริ่มจาก “รู้จักตัวเอง” ให้ลึกซึ้งขึ้น ลองถามตัวเองว่า... เรามี เป้าหมายการลงทุนอะไร? ต้องการใช้เงินมากน้อยแค่ไหน? และ ต้องการบรรลุเป้าหมายเมื่อไหร่?</p>
<p>จากนั้นก็ค่อยพิจารณา “เงื่อนไขการลงทุน” ว่าเราอายุเท่าไหร่ ชอบ สนใจ ถนัด สินทรัพย์ประเภทไหน มีประสบการณ์ลงทุนมั้ย มีเงินลงทุนมากน้อยแค่ไหน ต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด เท่าไหร่ มีเวลาติดตามข่าวสารด้านการลงทุนมั้ย และที่สำคัญ... เมื่อมันขาดทุน เราจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากได้กำไร จะเพิ่มวงเงินลงทุนหรือไม่</p>
<p>ประเด็นสำคัญ คือ ต้องรู้ตัวว่าเรา “ยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?” เพราะจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่าทางเลือกลงทุนแบบไหนและสัดส่วนการลงทุนแบบใดที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด เช่น ถ้ารับความเสี่ยงได้ต่ำ (Conservative) แสดงว่ายอมรับความผันผวนได้น้อย หรือแทบจะไม่ได้เลย ซึ่งการลงทุนส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การพยายามรักษาเงินลงทุนให้ปลอดภัยที่สุด</p>
<p>แต่หากรับความเสี่ยงได้ปานกลาง (Moderate) แสดงว่ายอมรับความผันผวนได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนเกินไปเพื่อแลกกับการได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ขณะที่หากรับความเสี่ยงได้สูง (Aggressive) แสดงว่าไม่กังวลกับความผันผวน เพราะหวังจะได้รับผลตอบแทนที่สูง รวมถึงโอกาสที่เงินลงทุนจะเติบโตด้วย</p>
<h2>2. รู้จักทางเลือกลงทุน</h2>
<p>เมื่อเราเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็ต้องทำความรู้จักกับสิ่งที่เราจะลงทุนด้วย เพราะนอกจาก “เงินฝากธนาคาร” ก็ยังมีอีกหลายทางเลือกมาก แต่เพื่อไม่ให้ปวดหัวจนเกินไป เรายังไม่ต้องทำความรู้จักกับทางเลือกทั้งหมดของโลกในตอนนี้ก็ได้ แค่ตั้งต้นจากทางเลือกลงทุนหลัก 6 ประเภท ดังนี้</p>
<p>- หุ้น คือ การร่วมลงทุนเป็นเจ้าของกิจการโดยที่ไม่ต้องนับหนึ่งใหม่<br />- อนุพันธ์ คือ การซื้อ-ขายหุ้น ที่สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้น - ขาลง<br />- กองทุนรวม คือ การลงทุนหุ้นที่เงินลงทุนจะเติบโตผ่านมืออาชีพที่บริหารให้<br />- ETF คือ หุ้นที่สามารถ ซื้อง่าย ขายคล่อง โดยมีผลตอบแทนตามดัชนี<br />- DW คือ การลงทุนหุ้นที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง<br />- DR คือ การซื้อ-ขายหุ้นที่เทรดในไทย แต่สามารถลงทุนไกลถึงต่างประเทศ</p>
<h2>3. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค</h2>
<p>ไม่ว่าเราจะลงทุนในทางเลือกลงทุนหรือสินทรัพย์อะไรก็ตาม เราก็ควรเข้าใจ “ปัจจัยพื้นฐาน” ที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะราคาจะขึ้นลงตามปัจจัยที่มากระทบ ซึ่งเราสามารถใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมากำหนดกรอบการลงทุนให้แคบลง ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ดูภาพรวมเศรษฐกิจว่าปัจจุบันเป็นอย่างไรและมีแนวโน้มที่ดีในอนาคตหรือไม่ จะส่งผลกระทบกับแต่ละสินทรัพย์หรือแต่ละอุตสาหกรรมในเชิงบวกหรือเชิงลบอย่างไร เพื่อค้นหาสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุน เราจะได้มาวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตของสินทรัพย์นั้นๆ ว่า ถ้าเราลงทุนไปแล้ว มีโอกาสจะได้กำไรในอนาคตหรือไม่นั่นเอง</p>
<p>หลังจากค้นพบสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนแล้ว ก็ต้องนำราคาตลาดของสินทรัพย์ดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์นั้น เพื่อดูว่า... ราคาสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือ ราคาต่ำเหมาะสมที่จะลงทุน และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ “ปัจจัยเทคนิค” เป็นตัวช่วยกำหนดจุดซื้อ-จุดขาย เพื่อให้ประสบผลสำเร็จในการลงทุน</p>
<h2>4. สร้างพอร์ตและจัดทำคัมภีร์ลงทุน</h2>
<p>ถึงแม้เราเริ่มรู้จักทางเลือกลงทุนและรู้จักวิธีวิเคราะห์มากขึ้น ก็อย่าเพิ่งใจร้อนรีบลงทุนเลย เพราะการลงทุนที่ดี และประสบความสำเร็จจะต้องมี “การสร้างพอร์ตลงทุนที่เหมาะกับตนเอง” ซึ่งพอร์ตการลงทุนที่ดีนั้น ต้องกระจายความเสี่ยงได้อย่างสมดุล ไม่ใช้เงินจำนวนมากลงทุนในสินทรัพย์เดียวจนหมด แต่ก็ต้องไม่หลากหลายหรือกระจายจนเกินไป เพราะจะทำให้เราติดตามดูแลยาก</p>
<p>รวมทั้ง ต้องมีความยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแผนลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ได้ และ มีสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมาย โดยเราอาจแยกพอร์ตลงทุนตามเป้าหมาย เพื่อจะได้กำหนดสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และระดับอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนนั้นๆ</p>
<p>เมื่อมีแนวทางการจัดสรรเงินลงทุนที่แน่นอนแล้ว อย่าลืม... เขียนคัมภีร์การลงทุนหรือ “นโยบายการลงทุน” ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร สำหรับใช้เป็นกรอบในการตัดสินใจลงทุนด้วย ซึ่งควรปรับปรุงนโยบายการลงทุนให้เป็นปัจจุบันเสมอ</p>
<h2>5. ลงมือทำตามแผน</h2>
<p>และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เรารอคอย อันดับแรกเลยเราก็ต้อง “เปิดบัญชี” เพื่อใช้ในการซื้อหรือขายก่อน ซึ่งกรณีลงทุนหุ้น ETF ตราสารหนี้ DW หรืออนุพันธ์ ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “โบรกเกอร์” ส่วนการลงทุนในกองทุนรวม การเปิดบัญชีครั้งแรก ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แต่ละแห่ง หรือตัวแทนขายของ บลจ. แต่ครั้งถัดๆ ไป ก็จะซื้อขายสะดวกมากขึ้น เพราะซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตได้เลย</p>
<p>“แล้วจำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นล่ะ... ต้องมีเท่าไหร่”</p>
<p>อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับราคาและจำนวนของหุ้นที่เราต้องการลงทุน เช่น อยากได้หุ้นราคา 5 บาท โดยปกติแล้วต้องซื้อขั้นต่ำ 1 Board Lot หรือ 100 หุ้น ก็เท่ากับเราต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท แต่ยังมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่เราต้องจ่ายให้กับโบรกเกอร์ด้วย หรือถ้าอยากทุนในกองทุนรวม ปัจจุบันเงินลงทุนขั้นต่ำในการซื้อกองทุนรวมน้อยมาก บางกองไม่มีขั้นต่ำในการลงทุนเลยด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า 1 บาทก็เริ่มต้นได้แล้ว แต่ถ้าจะให้ชัวร์อาจสอบถามจาก บลจ. ดูอีกทีก็ได้</p>
<h2>6. ติดตามและทบทวนแผนการลงทุนสม่ำเสมอ</h2>
<p>เมื่อเริ่มลงทุนไปแล้ว เราต้องขยันเข้ามาติดตามผลกันหน่อยนะ อาจจะทุก 6 เดือน หรือ 1 ปีก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก โดยดูว่าผลตอบแทนที่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้แล้วหรือยัง หากไม่ เราก็จะได้ “ปรับพอร์ตการลงทุน” ได้ทันเวลาอันสมควรด้วย</p>
<p>#เล่นหุ้น มือใหม่ pantip 2564 <br />#เล่นหุ้น เริ่ม ต้น กี่บาท <br />#เล่นหุ้น pantip <br />#เล่นหุ้นยังไงให้ได้เงินทุกวัน <br />#เล่นหุ้น มือใหม่ 2564 <br />#เริ่มเล่นหุ้น ต้องรู้อะไรบ้าง <br />#การเล่นหุ้นระยะสั้น <br />#ห้องเรียนนักลงทุน <br />#เล่นหุ้น อย่างไร ให้ได้กำไร วันละ 1000 บาท <br />#เล่นหุ้น 10 บาท <br />#เงินน้อยเล่นหุ้นตัวไหนดี <br />#เปิดพอร์ตหุ้น ธนาคารไหนดี <br />#เริ่มต้นเล่นหุ้น ออนไลน์ <br />#เล่นหุ้น 100 บาท <br />#เล่นหุ้น 1 บาท <br />#เล่นหุ้นเริ่มต้น 5000 บาท</p>
<p><strong>อ้างอิง</strong><br />https:// www.setinvestnow.com/th/beginner/6things-beginner-needs-to-know</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99-fintech-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3-%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%ad/6-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%b1/#post-2565</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>&quot;กัญชง&quot; ไทยจ่อโตติดจรวด 15.8 พันล้านบาท ใน 5 ปี จากความต้องการในตลาดโลกที่พุ่งสูง</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%94-15-8-%e0%b8%9e/#post-2564</link>
                        <pubDate>Sun, 05 Dec 2021 03:48:06 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เช็กตลาดกัญชง-กัญชา อุตสาหกรรมใหม่ที่หลายธุรกิจอยากท้าทาย จากความต้องการในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น 4.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ มีแนวโน้มเติบโตได้อีก ขณะที่ตลาดไทยคาดขยายตัว 15.8 พันล้านบาทในอ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/QDxGYtD/2021-12-05-100605.jpg" alt="2021-12-05-100605" border="0" /></p>
<p>เช็กตลาดกัญชง-กัญชา อุตสาหกรรมใหม่ที่หลายธุรกิจอยากท้าทาย จากความต้องการในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น 4.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ มีแนวโน้มเติบโตได้อีก ขณะที่ตลาดไทยคาดขยายตัว 15.8 พันล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า</p>
<p>กระแส กัญชง กัญชา ในบ้านเราได้เริ่มคึกคักกันมาในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากหลังจากรัฐบาลประกาศปลดล็อคให้สามารถขออนุญาตปลูก ผลิต นำเข้าเมล็ดพันธุ์ ครอบครอง และจำหน่ายได้ ด้วยสรรพคุณ ประกอบกับความต้องการในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้มีการใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เป็นที่จับตาว่าจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย</p>
<p>การปลดล็อคการประกอบธุรกิจกัญชง ทำให้มีการเชื่อมโยงไปสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมใน 5 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องดื่ม อาหาร ยาและอาหารเสริม เครื่องแต่งกาย และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล จากการประเมินว่ามูลค่าตลาดกัญชงรวมประมาณ 15.8 พันล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นเรื่องใหม่และเป็นความท้าทายของบรรดาผู้ประกอบการและเกษตรกรไม่น้อย</p>
<p><strong>สรรพคุณที่น่าสนใจของ กัญชง มีอะไรบ้าง?</strong></p>
<p>กัญชง มีสรรพคุณมากมาย อาทิ ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น ช่วยให้นอนหลับสบาย รักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะหรือไมเกรน โดยสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ตั้งแต่ช่อดอก ใบ เมล็ด เปลือก ลำต้น กิ่งก้าน และราก ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย เช่น ช่อดอก นิยมสกัดเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารและเครื่องดื่ม เปลือก ลำต้น ทำเป็นเส้นใย นิยมนำมาทําเป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เชือก เสื้อเกราะกันกระสุนชั้นดีที่มีน้ำหนักเบา เยื่อกระดาษ วัสดุหีบห่อ แต่ที่เห็นกันบ่อยๆก็น่าจะเป็น น้ำมันและสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ที่ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง (อาทิ โปรตีน วิตามินอี โอเมก้า) เป็นต้น</p>
<p>วิจัยกรุงศรี เปิดเผยว่า ปี 2563 ตลาด กัญชง โลกมีมูลค่า 4.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จำแนกตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (อาทิ ครีมทาหน้า ครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ล้างมือ ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ) 1.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สัดส่วน 37.1% ของมูลค่าตลาดกัญชงโลก) รองลงมาได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (25.2%) สิ่งทอ (18.6%) และผลิตภัณฑ์ยา (11.6%) แต่หากจำแนกตามการแปรรูป พบว่า กัญชงถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันมากที่สุด มีมูลค่า 2.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สัดส่วน 45.2% ของมูลค่าตลาดกัญชงโลก) รองลงมาได้แก่ เมล็ดกัญชง (28.8%) และเส้นใย (20.0%) ในระยะข้างหน้า Allied Market Research คาดว่าตลาดกัญชงโลกจะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 21.6% ต่อปี มาอยู่ที่ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2570 แต่ยังถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดกัญชาโลก</p>
<p><strong>กัญชง มีมูลค่าสูง</strong></p>
<p>สารสกัด กัญชง มีราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ความบริสุทธิ์ กระบวนการสกัด ซึ่งบริษัทที่ประกอบธุรกิจกัญชงในตลาดโลกส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน และออสเตรเลีย มีอัตราการเติบโตของรายได้สูงถึง 70-100% ต่อปี (ช่วงปี 2560-2562) แต่เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงต้นของการลงทุน มีต้นทุนการวิจัยและพัฒนาสูง ส่งผลให้กำไรโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก</p>
<p> </p>
<p><strong>ธุรกิจทางการแพทย์หนึ่งในผู้เล่นที่น่าติดตาม</strong></p>
<p>นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บมจ. ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป หรือ THG หนึ่งผู้เล่นธุรกิจ กัญชง ที่อยู่ในแวดวงการแพทย์ และมองเห็นโอกาสของธุรกิจ กัญชง โดยล่าสุดได้จัดตั้ง บริษัท ธนบุรี คานาบิซ จำกัด (มหาชน) หรือ THC ซึ่งต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาไทยอยู่แล้ว นำมารวมกับการสกัดและใช้พืชกัญชง(CBD) เข้ามาช่วยในการรักษาและบรรเทาอาการของโรค โดยการนำนวัตกรรมต่างๆ จากงานวิจัยมาใช้ในการดูแลรักษาคนไข้และพัฒนาวงการแพทย์ไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น</p>
<p>ขณะเดียวกันยังจะให้การสนับสนุน รวมทั้งให้คำปรึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิต สกัดและใช้พืชกัญชง(CBD)ที่มีคุณภาพมาตรฐาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปถึงปลายน้ำ เพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ และบำบัดโรค ภายใต้การควบคุมและดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่มุ่งขับเคลื่อนการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อนำมาใช้ส่งเสริมกับการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย รวมถึงผลักดันกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต ในปัจจุบัน ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU)ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเกือบ 10 ราย เพื่อร่วมเป็นภาคีในการทำธุรกิจร่วมกัน และถือว่าTHG เป็นโรงพยาบาลรายแรกที่ทำธุรกิจกัญชงแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การปลูก การสกัด การผลิต จนถึงนำไปใช้ในการรักษาได้จริง คาดว่าจะสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดกัญชงต่อไปในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้จุดเด่นในเรื่อง CBD ทางการแพทย์ ของ ธนบุรี คานาบิซฯนั้น คือ ได้มีการแลกเปลี่ยนงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีการปลูก การวิจัย และพัฒนาสูตรยา กับทาง CBD academy สหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ทำให้ได้รับสูตรยาที่มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล รวมไปถึงการที่มีศูนย์ Jin Wellness ในเครือ THG ซึ่งเป็นศูนย์ที่ช่วยในการฟื้นฟูผู้ป่วยโดยอยู่ในการดูแลของแพทย์ และให้การแนะนำอย่างใกล้ชิดในการนำ CBD เข้ามาช่วยในการรักษา โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเบื้องต้น คือกลุ่ม B2B เป็นหลัก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ และหลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มของลูกค้ารายย่อยได้</p>
<p>ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของลูกค้ารายย่อย CBD medical grade ถือเป็นจุดขายสำคัญ เพราะเป็นสินค้าที่ผู้ใช้ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการtrain และมีประสบการณ์ในการใช้ CBD ทางการบรรเทาและรักษาโรค เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาควบคู่กับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน ทั้งนี้ นายแพทย์บุญ คาดว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 15-20% ต่อปีนับจากนี้ จากการที่เริ่มการลงทุนไปเบื้องต้นกว่า 100 ล้านบาท</p>
<p><strong>5 ปีข้างหน้าคาดมูลค่าตลาดกัญชงไทยโตพุ่ง 15.8 พันล้านบาท</strong></p>
<p>วิจัยกรุงศรี ประเมินว่ามูลค่าอุตสาหกรรม กัญชง ของไทย ปี 2564 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีกัญชงผสมจะมีมูลค่า 280 ล้านบาท รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารจากกัญชง 240 ล้านบาท ยาและอาหารเสริมจากกัญชง 50 ล้านบาท เครื่องแต่งกายที่ทำด้วยใยกัญชง 30 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลประเมินว่ายังอยู่ในช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลักในปีแรก ทั้งนี้ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีการนำกัญชงไปใช้มูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท และคาดว่าผลิตภัณฑ์กัญชงไทยจะเติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีแรกหลังรัฐปลดล็อคการประกอบธุรกิจ โดยตลาดกัญชงไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 15,770 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 126% ต่อปี</p>
<p>ตลาดกัญชงถือว่ายังมีช่องว่างให้บรรดาผู้ประกอบการเข้าไปชิงส่วนแบ่งก้อนเค้กนี้ได้อีกหลายส่วน แม้ว่าในอุตสาหกรรมยา หรืออาหารเสริมจะนำไปก่อน แต่ก็ใช่ว่าธุรกิจอื่นจะไม่มีโอกาส จะเห็นได้จากธุรกิจรายย่อยหรือ รายเล็ก อย่างร้านกาแฟ ชา คาเฟ่ เบเกอรี่เอง ก็ได้นำกัญชาหรือ กัญชง มาชูจุดขายเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ อยู่ที่ความพร้อมและไอเดีย ไม่แน่ว่าคุณอาจจะเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการรุ่นเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จก่อนใครก็เป็นได้</p>
<p>#ประโยชน์ของกัญชง<br />#พรบ กัญชง<br />#สรรพคุณกัญชา กัญชง<br />#สืบค้นใบอนุญาตกัญชง<br />#กัญชง ผิดกฎหมายไหม<br />#คู่มือการขออนุญาตปลูกกัญชง<br />#แบบฟอร์มขออนุญาตปลูกกัญชง 2564<br />#แผนการผลิตกัญชง</p>
<p>อ้างอิง<br />https:// www.tnnthailand.com/news/tnnexclusive/97650/</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%88%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%94-15-8-%e0%b8%9e/#post-2564</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>เรื่องจริง! กรมวิทย์ฯ พบสารสกัดช่อดอก &quot;กัญชาพันธุ์ไทย&quot; มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%af-%e0%b8%9e%e0%b8%9a/#post-2563</link>
                        <pubDate>Sat, 04 Dec 2021 23:33:12 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งพืชกัญชาที่พบมีหลากหลายพันธุ์ โดยแต่ละพันธุ์มีส...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/P9cWQZW/2021-12-05-062454.jpg" alt="2021-12-05-062454" border="0" /></p>
<p>นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งพืชกัญชาที่พบมีหลากหลายพันธุ์ โดยแต่ละพันธุ์มีสัดส่วนสารสำคัญแตกต่างกัน สารสำคัญในกัญชา ได้แก่ สาร THC และ CBD จัดอยู่ในกลุ่มสารแคนนาบินอยด์ นอกจากนี้ยังพบว่ากัญชามีสารออกฤทธิ์อื่นอีก เช่น กลุ่มฟลาโวนอยด์ เทอร์ปีนอยด์ อัลคาลอยด์ สเตียรอยด์ อัลเคน กรดไขมัน และน้ำตาล ซึ่งมีสัดส่วนของปริมาณสารแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ ทั้งนี้สาร THC และสารอนุพันธ์ของ THC มีคุณสมบัติทางยาที่หลากหลาย เช่น ฤทธิ์แก้ปวด โดยเฉพาะปวดจากโรคทางระบบประสาท กระตุ้นความอยากอาหารและลดอาการคลื่นไส้จากการใช้เคมีบำบัด ช่วยปกป้องและกระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง ส่วนสาร CBD มีฤทธิ์บรรเทาอาการลมชัก ลดอาการวิตกกังวลช่วยให้นอนหลับได้ดี</p>
<p>นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวต่ออีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยสมุนไพร ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนากัญชามาอย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยขึ้นทะเบียนกัญชาพันธุ์ไทย 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์หางเสือสกลนครทีที 1 พันธุ์ตะนาวศรีก้านขาวดับเบิ้ลยูเอ 1 (มีปริมาณ THC สูง) พันธุ์หางกระรอกภูพานเอสที 1 (THC และ CBD ใกล้เคียงกัน) และพันธุ์ตะนาวศรีก้านแดงอาร์ดี 1 (มีปริมาณ CBD สูง) โดยได้นำสารสกัดช่อดอกกัญชาพันธุ์ไทยมาทำการทดสอบฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยง 7 ชนิด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งไต มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งสมอง และมะเร็งตับอ่อน ด้วยวิธีของไหลวิกฤตยิ่งยวด (Supercritical Fluid Extraction) ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถสกัดสารแคนนาบินอยด์ในกัญชาได้ดี ผลการทดลองพบว่าสารสกัดกัญชาที่มี THC 1 ส่วน ต่อ CBD 6 ส่วน มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม (MCF-7) เซลล์มะเร็งไต (A-498) และเซลล์มะเร็งตับ (HepG2) ได้ดี สารสกัดกัญชาที่มี THC 10 ส่วน ต่อ CBD 1 ส่วน มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งปอด (A-549) เซลล์มะเร็งลำไส้ (Caco-2) เซลล์มะเร็งสมอง (A-172) และมะเร็งตับอ่อน (PANC-1) ได้ดี เมื่อเทียบกับยาด็อกโซรูบิซิน (doxorubicin) ส่วนสารสกัดที่มีสัดส่วน THC 2 ส่วน ต่อ CBD 1 ส่วน มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งแบบไม่มีความจำเพาะ และพบว่าสารสกัดดังกล่าวยังมีฤทธิ์ที่ดีในการสมานรอยแผลในเซลล์ปอดเพาะเลี้ยงในหลอดทดลอง นอกจากนี้ยังได้วิจัยด้านพิษวิทยาในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดกัญชาไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ (Mutagenicity) ในเชื้อแบคทีเรีย แต่พบว่าสารสกัดกัญชามีความเป็นพิษต่อเซลล์ไตเพาะเลี้ยงสูงที่สุด รองลงมาเป็นเซลล์ตับเพาะเลี้ยง และเซลล์ปอดเพาะเลี้ยง ตามลำดับ</p>
<p>นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวในตอนท้ายว่า ข้อมูลการวิจัยดังกล่าวมีการตีพิมพ์ในวารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แล้ว แสดงให้เห็นว่ากัญชาพันธุ์ไทยสามารถนำมาพัฒนาเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่ต้องคำนึงถึงขนาดที่อาจก่อให้เกิดความเป็นพิษหรือผลกระทบต่อร่างกาย ดังนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีแผนที่จะดำเนินการทดสอบความปลอดภัยของสารสกัดกัญชาในสัตว์ทดลอง หรือระดับคลินิกต่อไป สร้างความมั่นใจว่ามีประสิทธิผลและปลอดภัย เพื่อสนับสนุนการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ทั้งนี้ดูรายละเอียดได้ที่ https://www3.dmsc.moph.go.th/post-view/1372</p>
<p>และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www3.dmsc.moph.go.th หรือโทร. 02 9510000</p>
<p>#กัญชา มะเร็ง pantip<br />#กัญชา มะเร็งตับ<br />#กัญชา มะเร็งระยะสุดท้าย<br />#กัญชา มะเร็งต่อมน้ําเหลือง<br />#กัญชา มะเร็งต่อมลูกหมาก<br />#กัญชา มะเร็งปากมดลูก<br />#มะเร็งเม็ดเลือดขาว กัญชา<br />#มะเร็งท่อน้ําดี กัญชา<br />#มะเร็ง กัญชา รักษา</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%af-%e0%b8%9e%e0%b8%9a/#post-2563</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>โคราชจัดเต็ม! 10 ล้านต้น &quot;กัญชา กัญชง กระท่อม&quot; สู้โควิด-19 พลิกฟื้นสร้างเศรษฐกิจ</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1-10-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b1/#post-2562</link>
                        <pubDate>Sat, 04 Dec 2021 23:08:21 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[เมื่อเวลา 10.09 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเฮอร์มิเทจ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประกอบพิธีเจิมป้าย “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ศูนย์นวัตกรรมพืชเศรษฐกิจไทย...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/zsg3Pqf/2021-12-05-060416.jpg" alt="2021-12-05-060416" border="0" /></p>
<p>เมื่อเวลา 10.09 น. วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเฮอร์มิเทจ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประกอบพิธีเจิมป้าย “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ศูนย์นวัตกรรมพืชเศรษฐกิจไทย” (คศ.พท.) เพื่อเป็นสิริมงคลในการขับเคลื่อนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคราชการปลูกพืชเศรษฐกิจไทย 3 ก ประกอบด้วย “กัญชา กัญชง กระท่อม” 10 ล้านต้น สู้โควิด-19 พลิกฟื้น สร้างเศรษฐกิจรากฐานโคราช โดยมีนายณัฐชรัตน์ กฤตธน ประธาน คศ.พท. พร้อมคณะทำงานและภาคีเครือข่ายร่วมพิธีมงคลโดยพร้อมเพรียงกันและร่วมประกอบพิธีพราหมณ์และสักการะพื้นที่โรงปลูกกัญชา กัญชงต้นแบบ จากนั้นเป็นการประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2564 และการบรรยายพิเศษ เรื่องแนวทางการขออนุญาตปลูกกัญชา กัญชง ตามกรอบกฎหมายใหม่” การดำเนินกิจกรรมโคราชสามเหลี่ยมเส้นทางท่องเที่ยวกัญชา กัญชงและการเชื่อมโยงคลินิกกัญชาทางการแพทย์</p>
<p>นายณัฐชรัตน์ ประธาน คศ.พท. เปิดเผยว่า เป้าหมายหลักของการจัดตั้ง คศ.พท. เพื่อเป็นตัวแทนและพี่เลี้ยงสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจความรู้ให้กับภาคีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ 32 อำเภอ ของ จ.นครราชสีมาและองค์กรที่สนใจทั่วประเทศเกี่ยวกับการขออนุญาตปลูกพืชเศรษฐกิจไทยตัวใหม่ 3 ก ได้ถูกต้องตามกฎหมาย สร้างความหวังให้กับเกษตรกรและประชาชนที่สนใจในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ด้วยการใช้ประโยชน์จากพืชเหล่านี้ โดยสอดคล้องกับการปลดล็อกกัญชา กัญชง ในส่วนของราก ใบ ลำต้น เปลือกและเส้นใยออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 เพื่อนำมาแปรรูป เสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนเปิดทางระบบอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยกเว้นช่อและดอกที่นำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์</p>
<p>#ตลาดกัญชาในไทย<br />#กัญชา กับ เศรษฐกิจ<br />#อนาคตกัญชาไทย<br />#ตลาดมืด กัญชา<br />#กัญชาเพื่อเศรษฐกิจ<br />#ปลูก กัญ ชง 6 จังหวัด<br />#กัญชา กัญ ชง กฎหมาย<br />#มูลค่าตลาดกัญชาในไทย</p>
<p>อ้างอิง<br />https:// siamrath.co.th/n/301918</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1-10-%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b1/#post-2562</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>JP เซ็น MOU พัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชา สร้าง Value Chain รองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/jp-%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99-mou-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/#post-2561</link>
                        <pubDate>Sat, 04 Dec 2021 22:46:42 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[บมจ. โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) หรือ JP แจ้งว่า บริษัทฯ ได้เข้าทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับ บริษัท เค ที ดี เอ็ม จำกัด (KTDM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. โอเชี่ยน คอมเมิรช (OCEAN)...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/XYLzG2q/2021-12-05-053802.jpg" alt="2021-12-05-053802" border="0" /></p>
<p>บมจ. โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) หรือ JP แจ้งว่า บริษัทฯ ได้เข้าทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับ บริษัท เค ที ดี เอ็ม จำกัด (KTDM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ. โอเชี่ยน คอมเมิรช (OCEAN) และบริษัท เวิลด์ เมดดิคัล ทัวริซึม อัลไลแอนซ์ จำกัด(WMTA) โดยบริษัทฯ กับ WMTA จะร่วมวิจัยและพัฒนาสูตรตำรับผลิตภัณฑ์จากกัญชา เช่น ผลิตภัณฑ์ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นต้น ในขณะที่ KTDM จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสารสกัด</p>
<p>สำหรับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ และบริษัทฯ จะเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ให้แก่ WMTA ในอนาคต</p>
<p>ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2567</p>
<p>นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JP เปิดเผยว่า JP ได้นำความเชี่ยวชาญในการเป็นผู้นำด้านการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยทีมเภสัชกรแพทย์แผนไทยมาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และใช้ความสามารถด้านการผลิตของโรงงานที่จังหวัดลำพูน ซึ่งมีมาตรฐานการผลิตยาแผนโบราณ (GMP PIC/s) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำสารสกัดจากกัญชาที่ได้มาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้สูตรตำรับผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรไทย เพื่อใช้เชิงการแพทย์ภายใต้แบรนด์ลูกค้า (OEM) ได้แก่ น้ำมันกัญชาทางการแพทย์ตำรับเมตตาโอสถและตำรับการุณย์โอสถ ให้แก่ บจก. เวิลด์ เมดดิคัล ทัวริซึม อัลไลแอนซ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระบบเครือข่ายคลินิคทางการแพทย์แผนไทยทั่วประเทศ เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยภายใต้การดูแลของแพทย์ รวมถึงจะขยายไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรอีก 19 ตำรับ และยังครอบคลุมถึงความร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในเชิงพาณิชย์ โดย JP จะทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับทาง อย. เพื่อผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ JP ยังได้ลงทุนขยายฐานการผลิตของโรงงานที่จังหวัดลำพูน เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารสกัดจากกัญชา กัญชง และ/หรือ ใบกระท่อม เพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์รวมถึงการต่อยอดไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งในรูปแบบของการรับจ้างผลิตสินค้า หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ภายใต้งบลงทุน 160 ล้านบาท ที่เป็นงบมาจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ที่ผ่านมา เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจรองรับแนวโน้มความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ยาหรืออาหารเสริมที่มีสารสกัดกัญชา กัญชง และ/หรือ ใบกระท่อม เพื่อใช้รักษาโรค รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในอนาคต ภายหลังจากที่โรงงานได้รับใบอนุญาตการผลิตจากหน่วยงานภาครัฐ</p>
<p>"ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือในเชิง Strategic Partner ที่จะร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่ใช้สารสกัดจากกัญชา กัญชง เพื่อใช้เชิงการแพทย์ ที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ Value Chain ครอบคลุมตั้งแต่การนำสารสกัด กัญชงที่มีมาตรฐานระดับสูง มาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากกัญชาภายใต้แบรนด์ลูกค้า เพื่อนำไปใช้ในเชิงการแพทย์รักษาผู้ป่วยผ่านคลินิคทางการแพทย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ WMTA เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งรักษาผู้ป่วย และพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย" นายสิทธิชัย กล่าว</p>
<p>นายธีร ชุติวราภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OCEAN กล่าวว่า การผนึกกำลังของ 3 พันธมิตรในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชง-กัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ โดย KTDM ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OCEAN มีความพร้อมในการจัดหาวัตถุดิบ และมีเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในการผลิตสารสกัด ป้อนให้กับ JP ในการผลิตสินค้า และเวิลด์ เมดดิคัล ทัวริซึม อัลไลแอนซ์ มีความพร้อมในการซื้อสารสกัด เพื่อนำไปใช้ผลิตยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง รองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ และความงาม ซึ่งตลาดมีดีมานด์จำนวนมหาศาล ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งไปด้วยกัน</p>
<p>#ยากัญชา 16 ตํารับ<br />#กัญชาทางการแพทย์แผนไทย<br />#การจ่ายยา กัญชา<br />#ตํารับยากัญชา 16 ตํารับ pdf<br />#น้ำมันกัญชา อ.เดชา ซื้อที่ไหน<br />#5 ตำรับยากัญชา<br />#ผลิตภัณฑ์กัญชา อภัยภูเบศร</p>
<p>อ้างอิง<br />https:// www.ryt9.com/s/iq10/3278797</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/"></category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81/jp-%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%99-mou-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/#post-2561</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		