<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>        <rss version="2.0"
             xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
             xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
             xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
             xmlns:admin="http://webns.net/mvcb/"
             xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#"
             xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
        <channel>
            <title>
									ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด - Guestpost สาระดีๆ มีมาแบ่งปันกัน				            </title>
            <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/</link>
            <description>โฟสฟรี สาระดีๆ หรือจะลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี ก็ได้เช่นกัน</description>
            <language>en-US</language>
            <lastBuildDate>Mon, 14 Sep 2026 07:35:29 +0000</lastBuildDate>
            <generator>wpForo</generator>
            <ttl>60</ttl>
							                    <item>
                        <title>ผู้เชี่ยวชาญเผยเคล็ดลับ &quot;ค้นหาจุดแข็งตัวเอง&quot; กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในชีวิต</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1/</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:38:51 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การพัฒนาตนเองไม่ใช่แค่การปรับปรุงจุดอ่อน แต่คือการค้นพบและเสริมสร้างจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ให้กลายเป็นความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและอาชีพมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้เ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038731-2025-06-27_223807.png" /></p>
<p><strong>การพัฒนาตนเองไม่ใช่แค่การปรับปรุงจุดอ่อน แต่คือการค้นพบและเสริมสร้างจุดแข็งที่ซ่อนอยู่ให้กลายเป็นความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้</strong></p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและอาชีพมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองหลายท่านเริ่มหันมาเน้นการค้นหาและพัฒนา "จุดแข็ง" มากกว่าการแก้ไขจุดอ่อน โดยชี้ให้เห็นว่าการรู้จักจุดแข็งของตัวเองและนำมาพัฒนาให้เป็นจุดเชี่ยวชาญ จะทำให้บุคคลนั้นมีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนมากกว่าการพยายามปรับปรุงจุดอ่อนให้ดีขึ้น</p>
<h2><strong>ทำไมการโฟกัสที่จุดแข็งจึงสำคัญกว่าการแก้ไขจุดอ่อน</strong></h2>
<p>นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากรชี้ให้เห็นว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เขาไม่มีจุดอ่อน แต่ขึ้นอยู่กับการที่เขาสามารถใช้จุดแข็งของตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ และสามารถนำจุดแข็งของผู้อื่นมาเสริมจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด</p>
<p>การเปรียบเทียบกับศิลปะการทำสงครามเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แม่ทัพที่เก่งกาจจะไม่พยายามแก้ไขจุดอ่อนของกองทัพให้หมดไป แต่จะใช้ทรัพยากรและกำลังที่มีอยู่เข้าโจมตีศัตรูในจุดที่ตนเองมีความได้เปรียบมากที่สุด นอกจากนี้ แม่ทัพที่มีความเชี่ยวชาญสูงยังสามารถใช้จุดอ่อนของตัวเองเป็นกับดักล่อลวงศัตรู เพื่อพลิกสถานการณ์หรือเอาตัวรอดในยามจำเป็น</p>
<p>หลักการนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะใช้เวลาและพลังงานไปกับการแก้ไขจุดอ่อนที่อาจไม่สามารถพัฒนาให้ดีเท่าคนอื่นได้ เราควรมุ่งเน้นไปที่การลับคมจุดแข็งของตัวเองให้กลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้เราชนะ "เกมชีวิต" ได้อย่างง่ายดาย</p>
<h2><strong>ปัญหาใหญ่ที่หลายคนเจอ: ไม่รู้จักจุดแข็งตัวเอง</strong></h2>
<p>แม้ว่าหลักการเรื่องการพัฒนาจุดแข็งจะฟังดูง่าย แต่ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการที่หลายคนไม่รู้ว่าจุดแข็งที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร บางคนอาจคิดว่าตัวเองไม่มีจุดแข็งอะไรพิเศษ หรือบางคนอาจเข้าใจผิดว่าสิ่งที่ตัวเองชอบทำคือจุดแข็ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราชอบและสิ่งที่เราเก่งอาจเป็นคนละเรื่องกัน</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญในวงการพัฒนาตนเองได้เสนอแนวทางการค้นหาจุดแข็งที่มีประสิทธิภาพ 2 วิธีหลัก ที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราค้นพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจตัวเองในมิติที่ลึกซึ้งมากขึ้น</p>
<h2><strong>วิธีที่ 1: ใช้คนรอบข้างเป็นกระจกสะท้อนความสามารถ</strong></h2>
<p><strong>การถามความเห็นจากคนรอบข้างเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการค้นหาจุดแข็ง</strong> ผู้เชี่ยวชาญอ้างอิงจากหนังสือ "The Secret Step" ที่ระบุว่า "คนที่จะตีค่าความสามารถของคุณ คือ คนในสังคม ไม่ใช่ตัวคุณ" ข้อความนี้สะท้อนความจริงที่สำคัญว่า เรามักจะไม่เห็นคุณค่าในตัวเองชัดเจนเท่าที่คนอื่นเห็น</p>
<p>เหตุผลที่การถามคนอื่นมีประสิทธิภาพสูง เพราะในชีวิตประจำวัน เราแสดงความสามารถและจุดแข็งออกมาในสถานการณ์ต่างๆ โดยที่เราอาจไม่ได้ตระหนักถึงมัน คนที่อยู่รอบตัวเราจะสังเกตเห็นพฤติกรรม ปฏิกิริยา และความสามารถของเราในมุมมองที่เป็นกลางและเป็นภาพรวมมากกว่าที่เราจะมองเห็นตัวเอง</p>
<p>การใช้คนรอบตัวเป็นกระจกสะท้อนความสามารถไม่ได้หมายความว่าเราจะไปถามใครก็ได้ แต่ควรเลือกคนที่มีความใกล้ชิดกับเราในระดับหนึ่ง เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือผู้บังคับบัญชาที่เราเคารพ เพราะคนเหล่านี้จะได้เห็นเราทำงานและใช้ชีวิตในสถานการณ์ที่หลากหลาย</p>
<p>วิธีการถามก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรถามแบบกว้างๆ ว่า "ฉันเก่งอะไรบ้าง" แต่ควรถามแบบเจาะจงมากขึ้น เช่น "ในสถานการณ์ไหนที่คุณเห็นว่าฉันจัดการได้ดีกว่าคนอื่น" หรือ "อะไรคือสิ่งที่ฉันทำแล้วดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด" การถามแบบนี้จะช่วยให้ได้คำตอบที่มีความหมายและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง</p>
<p>เมื่อได้รับข้อมูลป้อนกลับจากหลายๆ คน เราจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นของจุดแข็งที่ซ้ำกันออกมา นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่านั่นคือจุดแข็งที่แท้จริงของเรา ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้วิธีนี้มักจะทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะพบว่า "ตัวเองเก่งกว่าที่คิด" ในหลายๆ ด้านที่ไม่เคยตระหนักมาก่อน</p>
<h2><strong>วิธีที่ 2: ย้อนดูและวิเคราะห์ประสบการณ์ที่ผ่านมา</strong></h2>
<p><strong>การทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างเป็นระบบเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการค้นหาจุดแข็ง</strong> วิธีนี้ต้องอาศัยการใช้ความคิดและการวิเคราะห์ตนเองอย่างลึกซึ้ง โดยมองหาสัญญาณที่บ่งบอกถึงงานหรือกิจกรรมที่เป็นจุดแข็งของเรา</p>
<p>เครื่องหมายสำคัญที่ช่วยบ่งบอกว่างานไหนไม่ใช่จุดแข็งของเรา คือ งานที่เราต้องใช้เวลามาก ใช้พลังงานสูง และรู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากทำเสร็จ แม้ว่าเราอาจทำงานนั้นได้ดี แต่ถ้ามันต้องการความพยายามมากเกินไป แสดงว่านั่นอาจไม่ใช่จุดแข็งตามธรรมชาติของเรา</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม งานที่เป็นจุดแข็งของเรามักจะมีลักษณะตรงข้าม คือ เราใช้เวลาน้อยกว่าคนอื่นในการทำให้สำเร็จ ใช้พลังงานต่ำ และรู้สึกสนุกสนานหรืออย่างน้อยก็ไม่รู้สึกเครียดมากนัก งานแบบนี้มักจะทำให้เรารู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อทำเสร็จแล้วเรายังมีพลังงานเหลืออยู่</p>
<p>การวิเคราะห์ประสบการณ์อย่างเป็นระบบต้องการการมีประสบการณ์ที่หลากหลายเป็นฐาน ดังนั้นสำหรับคนที่ยังหาจุดแข็งไม่เจอ การแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลองทำงานในตำแหน่งต่างๆ การเข้าร่วมกิจกรรมที่หลากหลาย หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ</p>
<p>สิ่งสำคัญคือ เมื่อชีวิตเราไม่มี "แต้มต่อ" หรือความได้เปรียบที่ชัดเจน สิ่งเดียวที่เราสามารถสร้างขึ้นมาได้คือ "ประสบการณ์" ที่มากกว่าและหลากหลายกว่าคนอื่น ประสบการณ์เหล่านี้จะกลายเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และค้นพบจุดแข็งที่ซ่อนอยู่</p>
<p>การทบทวนประสบการณ์ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วหยุด เพราะเมื่อเราได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เราอาจค้นพบจุดแข็งที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรืออาจพบว่าจุดแข็งที่เราคิดว่ามีอยู่นั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จุดแข็งที่แท้จริง</p>
<h2><strong>กรณีศึกษา: ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ทั้งสองวิธี</strong></h2>
<p>นางสาวสุมิตรา วัย 28 ปี ที่ทำงานในบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทั้งสองวิธีในการค้นหาจุดแข็ง เธอเล่าว่า "ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรพิเศษ ทำงานธรรมดาๆ ไม่โดดเด่นในด้านไหน"</p>
<p>เมื่อเธอเริ่มถามเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า เธอพบว่าหลายคนมองว่าเธอมีความสามารถในการทำให้คนที่ขัดแย้งกันมานั่งคุยกันได้อย่างสร้างสรรค์ "ตอนแรกผมไม่คิดว่านี่เป็นความสามารถอะไร เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอเพื่อนบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ ผมเลยเริ่มสนใจ"</p>
<p>เมื่อย้อนดูประสบการณ์ที่ผ่านมา เธอพบว่าตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เธอมักจะเป็นคนที่เพื่อนๆ มาขอให้ช่วยไกล่เกลี่ยเวลามีปัญหา และเธอก็สามารถทำได้โดยไม่รู้สึกเครียด "ผมเพิ่งรู้ว่าการไกล่เกลี่ยและการสร้างบรรยากาศที่ดีในทีมเป็นทักษะที่มีค่า และผมสามารถพัฒนามันให้เป็นจุดเชี่ยวชาญได้"</p>
<p>ปัจจุบันเธอได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีมโครงการพิเศษ โดยมีหน้าที่หลักในการประสานงานระหว่างแผนกต่างๆ ที่มักจะมีความขัดแย้งกัน "ผมใช้เวลาน้อยกว่าคนอื่นในการทำให้ทุกคนเข้าใจกัน และรู้สึกสนุกกับงานมากขึ้น เพราะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ผมเก่งจริงๆ"</p>
<h2><strong>ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงในการค้นหาจุดแข็ง</strong></h2>
<p>การค้นหาจุดแข็งมีข้อผิดพลาดหลายประการที่หลายคนมักจะเจอ ข้อผิดพลาดแรกคือการสับสนระหว่าง "สิ่งที่ชอบ" กับ "สิ่งที่เก่ง" หลายคนเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เราชอบทำคือจุดแข็งของเรา แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราอาจชอบทำบางสิ่งแต่ไม่ได้เก่งในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ หรือในทางตรงกันข้าม เราอาจเก่งในบางเรื่องแต่ไม่ได้ชอบมันมากนัก</p>
<p>ข้อผิดพลาดที่สองคือการมองหาจุดแข็งในขอบเขตที่แคบเกินไป หลายคนมักจะมองหาจุดแข็งเฉพาะในงานหรือการเรียนเท่านั้น แต่จุดแข็งที่แท้จริงอาจปรากฏในด้านอื่นๆ ของชีวิต เช่น การเข้าสังคม การจัดการอารมณ์ การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือการดูแลผู้อื่น</p>
<p>ข้อผิดพลาดที่สามคือการยอมแพ้เร็วเกินไป เมื่อไม่พบจุดแข็งที่ชัดเจนในระยะสั้น บางคนอาจสรุปว่าตัวเองไม่มีจุดแข็งอะไรพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การค้นหาจุดแข็งต้องอาศัยเวลาและความอดทน เพราะบางครั้งจุดแข็งที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ลึกหรือต้องการประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อจะเผยออกมา</p>
<p>ข้อผิดพลาดสุดท้ายคือการเปรียบเทียบกับคนอื่นมากเกินไป การที่เราไม่เก่งในสิ่งที่คนอื่นเก่งไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีจุดแข็ง จุดแข็งของแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว และสิ่งสำคัญคือการหาจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเราเอง ไม่ใช่การพยายามเลียนแบบจุดแข็งของคนอื่น</p>
<h2><strong>การใช้ประโยชน์จากจุดแข็งอย่างมีกลยุทธ์</strong></h2>
<p>เมื่อค้นพบจุดแข็งแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันคือการนำจุดแข็งนั้นมาใช้ประโยชน์อย่างมีกลยุทธ์ การรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนการสร้างมูลค่าจากจุดแข็งนั้นต้องอาศัยการวางแผนและการปฏิบัติที่ชาญฉลาด</p>
<p>ขั้นแรกคือการพัฒนาจุดแข็งให้กลายเป็นจุดเชี่ยวชาญ โดยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและการหาโอกาสใช้จุดแข็งนั้นในสถานการณ์ที่หลากหลาย การเปลี่ยนจาก "เก่ง" เป็น "เชี่ยวชาญ" ต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่น แต่ผลตอบแทนที่ได้จะคุ้มค่ามาก</p>
<p>ขั้นที่สองคือการหาวิธีใช้จุดแข็งของตัวเองเพื่อแก้ปัญหาที่สำคัญของคนอื่นหรือองค์กร เมื่อเราสามารถใช้จุดแข็งของเราแก้ปัญหาที่คนอื่นแก้ไม่ได้ หรือแก้ได้แต่ใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่า เราจะสร้างมูลค่าที่สูงและได้รับการยอมรับ</p>
<p>ขั้นที่สามคือการสร้างเครือข่ายที่เสริมกันและกัน แทนที่จะพยายามแก้ไขจุดอ่อนทุกอย่างของตัวเอง เราควรหาคนที่มีจุดแข็งในส่วนที่เราอ่อน และนำจุดแข็งของเรามาเสริมจุดอ่อนของเขา การสร้างพันธมิตรแบบนี้จะทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง</p>
<h2><strong>จุดแข็งกับการสร้างโอกาสในชีวิต</strong></h2>
<p>การรู้จักจุดแข็งของตัวเองไม่เพียงแต่ช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างโอกาสในชีวิต เมื่อเราเข้าใจว่าตัวเองเก่งอะไร เราจะสามารถมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น และสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า การรู้จักจุดแข็งทำให้เรามีความมั่นใจในการตัดสินใจ เพราะเรารู้ว่าเรามีความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ที่ต้องใช้จุดแข็งนั้น ความมั่นใจนี้จะส่งผลให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีเกินความคาดหวัง</p>
<p>นอกจากนี้ การรู้จักจุดแข็งยังช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจขีดความสามารถของตัวเอง เราจะรู้ว่าโอกาสไหนที่เราควรคว้า และโอกาสไหนที่เราควรปล่อยผ่าน การตัดสินใจที่ดีขึ้นนี้จะช่วยให้เราประหยัดเวลาและพลังงาน และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่เรามีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด</p>
<h2><strong>ความท้าทายในการนำจุดแข็งไปใช้ในยุคปัจจุบัน</strong></h2>
<p>แม้ว่าการค้นหาและใช้จุดแข็งจะเป็นหลักการที่ดี แต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การนำหลักการนี้ไปใช้มีความท้าทายหลายประการ ความท้าทายแรกคือการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บางจุดแข็งที่เคยมีค่าอาจกลายเป็นเรื่องธรรมดาหรือถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร</p>
<p>ความท้าทายที่สองคือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงานโลก การที่เรามีจุดแข็งในบางเรื่องไม่ได้การันตีว่าเราจะมีความได้เปรียบเสมอไป เพราะคนจากทั่วโลกสามารถแข่งขันในตลาดเดียวกันได้ง่ายขึ้น</p>
<p>ความท้าทายที่สามคือความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จุดแข็งที่ตลาดต้องการในวันนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการในอนาคต ดังนั้น การพัฒนาจุดแข็งจึงต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้</p>
<h2><strong>แนวโน้มอนาคตของการพัฒนาจุดแข็ง</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอนาคต การพัฒนาจุดแข็งจะเน้นไปที่ความสามารถที่เครื่องจักรไม่สามารถทดแทนได้ง่าย เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน และการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล</p>
<p>นอกจากนี้ แนวโน้มการทำงานแบบร่วมมือข้ามสาขาวิชาจะทำให้การมีจุดแข็งที่หลากหลายและการสามารถเชื่อมโยงจุดแข็งต่างๆ เข้าด้วยกันกลายเป็นความสามารถที่มีค่ามากขึ้น คนที่สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศาสตร์หรือทักษะต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น</p>
<p>การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการปรับตัวจะกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการปรับใช้จุดแข็งเดิมในสถานการณ์ใหม่จะเป็นสิ่งที่แยกแยะคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป</p>
<h2><strong>บทสรุป: เส้นทางสู่ความสำเร็จผ่านการค้นหาจุดแข็ง</strong></h2>
<p>การค้นหาและพัฒนาจุดแข็งของตัวเองเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการทำงานอย่างเป็นระบบ แต่ผลตอบแทนที่ได้คือชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และความสำเร็จที่ยั่งยืน</p>
<p>การใช้คนรอบข้างเป็นกระจกสะท้อนความสามารถและการย้อนดูประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการค้นหาจุดแข็ง แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการนำจุดแข็งที่ค้นพบมาพัฒนาให้เป็นจุดเชี่ยวชาญ และการใช้จุดแข็งนั้นในการสร้างมูลค่าให้กับตัวเองและสังคม</p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น การมีจุดแข็งที่ชัดเจนและการสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนั้นอย่างมีกลยุทธ์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกแยะผู้ชนะออกจากผู้แพ้ ดังนั้น การลงทุนเวลาและความพยายามในการค้นหาและพัฒนาจุดแข็งจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตของเราเอง</p>
<p>ท้ายที่สุดแล้ว การรู้จักจุดแข็งของตัวเองไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ยังจะทำให้เรามีความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เราเก่งและมีความหมายสำหรับเรา นั่นคือเส้นทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริงและยั่งยืน</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>จงยอมทำงานหนักเพื่อให้เป้าหมายวิ่งมาหา: เปิดสูตรลับความสำเร็จของผู้นำระดับโลก</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:36:17 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[การทำงานหนักและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่ความสำเร็จ โดยไม่ต้องรอให้ชีวิตเดินหน้าแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทาง
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการงานมีความรุนแรงมากขึ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038577-2025-06-27_223553.png" /></p>
<p><strong>การทำงานหนักและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูสู่ความสำเร็จ โดยไม่ต้องรอให้ชีวิตเดินหน้าแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทาง</strong></p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการงานมีความรุนแรงมากขึ้น หลายคนยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่คิดว่าการทำงานไปวันๆ แบบสบายๆ จะพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ แต่ความจริงแล้ว หากต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่างจากเดิม เราจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานและแนวคิดของตัวเองให้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่</p>
<p><strong>ทำไมการทำงานหนักจึงเป็นหัวใจของความสำเร็จ</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและนักวิเคราะห์ธุรกิจชี้ให้เห็นว่า การทำงานแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้น เป็นเหมือนการเดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง ในขณะที่การทำงานหนักอย่างมีสติและมีทิศทางจะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้เร็วขึ้น</p>
<p>การเป็นคนส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่นๆ นั้น มักมาจากการมีวิธีคิดและวิธีการทำงานที่แตกต่างจากคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยอมทำงานหนักในช่วงเวลาที่คนอื่นไม่ทำงาน หรือการลงทุนเวลาและความพยายามมากกว่าที่คนอื่นๆ ยอมทำ</p>
<p>นักจิตวิทยาการพัฒนาตนเองระบุว่า "ไม่มีใครได้รับผลลัพธ์ใหม่จากการทำงานแบบเดิม" ดังนั้น หากเราต้องการความสำเร็จที่แตกต่าง เราจำเป็นต้องยอมแลกเวลาเพื่อกัดฟันทำงานหนักมากกว่าเดิม</p>
<p><strong>สองปัจจัยสำคัญที่กั้นเป้าหมายจากความสำเร็จ</strong></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การทำงานหนักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่า มีสองสิ่งสำคัญที่มักจะกั้นเป้าหมายของเราจากความสำเร็จ ได้แก่ "ความสามารถ" และ "จังหวะเวลา"</p>
<p><strong>ความสามารถ - รากฐานของความสำเร็จ</strong></p>
<p>ความสามารถที่เรามี ความรู้ที่เราได้สะสม และทักษะที่เราได้พัฒนา สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดวิธีคิดและวิธีการทำงานของเรา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ผู้ประสบความสำเร็จหลายคนได้ผ่านมา</p>
<p>ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Tesla และ SpaceX เขายอมรับว่า ในช่วงแรกของการสร้างบริษัท Tesla เขาเคยนำถุงนอนไปนอนที่โรงงานเพื่อตรวจสอบคุณภาพของรถยนต์ในสายพานการผลิต และทำงานหนักถึงวันละ 17 ชั่วโมง เพื่อให้บริษัทประสบความสำเร็จ</p>
<p>แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กว่าที่เขาจะสร้างบริษัท Tesla ได้สำเร็จ อีลอน มัสก์ ได้ผ่านการสร้างบริษัทมาแล้วหลายบริษัท อาทิ Zip2 และ PayPal รวมถึงโปรเจกต์ SpaceX ด้วย</p>
<p>การที่เขาสามารถสร้างบริษัทต่างๆ ได้สำเร็จนั้น เพราะเขาได้ศึกษาและพัฒนาความรู้ในหลากหลายสาขา ทั้งศาสตร์การบริหาร วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และการเขียนโปรแกรม</p>
<p>ดังนั้น แม้ว่าการทำงานหนักในเวลาที่คนอื่นหยุดพักจะช่วยให้บริษัทของอีลอน มัสก์ ดำเนินการและพัฒนาต่อไปได้ แต่สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ เขาต้องมีความรู้และความสามารถเพื่อสร้างแต่ละบริษัทให้ประสบความสำเร็จ</p>
<p><strong>จังหวะเวลา - โอกาสทองที่ต้องคว้า</strong></p>
<p>แม้ว่าเราจะมีความสามารถและทำงานหนักมากเพียงใด หากจังหวะเวลาไม่เหมาะสม ความสำเร็จที่เราฝันไว้ก็อาจจะยังไม่เคาะประตูหาเรา</p>
<p>นักวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ชี้ให้เห็นว่า เราทุกคนมีทรัพย์สินด้านเวลาประมาณ 4,000 กว่าสัปดาห์ในชีวิต และในช่วงเวลา 4,000 กว่าสัปดาห์นี้เอง มีจังหวะเวลาและโอกาสต่างๆ ซ่อนอยู่มากมาย</p>
<p>แต่หากเราทำงานแบบเรื่อยๆ และรอให้เวลาผ่านไปเพื่อให้เป้าหมายที่สำเร็จเดินมาหา เราอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะจังหวะเวลาในการคว้าโอกาสนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถที่เรามี และความสามารถที่เรามีเกิดขึ้นจากการ "ทำงานหนักจนมีทักษะที่เชี่ยวชาญ"</p>
<p><strong>เรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ: จากคนไร้บ้านสู่เศรษฐีล้านดอลลาร์</strong></p>
<p>หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานหนักและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม คือเรื่องราวของ คริส การ์ดเนอร์ ผู้ที่ภายหลังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์ดังอย่าง "The Pursuit of Happyness"</p>
<p>คริส การ์ดเนอร์ เริ่มต้นชีวิตในซานฟรานซิสโกด้วยการเป็นเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์ แต่ธุรกิจไม่ได้รุ่งเรืองอย่างที่เขาคาดหวัง รายได้จากการขายที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้เขามักจะทะเลาะกับภรรยา จนในที่สุดภรรยาก็ทิ้งเขาและลูกไป</p>
<p><strong>ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด</strong></p>
<p>ด้วยสภาพทางการเงินที่แย่ลง ทำให้เขาและลูกไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง จนต้องไปนอนในห้องน้ำสาธารณะและขออาหารจากสวัสดิการสำหรับคนไร้บ้าน</p>
<p>ในแต่ละวัน คริส การ์ดเนอร์ ต้องรับส่งลูกที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก พร้อมกับทำงานเป็นเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว แม้จะอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก แต่เขายังคงมีความเชื่อเล็กๆ ที่ว่า "ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น"</p>
<p><strong>จังหวะเวลาที่เปลี่ยนชีวิต</strong></p>
<p>ความโชคดีเล็กๆ ได้เกิดขึ้นในชีวิตของคริส การ์ดเนอร์ ขณะที่เขากำลังนั่งบนรถแท็กซี่ เขาได้พบกับผู้บริหารจากบริษัทนายหน้าขายหุ้น ดีน วินเทอร์ เรย์โนลด์</p>
<p>ผู้บริหารคนนั้นเห็นถึงความสามารถของคริส การ์ดเนอร์ ในด้านตัวเลข จึงเสนอให้เขาไปสัมภาษณ์งานเป็นนายหน้าขายหุ้นที่บริษัท นี่เองคือจังหวะเวลาที่สร้างโอกาสให้คริส การ์ดเนอร์ ได้รับความรู้และความสามารถในการสร้างบริษัทนายหน้าค้าหุ้นของตัวเอง</p>
<p>ภายหลัง เขากลายเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่มีชื่อเสียง และเรื่องราวของเขาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังระดับโลก</p>
<p><strong>บทเรียนจากความสำเร็จ</strong></p>
<p>เรื่องราวของคริส การ์ดเนอร์ สอนให้เรารู้ว่า หากเรามีความเชื่อและมุ่งมั่นในการทำงานหนัก พร้อมทั้งรอจังหวะการคว้าโอกาสให้ดี โอกาสที่เราคว้าไว้ได้อาจเปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล</p>
<p>การทำงานหนักรวมถึงการรอจังหวะเวลา ไม่ได้ช่วยให้ความสำเร็จมาหาเราเร็วขึ้น แต่เป็นเราเองที่กำลังวิ่งไปหาความสำเร็จได้เร็วขึ้น</p>
<p><strong>สูตรลับของการทำงานหนักเพื่อความสำเร็จ</strong></p>
<p>จากการศึกษาเรื่องราวของผู้ประสบความสำเร็จต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญได้สรุปสูตรลับของการทำงานหนักเพื่อประสบความสำเร็จไว้ดังนี้</p>
<p>ประการแรก "จงทำงานหนักเพื่อพัฒนาความสามารถ" การลงทุนเวลาและความพยายามในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ การพัฒนาความรู้ในสาขาที่เราสนใจ และการสร้างความเชี่ยวชาญในงานที่เราทำ จะเป็นรากฐานสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จ</p>
<p>ประการที่สอง "ทำงานหนักเพื่อรอจังหวะเวลาที่จะคว้าโอกาสไว้" การเตรียมตัวให้พร้อมและการมีความอดทนในการรอคอยโอกาสที่เหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถคว้าโอกาสได้เมื่อมันมาถึง</p>
<p><strong>การแซงหน้าคนส่วนใหญ่</strong></p>
<p>แม้ว่าในตอนนี้เป้าหมายของเราอาจจะยังไม่สำเร็จ แต่การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง จะทำให้เราเก่งขึ้นจนสามารถแซงหน้าคนส่วนใหญ่ได้อย่างแน่นอน</p>
<p>นักจิตวิทยาการพัฒนาตนเองเสริมว่า "ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นในการทำงานหนักและการรู้จักรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสม"</p>
<p><strong>ข้อสรุป: เปลี่ยนแนวคิดเพื่อเปลี่ยนชีวิต</strong></p>
<p>ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทำงานแบบเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทางจะไม่สามารถพาเราไปสู่ความสำเร็จได้ การยอมทำงานหนักเพื่อให้เป้าหมายวิ่งมาหา ต้องการทั้งการพัฒนาความสามารถและการรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม</p>
<p>ดังนั้น แทนที่จะทำงานไปวันๆ แล้วปล่อยให้ชีวิตยังอยู่ "ที่เดิม" เราควรเริ่มต้นปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงานของเราให้แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ เพื่อที่เราจะได้เป็นคนส่วนน้อยที่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่คาดไว้</p>
<p>การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะไม่ง่าย แต่หากเรามีความมุ่งมั่นและความอดทน เราจะพบว่าความสำเร็จที่เราฝันไว้จะไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่อยู่ในมือของเราเองที่จะไปคว้ามันมา</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>วิจัยเผยกฎ 2 นาทีจากหนังสือดัง &quot;Getting Things Done&quot; ช่วยเอาชนะนิสัยขี้เกียจได้จริง</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e-2-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:33:29 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองชี้ว่า &quot;ความขี้เกียจ&quot; เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางสู่ความสำเร็จ แต่สามารถเอาชนะได้ด้วยหลักการง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียง 2 นาที
ในยุคที่ทุกคนต่างมีเป้าหมา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038409-2025-06-27_223305.png" /></p>
<p><strong>นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองชี้ว่า "ความขี้เกียจ" เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางสู่ความสำเร็จ แต่สามารถเอาชนะได้ด้วยหลักการง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียง 2 นาที</strong></p>
<p>ในยุคที่ทุกคนต่างมีเป้าหมายและความฝันที่อยากบรรลุ แต่หลายคนกลับพบว่าตัวเองติดอยู่กับนิสัยขี้เกียจที่ดูเหมือนจะเป็นกำแพงขวางทางสู่ความสำเร็จ นักจิตวิทยาพฤติกรรมและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเวลาระดับโลกได้ชี้ให้เห็นว่า "ความขี้เกียจ" ไม่ใช่สิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากเรารู้จักใช้เทคนิคที่ถูกต้อง</p>
<h2><strong>นิสัยขี้เกียจ: ศัตรูที่มองไม่เห็นของความสำเร็จ</strong></h2>
<p>การวิจัยด้านจิตวิทยาพฤติกรรมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการก่อตัวของนิสัย นักวิจัยพบว่าการสร้างนิสัยที่ดีต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ย 66 วัน ในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจึงจะติดเป็นนิสัยถาวร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและความมุ่งมั่นอย่างมาก</p>
<p>ในทางตรงกันข้าม "นิสัยที่แย่" กลับสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องฝึกฝนหรือใช้ความพยายามใดๆ เลย ความขี้เกียจเป็นหนึ่งในนิสัยเหล่านี้ที่สามารถแทรกซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างง่ายดาย และสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้</p>
<p><strong>ผลกระทบของความขี้เกียจต่อการทำงานและชีวิต</strong></p>
<p>ดร.สมชาย วิริยะกุล นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า "ความขี้เกียจทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งที่ป้องกันไม่ให้เราเริ่มต้นดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อเป้าหมายที่เราตั้งไว้ นอกจากนี้ ความขี้เกียจยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เราใช้เวลาไปโดยไร้ประโยชน์ ซึ่งส่งผลให้เสียโอกาสในการพัฒนาตนเองและก้าวไปสู่ความสำเร็จ"</p>
<p>การศึกษาของสถาบันวิจัยพฤติกรรมคนทำงานแห่งสหรัฐอเมริกาในปี 2023 พบว่า คนที่มีนิสัยขี้เกียจมีแนวโน้มที่จะพัฒนานิสัยผัดวันประกันพรุ่งมากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า และนิสัยนี้ส่งผลให้เป้าหมายที่ตั้งไว้กลายเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง</p>
<h2><strong>David Allen และการปฏิวัติด้วย "กฎ 2 นาที"</strong></h2>
<p>David Allen ผู้เขียนหนังสือ "Getting Things Done" ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหนังสือด้านการจัดการเวลาและความเครียดที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหานิสัยขี้เกียจด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "กฎ 2 นาที" (The 2-Minute Rule)</p>
<p><strong>กฎ 2 นาที: หลักการง่ายๆ ที่เปลี่ยนชีวิต</strong></p>
<p>กฎ 2 นาทีมีหลักการที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ "หากสิ่งที่ต้องทำใช้เวลาน้อยกว่า 2 นาที ให้เริ่มทำได้เลยทันที" หลักการนี้อาจดูเรียบง่าย แต่เมื่อนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมและผลผลิตในการทำงาน</p>
<p>Allen อธิบายว่า หลักการนี้ทำงานบนพื้นฐานของจิตวิทยาการสร้างแรงจูงใจ เมื่อเราทำงานเล็กๆ เสร็จไปหนึ่งชิ้น สมองจะปล่อยสารโดปามีนซึ่งเป็นสารเคมีที่สร้างความรู้สึกพึงพอใจและความสำเร็จ สารนี้จะกระตุ้นให้เราอยากทำงานต่อไปและสร้างโมเมนตัมในการดำเนินงาน</p>
<h2><strong>ตัวอย่างการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน</strong></h2>
<p>เพื่อให้เข้าใจการประยุกต์ใช้กฎ 2 นาทีในชีวิตจริง ลองพิจารณาตัวอย่างของการเริ่มต้นการออกกำลังกายในตอนเช้า ถึงแม้ว่าการวิ่งออกกำลังกายอาจใช้เวลา 30-45 นาที แต่การกระทำเล็กๆ เช่น การตื่นนอนแล้วรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าวิ่ง ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที จะช่วยสร้างแรงใจและโมเมนตัมให้เราเริ่มต้นวิ่งได้</p>
<p><strong>การสะสมชัยชนะเล็กๆ สู่ความสำเร็จใหญ่</strong></p>
<p>ผศ.ดร.อนันต์ สุขสมบูรณ์ จากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า "งานทุกงานที่เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดโต๊ะทำงาน การรดน้ำต้นไม้ หรือการจัดที่นอน จะกลายเป็นเปลวไฟที่ให้พลังงานแก่เราตลอดทั้งวัน การทำงานเล็กๆ เหล่านี้ให้เสร็จจะสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมรอบตัวได้ และเป็นการเริ่มต้นวันด้วยการมีชัยชนะเล็กๆ"</p>
<h2><strong>ปรัชญาเบื้องหลัง: ความเชื่อมโยงกับ "Make Your Bed"</strong></h2>
<p>กฎ 2 นาทีของ David Allen มีปรัชญาเบื้องหลังที่คล้ายคลึงกับแนวคิด "Make Your Bed" ของ Admiral William H. McRaven ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ Navy SEALs ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่เคยกล่าวในสุนทรพจนที่โด่งดังว่า "ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงโลก ให้เริ่มต้นด้วยการเก็บที่นอน"</p>
<p><strong>หลักการเดียวกัน: การเริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ</strong></p>
<p>ทั้งกฎ 2 นาทีและการจัดที่นอนต่างมีหลักการพื้นฐานเดียวกัน คือ การทำงานเล็กๆ ให้เสร็จสิ้น แล้วใช้ความสำเร็จนั้นเป็นแรงใจในการเริ่มต้นวันด้วยไฟที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น</p>
<p>McRaven อธิบายว่า "เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและทำงานแรกของวันให้เสร็จ คุณจะรู้สึกภาคภูมิใจ และสิ่งนี้จะกระตุ้นให้คุณทำงานต่อไป แล้วงานต่อไป และต่อไป จนกระทั่งวันสิ้นสุดลง งานเล็กๆ หนึ่งชิ้นที่คุณทำเสร็จจะกลายเป็นหลายชิ้น"</p>
<h2><strong>กระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน</strong></h2>
<p>การวิจัยด้านประสาทวิทยาได้แสดงให้เห็นว่า งานชิ้นเล็กๆ ที่เราทำเสร็จไปนั้น ไม่ได้ทำให้เรากำจัดนิสัยขี้เกียจได้ในทันที แต่มันจะเป็นชัยชนะเล็กๆ ที่สะสมไปเรื่อยๆ จนสามารถลดทอนนิสัยขี้เกียจได้ในที่สุด</p>
<p><strong>ผลเสียของการละเลยงานเล็กๆ</strong></p>
<p>ในทางตรงกันข้าม หากเราละเลยและไม่ยอมทำงานชิ้นเล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไป งานชิ้นเล็กๆ จำนวนมากที่เราค้างคาไว้จะสะสมและบั่นทอนจิตใจไปทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดเราจะไม่สามารถสร้างนิสัยที่ดีและกำจัดนิสัยขี้เกียจได้อีกเลย</p>
<p>ดร.วิรุณ ทองประยูร นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดพฤติกรรม อธิบายว่า "เมื่องานเล็กๆ สะสมมากขึ้น มันจะสร้างภาระทางจิตใจที่เรียกว่า 'cognitive load' หรือภาระความคิด ทำให้สมองต้องใช้พลังงานในการคิดถึงงานที่ยังไม่เสร็จเหล่านั้น ส่งผลให้เราเหนื่อยล้าทางจิตใจและมีแรงจูงใจในการทำงานลดลง"</p>
<h2><strong>การประยุกต์ใช้ในยุคดิจิทัล</strong></h2>
<p>ในยุคที่เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การประยุกต์ใช้กฎ 2 นาทีมีความสำคัญมากขึ้น นักวิจัยพบว่า คนยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะมีช่วงสมาธิที่สั้นลงเนื่องจากการถูกรบกวนจากการแจ้งเตือนต่างๆ</p>
<p><strong>เทคนิคการใช้กฎ 2 นาทีในยุคดิจิทัล</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประยุกต์ใช้กฎ 2 นาทีกับกิจกรรมดิจิทัล เช่น การตอบอีเมลสั้นๆ การลบไฟล์ที่ไม่จำเป็น หรือการอัปเดตรายการงานในแอปพลิเคชันจัดการงาน การกระทำเหล่านี้ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที แต่สามารถช่วยสร้างความรู้สึกว่าเราควบคุมสภาพแวดล้อมดิจิทัลของเราได้</p>
<h2><strong>ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเริ่มต้น</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและการจัดการเวลาได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มใช้กฎ 2 นาทีในชีวิตประจำวัน:</p>
<p><strong>เริ่มต้นด้วยงานที่เห็นผลชัดเจน</strong></p>
<p>เลือกงานที่เมื่อทำเสร็จแล้วจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เช่น การจัดโต๊ะทำงาน การล้างจาน หรือการตอบข้อความ งานเหล่านี้จะให้ความรู้สึกพึงพอใจทันทีและสร้างแรงจูงใจให้ทำงานต่อไป</p>
<p><strong>สร้างรายการงาน 2 นาที</strong></p>
<p>จดบันทึกงานต่างๆ ที่สามารถทำเสร็จภายใน 2 นาที และจัดลำดับความสำคัญ เริ่มต้นด้วยงานที่ง่ายที่สุดเพื่อสร้างโมเมนตัม</p>
<p><strong>ใช้เทคนิค "ผูกโซ่"</strong></p>
<p>เชื่อมโยงงาน 2 นาทีกับนิสัยที่มีอยู่แล้ว เช่น หลังจากแปรงฟันเสร็จ ให้ทำการจัดที่นอน หรือหลังจากดื่มกาแฟ ให้ตรวจสอบอีเมลสั้นๆ</p>
<h2><strong>เส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน</strong></h2>
<p>การเอาชนะนิสัยขี้เกียจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอ กฎ 2 นาทีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ช่วยสร้างรากฐานของนิสัยที่ดี</p>
<p><strong>การสร้างวินัยและความสม่ำเสมอ</strong></p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า การสร้างนิสัยของนักลงมือทำต้องอาศัยการทำในสิ่งที่ต้องทำด้วยวินัยเท่าที่มี และความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ แม้ในวันที่ไม่มีแรงจูงใจ การยึดมั่นในหลักการและทำอย่างต่อเนื่องจะทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายกลายเป็นเป้าหมายที่เราปรารถนา</p>
<h2><strong>บทสรุป: อนาคตที่ไม่มีขีดจำกัด</strong></h2>
<p>ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีนิสัยที่ดีและการกำจัดความขี้เกียจไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จส่วนบุคคล แต่เป็นทักษะที่จำเป็นต่อการอยู่รอดและการเจริญเติบโตในสังคม</p>
<p>กฎ 2 นาทีจาก David Allen ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นและการคงไว้ซึ่งความสม่ำเสมอ</p>
<p><strong>ข้อความสำคัญสำหรับผู้อ่าน</strong></p>
<p>เพื่อไม่ให้เป้าหมายของเรากลายเป็นเพียงความฝัน เราต้องไม่ยอมให้ความขี้เกียจมาเบนเข็มทิศไปจากสิ่งที่เราตั้งใจไว้ การเริ่มต้นด้วยการใช้กฎ 2 นาที การสร้างนิสัยของนักลงมือทำ การทำในสิ่งที่ต้องทำด้วยวินัยและความสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง</p>
<p>ดังที่ David Allen เคยกล่าวไว้ว่า "ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งใหญ่โตในครั้งเดียว แต่เกิดจากการทำสิ่งเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็นสิ่งใหญ่โต" และกฎ 2 นาทีคือจุดเริ่มต้นที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8e-2-%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ผู้เชี่ยวชาญเผย &quot;ความขยันอย่างฉลาด&quot; คือกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ใช่การทำงานนานที่สุด</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2/</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:31:51 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการทำงานทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและการบริหารเวลาชี้ให้เห็นว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเป็น &quot;คนทำงา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038311-2025-06-27_223144.png" /></p>
<p>ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจและการทำงานทวีความรุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองและการบริหารเวลาชี้ให้เห็นว่า การที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้อยู่ที่การเป็น "คนทำงานนานที่สุด" แต่อยู่ที่การเป็น "คนที่ใช้เวลาได้คุ้มค่าที่สุด" หรือที่เรียกว่า "ความขยันอย่างฉลาด"</p>
<p>แนวคิดนี้กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และคนทำงานทั่วไป ที่ต้องการความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่ต้องการเสียสุขภาพและเวลาสำคัญกับครอบครัว</p>
<h2><strong>ความขยันแบบเก่า VS ความขยันอย่างฉลาด</strong></h2>
<p>ดร.สมชาย วงศ์ประสิทธิ์ นักจิตวิทยาองค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเวลา อธิบายว่า "ความขยันแบบเดิมที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ มักจะเน้นที่ 'ปริมาณ' มากกว่า 'คุณภาพ' คือการทำงานหนัก ทำงานนาน ทำงานโดยไม่หยุดพัก แต่ความขยันอย่างฉลาดจะเน้นที่ 'ประสิทธิภาพ' และ 'ผลลัพธ์' มากกว่า"</p>
<p>ผลการศึกษาจากสถาบันการจัดการชั้นนำของประเทศ พบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นคนที่ทำงานนานที่สุด แต่เป็นคนที่สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการวางแผนที่ชัดเจน</p>
<h2><strong>หลักการสำคัญของความขยันอย่างฉลาด</strong></h2>
<h3><strong>1. การวางเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดเริ่มต้นจากการวางเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่การทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดไหน คุณสมหญิง ธนาพร กิจเจริญ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ กล่าวว่า "ผมใช้เวลาวันละ 8 ชั่วโมงในการทำงาน แต่ผมใช้เวลา 30 นาทีทุกเช้าในการวางแผนว่าวันนี้จะทำอะไรบ้าง อะไรสำคัญที่สุด และจะวัดผลอย่างไร"</p>
<h3><strong>2. การจัดลำดับความสำคัญแบบเฉียบคม</strong></h3>
<p>หลักการ 80/20 หรือ Pareto Principle เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของความขยันอย่างฉลาด ที่เน้นว่า 20% ของงานที่เราทำ จะสร้างผลลัพธ์ 80% ของความสำเร็จ การระบุและมุ่งเน้นไปที่ 20% นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ</p>
<p>นายวิชิต อุดมรัตน์ ผู้ก่อตั้งธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ เล่าว่า "ตอนแรกผมทำงาน 12-14 ชั่วโมงต่อวัน แต่ธุรกิจไม่เติบโต พอเริ่มใช้หลักการจัดลำดับความสำคัญ ผมทำงานเพียง 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยอดขายเพิ่มขึ้น 300% ภายในหนึ่งปี"</p>
<h3><strong>3. การเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดไม่ได้หมายถึงการทำงานด้วยวิธีเดิมๆ ตลอดเวลา แต่เป็นการเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ เพื่อทำงานให้ได้ผลดีขึ้น การลงทุนเวลาในการเรียนรู้ทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงาน และการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ</p>
<h2><strong>ข้อผิดพลาดที่ทำให้ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง</strong></h2>
<h3><strong>1. การทำงานแบบไร้ทิศทาง</strong></h3>
<p>ปัญหาหลักของคนที่ขยันแต่ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง คือการขาดทิศทางที่ชัดเจน ทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ผลที่ตามมาคือความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ และการไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน</p>
<h3><strong>2. การเข้าใจผิดเรื่องการทำงานหนัก</strong></h3>
<p>หลายคนคิดว่าการทำงานหนักหมายถึงการทำงานนาน การไม่พักผ่อน และการทำงานทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำงานหนักที่ถูกต้อง คือการทำงานอย่างมีสมาธิ มีเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพ</p>
<h3><strong>3. การไม่รู้จักมอบหมายงานและใช้ประโยชน์จากผู้อื่น</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดรวมถึงการรู้จักมอบหมายงาน การทำงานเป็นทีม และการใช้ประโยชน์จากความสามารถของผู้อื่น ไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตนเอง</p>
<h2><strong>วิธีการเริ่มต้นความขยันอย่างฉลาด</strong></h2>
<h3><strong>1. ทำการวิเคราะห์การใช้เวลา</strong></h3>
<p>ขั้นตอนแรกคือการบันทึกว่าเราใช้เวลาไปกับอะไรบ้างในหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นวิเคราะห์ว่างานไหนที่สร้างผลลัพธ์มากที่สุด งานไหนที่เสียเวลาโดยไม่จำเป็น และกิจกรรมไหนที่ควรจะลดลงหรือตัดออก</p>
<h3><strong>2. กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว</strong></h3>
<p>การวางเป้าหมายควรใช้หลัก SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound) เพื่อให้มีความชัดเจนและวัดผลได้ เป้าหมายระยะสั้นจะช่วยสร้างแรงจูงใจและความมั่นใจ ในขณะที่เป้าหมายระยะยาวจะช่วยให้มีทิศทางที่ชัดเจน</p>
<h3><strong>3. พัฒนาทักษะการจัดการเวลา</strong></h3>
<p>การใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Time Blocking, Pomodoro Technique, และการใช้แอปพลิเคชันช่วยในการบริหารเวลา จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน</p>
<h3><strong>4. สร้างนิสัยที่ดี</strong></h3>
<p>ความขยันอย่างฉลาดไม่ใช่การทำอะไรครั้งเดียว แต่เป็นการสร้างนิสัยที่ดีในการทำงานและการใช้ชีวิต การตื่นเช้า การออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ และการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความขยันอย่างฉลาด</p>
<h2><strong>เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุน</strong></h2>
<p>ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตั้งแต่แอปพลิเคชันการจัดการงาน ระบบ CRM ระบบ Automation และ AI ที่ช่วยลดงานที่ไม่จำเป็น</p>
<p>นางสาวปิยธิดา ชัยวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อการทำงาน กล่าวว่า "การใช้เทคโนโลยีอย่างฉลาด สามารถช่วยประหยัดเวลาได้มากถึง 30-40% ของเวลาทำงานทั้งหมด เวลาที่ประหยัดได้นี้ สามารถนำไปใช้ในการคิดวางแผนเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาตนเอง หรือการพักผ่อนเพื่อให้มีพลังงานในการทำงานต่อไป"</p>
<h2><strong>ผลกระทบต่อสุขภาพและความสัมพันธ์</strong></h2>
<p>ความขยันอย่างฉลาดไม่เพียงแต่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในงาน แต่ยังช่วยรักษาสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและเพื่อน การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้มีเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย และใช้เวลากับคนที่รักมากขึ้น</p>
<p>ดร.นิรันด์ สุขเกษม แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์ ระบุว่า "คนที่ทำงานอย่างฉลาด มักจะมีระดับความเครียดที่ต่ำกว่า มีความสุขในการทำงานมากกว่า และมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าคนที่ทำงานหนักแบบไร้ทิศทาง"</p>
<h2><strong>กรณีศึกษาความสำเร็จ</strong></h2>
<p>บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้นำหลักการความขยันอย่างฉลาดมาใช้กับพนักงาน ผลที่ได้คือ ผลผลิตเพิ่มขึ้น 25% ในขณะที่ชั่วโมงการทำงานลดลง 15% พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น และอัตราการลาออกลดลงอย่างชัดเจน</p>
<h2><strong>ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจตนเอง ระบุจุดแข็งและจุดอ่อน หาวิธีการทำงานที่เหมาะสมกับตนเอง และไม่ควรเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีบริบทและความสามารถที่แตกต่างกัน</p>
<h2><strong>บทสรุป</strong></h2>
<p>ความขยันอย่างฉลาดเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงาน หรือผู้ประกอบการ การเปลี่ยนมุมมองจากการทำงาน "นาน" ไปเป็นการทำงาน "ฉลาด" จะช่วยให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น</p>
<p>การมีทิศทางที่ชัดเจน การจัดลำดับความสำคัญ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม คือหัวใจสำคัญของความขยันอย่างฉลาด ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและความสุขในชีวิต</p>
<p>ดังนั้น หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต จงเริ่มต้นด้วยการเป็น "คนขยันอย่างฉลาด" ไม่ใช่เพียงแค่ "คนขยัน" เพราะความแตกต่างเล็กๆ นี้ จะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างมากในระยะยาว</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%a2/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ &quot;วิธีคิด&quot; - นักวิจัยชี้สาเหตุแท้จริงที่ทำให้คนเราไม่ก้าวหน้า พร้อมเปิด 3 กลยุทธ์เปลี่ยนชีวิต</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Fri, 27 Jun 2025 15:28:44 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[งานวิจัยเผย Fixed Mindset คือปัญหาหลักที่ขัดขวางการพัฒนา
หลายคนมักเชื่อว่าเหตุผลที่ชีวิตยังคงอยู่ที่เดิมเป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น ขาดทุน ขาดโอกาส หรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่งานวิจัยล่...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://www.ad4ever.com/wp-content/uploads/wpforo/default_attachments/1751038124-2025-06-27_222803.png" /></p>
<h2><strong>งานวิจัยเผย Fixed Mindset คือปัญหาหลักที่ขัดขวางการพัฒนา</strong></h2>
<p>หลายคนมักเชื่อว่าเหตุผลที่ชีวิตยังคงอยู่ที่เดิมเป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น ขาดทุน ขาดโอกาส หรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย แต่งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Stanford กลับชี้ว่าสาเหตุหลักมาจาก "วิธีคิด" มากกว่าสิ่งอื่นใด</p>
<p>ศาสตราจารย์ Carol Dweck นักจิตวิทยาการศึกษาชื่อดังจากมหาวิทยาลัย Stanford ได้ทำการศึกษาเป็นเวลากว่า 30 ปี และพบข้อสรุปที่น่าประหลาดใจว่า คนที่มี "Fixed Mindset" หรือความเชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่ตายตัวและไม่สามารถพัฒนาได้ จะมีข้อจำกัดในการเติบโตอย่างมาก</p>
<p>"ผู้ที่เชื่อว่าพรสวรรค์และความฉลาดเป็นคุณสมบัติคงที่ มักจะหลีกเลี่ยงการท้าทาย กลัวความล้มเหลว และไม่กล้าออกจากพื้นที่ปลอดภัย" ศาสตราจารย์ Dweck อธิบายในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science</p>
<p>ในทางกลับกัน คนที่มี "Growth Mindset" หรือความเชื่อว่าความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนและความพยายาม จะแสดงพฤติกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตมากกว่า พวกเขาจะเห็นความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่มีความสามารถ</p>
<h2><strong>ความคิดเปลี่ยนโลก - บทเรียนจากผู้นำอุตสาหกรรม</strong></h2>
<p>แนวคิดเรื่องพลังของความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกธุรกิจ Henry Ford ผู้ก่อตั้งบริษัท Ford Motor ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เคยกล่าวคำพูดที่กลายเป็นคติธรรมสำหรับนักธุรกิจรุ่นหลังว่า "Whether you think you can, or you think you can't – you're right" (ไม่ว่าคุณจะคิดว่าทำได้หรือทำไม่ได้ คุณก็ถูกแล้ว)</p>
<p>นักจิตวิทยาการพัฒนาตัวเองหลายคนเชื่อว่า ประโยคนี้สะท้อนถึงความจริงพื้นฐานของการใช้ชีวิต ความเชื่อและทัศนคติของเรามีอิทธิพลอย่างมากต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น</p>
<p>"ทัศนคติไม่ใช่แค่การคิดในใจ แต่เป็นตัวกำหนดการกระทำ การตัดสินใจ และแม้แต่การมองเห็นโอกาส" ดร.สมชาย วงศ์วิทยา นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ อธิบายถึงความสำคัญของ mindset ในการใช้ชีวิต</p>
<h2><strong>3 หลักคิดเปลี่ยนชีวิต ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ</strong></h2>
<p>จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขา นักจิตวิทยาและโค้ชชีวิตหลายคนได้รวบรวมหลักคิดที่สำคัญที่สุด 3 ประการ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
<h3><strong>1. การรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง 100% - หลักคิดที่ปลดล็อกศักยภาพ</strong></h3>
<p>หลักคิดแรกที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญสูงสุดคือ การรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง 100% แม้จะฟังดูหนักหน่วงและเป็นภาระ แต่จริงๆ แล้วเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของตัวเรา</p>
<p>"การรับผิดชอบต่อชีวิต 100% ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคุณ แต่หมายความว่าคุณมีอำนาจในการเลือกวิธีตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น" ดร.วิชัย สุขใส นักจิตวิทยาองค์กรและผู้เขียนหนังสือเรื่องการพัฒนาตนเอง อธิบาย</p>
<p>การใช้หลักคิดนี้ในชีวิตประจำวันหมายถึงการเปลี่ยนมุมมองจาก "ทำไมต้องเป็นฉัน" เป็น "ฉันจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร" เมื่อเผชิญกับปัญหาหรือความท้าทาย</p>
<p>ตยอดยางที่ชัดเจนคือในสถานการณ์การทำงาน เมื่อโปรเจกต์ล้มเหลว แทนที่จะโทษลูกค้าที่เปลี่ยนใจ โทษผู้จัดการที่วางแผนไม่ดี หรือโทษทีมที่ทำงานไม่เต็มที่ ผู้ที่มีหลักคิดรับผิดชอบ 100% จะถามตัวเองว่า "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างในครั้งหน้าให้ผลลัพธ์ดีขึ้น"</p>
<p>นักจิตวิทยาหลายคนเปรียบเทียบหลักคิดนี้กับการเป็นกัปตันเรือ กัปตันที่ดีจะไม่โทษพายุที่พัดมา โทษคลื่นที่ซัด หรือโทษลูกเรือที่ทำผิดพลาด แต่จะมุ่งเน้นไปที่การนำเรือผ่านวิกฤตไปให้ได้</p>
<h3><strong>2. การโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้ - เทคนิคการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ</strong></h3>
<p>หลักคิดที่สองมาจากปรัชญาของนักปราชญ์โบราณ แต่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน นั่นคือการแบ่งแยกสิ่งต่างๆ ในชีวิตออกเป็น 2 ประเภท สิ่งที่ควบคุมได้ และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้</p>
<p>Stephen Covey นักเขียนหนังสือ "The 7 Habits of Highly Effective People" เรียกแนวคิดนี้ว่า "Circle of Influence vs Circle of Concern" ซึ่งอธิบายว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะโฟกัสพลังงานส่วนใหญ่ไปที่วงกลมแห่งอิทธิพล (สิ่งที่ควบคุมได้) มากกว่าวงกลมแห่งความกังวล (สิ่งที่ควบคุมไม่ได้)</p>
<p>"การรู้จักแยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน" ดร.ปรียา มานะดี นักจิตวิทยาคลินิกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าว</p>
<p>ในทางปฏิบัติ หลักคิดนี้หมายถึงการลงทุนเวลาและพลังงานไปกับสิ่งต่างๆ เช่น ทักษะของตัวเอง ความรู้ความสามารถ การเลือกสรรเพื่อน การวางแผนชีวิต การดูแลสุขภาพ และการควบคุมอารมณ์</p>
<p>แทนที่จะใช้เวลาไปกับการบ่นเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายรัฐบาล สภาพอากาศ หรือการกระทำของคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ที่ใช้หลักคิดนี้จะมุ่งเน้นไปที่การปรับตัวและหาโอกาสใหม่ๆ</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ แทนที่จะโทษสถานการณ์ภายนอก คนที่ประสบความสำเร็จจะใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ การสร้างเครือข่าย การหาแหล่งรายได้เสริม หรือการประหยัดค่าใช้จ่าย</p>
<h3><strong>3. การเรียนรู้เพื่อไม่รู้ - ปรากฏการณ์ Dunning-Kruger และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong></h3>
<p>หลักคิดที่สามอาจฟังดูขัดแย้งในตัวเอง แต่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือ การเรียนรู้เพื่อที่จะรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลย</p>
<p>แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Dunning-Kruger Effect ซึ่งค้นพบโดยนักจิตวิทยา David Dunning และ Justin Kruger จากมหาวิทยาลัย Cornell ในปี 1999</p>
<p>"Dunning-Kruger Effect อธิบายว่าทำไมคนที่มีความรู้น้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมักจะประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินจริง ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงกลับมีความระมัดระวังและถ่อมตัวมากกว่า" ดร.สุรชัย ปัญญาดี นักจิตวิทยาการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย</p>
<p>ปรากฏการณ์นี้เปรียบได้กับการปีนเขา ตอนที่อยู่ที่เชิงเขา เราอาจมองเห็นยอดเขาและคิดว่าใกล้แล้ว แต่พอปีนขึ้นไปถึงจุดนั้น กลับพบว่ามียอดเขาที่สูงกว่ารออยู่อีก ยิ่งปีนสูงขึ้น ยิ่งเห็นว่ามีภูเขาอีกมากมายที่ยังไม่ได้สำรวจ</p>
<p>ในโลกของการทำงานและการประกอบธุรกิจ หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างมาก ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่หยุดเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น Elon Musk ที่ยังคงอ่านหนังสือและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ หรือ Warren Buffett ที่อายุ 90 กว่าปีแล้วยังคงอ่านหนังสือวันละ 500 หน้า</p>
<h2><strong>กลไกการทำงานร่วมกันของ 3 หลักคิด</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาตนเองเปรียบเทียบการทำงานของทั้งสามหลักคิดนี้เหมือนฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชีวิต</p>
<p>"การรับผิดชอบต่อชีวิต 100% จะสร้างพลังในการเปลี่ยนแปลง การโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้จะช่วยนำพลังนั้นไปใช้ในทิศทางที่ถูกต้อง และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะทำให้การพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด" ดร.อุดม สุขสันต์ นักจิตวิทยาการพัฒนาบุคลิกภาพ สรุป</p>
<h2><strong>การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</strong></h2>
<p>ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิดทีละขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในทีเดียว</p>
<p><strong>สำหรับการรับผิดชอบต่อชีวิต 100%</strong> เริ่มจากการสังเกตภาษาที่ใช้พูดกับตัวเอง เมื่อเกิดปัญหา แทนที่จะใช้คำว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน" หรือ "นี่เป็นความผิดของใคร" ลองเปลี่ยนเป็น "ฉันสามารถทำอะไรได้บ้างกับสถานการณ์นี้"</p>
<p><strong>สำหรับการโฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้</strong> สามารถเริ่มจากการเขียนรายการสิ่งที่กำลังกังวลอยู่ แล้วแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ สิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ จากนั้นมุ่งเน้นไปที่การวางแผนและปฏิบัติเฉพาะในคอลัมน์แรกเท่านั้น</p>
<p><strong>สำหรับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</strong> เริ่มจากการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง อาจเป็นการอ่านบทความ ดูวิดีโอสอน หรือฟังพอดแคสต์ในหัวข้อที่สนใจ</p>
<h2><strong>ข้อควรระวังและอุปสรรค</strong></h2>
<p>แม้ว่าหลักคิดเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการปรับเปลี่ยนวิธีคิดไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน และมีอุปสรรคหลายประการที่ควรระวัง</p>
<p>"อุปสรรคหลักคือการต่อต้านจากสมองเราเอง เพราะสมองเรามีกลไกป้องกันการเปลี่ยนแปลงเพื่อประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ สังคมและคนรอบข้างที่ยังคงมีวิธีคิดแบบเดิมอาจเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน" ดร.ศิริ วรรณา นักจิตวิทยาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เตือน</p>
<p>การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความอดทนและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการหาแหล่งสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การอ่านหนังสือ การเข้าร่วมกลุ่มพัฒนาตนเอง หรือการหาพี่เลี้ยงชีวิต (Life Coach) ที่มีประสบการณ์</p>
<h2><strong>ผลกระทบระยะยาวต่อสังคม</strong></h2>
<p>นักสังคมวิทยาเชื่อว่า หากคนในสังคมมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดตามหลักการเหล่านี้ จะส่งผลดีต่อสังคมโดยรวม เนื่องจากจะมีคนที่รับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ลดการโทษภาพคนอื่น และมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาแทนการบ่นเรื่อง</p>
<p>"เมื่อคนในสังคมเปลี่ยนจากการเป็น 'เหยื่อของสถานการณ์' เป็น 'ผู้สร้างสถานการณ์' สังคมจะมีพลังในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้มากขึ้น" ดร.วิไล สมบูรณ์ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะต้องเริ่มจากตัวบุคคล การที่แต่ละคนเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองก็เหมือนการโยนก้อนหินลงในบ่อน้ำ ซึ่งจะสร้างคลื่นกระเพื่อมไปยังคนรอบข้างและขยายวงออกไปเรื่อยๆ</p>
<p>การวิจัยและงานศึกษาต่างๆ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากการมีทรัพยากรมากขึ้น แต่เริ่มจากการมีวิธีคิดที่ถูกต้อง ทั้งสามหลักคิดที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือปฏิบัติที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ทันที หากมีความมุ่งมั่นและความอดทนในการฝึกฝน</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>แนวคิดบริหารพอร์ตหุ้น &amp; กองทุนรวม กับ &quot;รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ ปี 2021&quot;</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
                        <pubDate>Sat, 23 Oct 2021 02:54:31 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ ในปี 2021 ทั้ง 3 ท่าน อันประกอบด้วย โจชัว แองกริสต์, กุยโด อิมเบนส์ และเดวิด คาร์ด
โจชัว แองกริสต์และกุยโด อิมเบนส์ เป็นสองนักเศ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/DG3p0Pg/noble-economic-2021.webp" alt="noble-economic-2021" border="0" /></p>
<p>ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ ในปี 2021 ทั้ง 3 ท่าน อันประกอบด้วย โจชัว แองกริสต์, กุยโด อิมเบนส์ และเดวิด คาร์ด</p>
<p>โจชัว แองกริสต์และกุยโด อิมเบนส์ เป็นสองนักเศรษฐมิติชั้นนำ ที่เน้นการประมวลผลข้อมูลแบบเน้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ส่วน เดวิด คาร์ด นักเศรษฐศาสตร์แรงงานที่เน้นการประมวลผลเชิงเศรษฐมิติ ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้</p>
<p>หากมาพิจารณาในแวดวงการลงทุนทุกวันนี้ คงแทบจะไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่าเบต้า CAPM หรือ อัลฟ่า โดยแนวคิดของศัพท์ทางการเงินทั้งหมดดังกล่าว มาจากไอเดีย ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ที่ว่ากันว่า การสร้างสรรค์แนวคิดยอดนิยมนี้ ส่งผลโดยตรงต่อการคว้ารางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ สำหรับนักวิชาการอย่างน้อยถึง 6 ท่าน ตามรายละเอียดดังนี้</p>
<p>ท่านแรก นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล นามว่า เจมส์ โทบิน ที่คว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ในปี 1981 ซึ่งคนดังในวันนี้ หลายท่าน อาทิ เจเน็ต เยลเลน ถือเป็นศิษย์ก้นกุฏิของโทบิน</p>
<p>ว่ากันว่า หากไม่นับ จอห์น เมย์นาด เคนส์ และ เฟเดริค ฮาเยค ผมมองว่าโทบินคือนักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่ทรงอิทธิพลต่อวงการมากที่สุด ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2</p>
<p>หากใครได้เคยเรียนวิชาด้านการลงทุนเกี่ยวกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอ คงจะเคยได้ยินคำว่า “Separation Theorem” หรือการตัดสินใจว่าจะถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ณ จุดตรงที่มีอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงตรงจุดไหน สำหรับคนๆหนึ่งนั้น ถือเป็นการตัดสินใจครั้งแรก จากนั้น จะเลือกถือครองสินทรัพย์เสี่ยงดังกล่าวหรือสินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยงในสัดส่วนเท่าใด ถือเป็นการตัดสินใจครั้งที่สอง ซึ่งการตัดสินใจในทั้งสองครั้ง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด</p>
<p>หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “เราไม่ควรจัดเก็บไข่ไว้ในตะกร้าเดียวกัน” ทว่าควรจัดเก็บไว้ใน 2 ตะกร้า คือ ตะกร้าสินทรัพย์เสี่ยง และ ตะกร้าสินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง ซึ่งเราเลือกสเปคไข่ในตะกร้าแรกให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะซื้อไข่ทั้งสองแบบอย่างละกี่ใบอีกทีหนึ่ง</p>
<p>แนวคิดที่สำคัญมากๆ ดังกล่าวในวิชาด้านการลงทุน คือ ผลงานของ เจมส์ โทบิน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าเขาจะเป็นคนแรกๆในบรรดากลุ่มผู้คิดค้น ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ที่ได้รับรางวัลโนเบลด้านเศรษฐศาสตร์ก่อนเพื่อน</p>
<p>ท่านที่สองและสาม ได้แก่ แฮรี มาร์โควิซ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก้ และ วิลเลี่ยม ชาร์ป จากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด โดยทั้งคู่พร้อมกับเมอร์ตัน มิลเลอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1990</p>
<p>มาร์โควิซเป็นหนึ่งในชื่อนักวิชาการด้านการเงินที่เราคงได้ยินบ่อยมาก สาเหตุคือวงการลงทุนใช้หลักการกระจายความเสี่ยง หรือ diversification ในการลดความเสี่ยงของพอร์ต โดยมาร์โควิซเป็นคนแรกๆที่กล่าวว่าไม่ใช่ว่าจะถือครองหลักทรัพย์เยอะๆตัวแล้วระดับความเสี่ยงรวมของพอร์ตโฟลิโอจะลดลง ทว่าจะต้องถือครองหลักทรัพย์ที่ราคาขึ้นหรือลงแบบที่สวนทางกัน หรือมีค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรปรวนร่วมที่ติดลบ จึงจะทำให้ระดับความเสี่ยงรวมของพอร์ตโฟลิโอจะลดลง อันเป็นที่มาของเส้น Efficient Frontier ของพอร์ตโฟลิโอที่จะหาชุดของหุ้นซึ่งทำให้ระดับความเสี่ยงลดต่ำลง ด้วยระดับผลตอบแทนที่ยังใกล้เคียงกับเดิม หากถือพอร์ตที่มีหลักทรัพย์ต่างๆที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเพียงพอ</p>
<p>ด้านวิลเลี่ยม ชาร์ป ก็เป็นเจ้าของชื่ออัตราส่วนชาร์ป หรืออัตราส่วนผลตอบแทนส่วนที่เกินอัตราดอกเบี้ยปราศจากความเสี่ยงหารด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทน ซึ่งเป็นดัชนีอัตราส่วนด้านการลงทุนที่ได้รับความนิยมเกือบจะสูงที่สุด ในแวดวงการลงทุน ณ ปัจจุบัน</p>
<p>ท่านที่สี่ ได้แก่ โรเบิร์ต ลูคัส จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 1995 โดย ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ที่เราใช้ในวงการการลงทุนนั้น อ้างอิงมาจากทฤษฎีที่ผู้คนมีความคาดหวังที่มีความสมเหตุสมผล</p>
<p>ซึ่งตัวลูคัสเอง คือผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อวงการเศรษฐศาสตร์และการเงิน กล่าวคือ การที่นักลงทุนจะใช้ค่าเบต้าในการตัดสินใจว่าหุ้นตัวนั้นเสี่ยงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยรวมนั้น ต้องยอมรับสมมติฐานที่ว่าความเสี่ยงเฉพาะตัวสามารถถูกขจัดออกไปได้โดยการถือครองกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีความหลากหลายเพียงพอ จนกระทั่งเหลือเพียงส่วนของความเสี่ยงที่เป็นระบบในการพิจารณาซึ่งก็คือค่าเบต้า</p>
<p>สิ่งนี้สามารถที่จะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อพฤติกรรมของผู้ลงทุนเป็นไปตาม ‘แนวคิดการบริหารสินทรัพย์แบบกลุ่ม’ ซึ่งสามารถดำเนินไปได้เมื่อตั้งอยู่บน สมมติฐานของทฤษฎีที่ผู้คนมีความคาดหวังที่มีความสมเหตุสมผล จากผลงานของโรเบิร์ต ลูคัส</p>
<p>สองท่านสุดท้ายที่จะขอกล่าวถึง คือ เอ็ดเวิร์ด เพรสคอตต์ จากมหาวิทยาลัยมินเนสโซต้า และคู่หู ฟินน์ คีดแลนด์ เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2004 โดยในทุกวันนี้ วงการลงทุนมักจะใช้สมมติฐานที่ว่ามนุษย์ทุกคนที่มีความกังวลต่อความเสี่ยงใกล้เคียงกัน จะตัดสินใจลงทุนบนพื้นฐานของการชดเชย (trade-off) ระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน</p>
<p>แนวทางการวิเคราะห์นี้ นำมาจากพื้นฐานการวิเคราะห์ที่ใช้แบบจำลองซึ่งมีตัวแทนในแบบจำลองที่คิดในแบบที่คล้ายกัน ทั้งนี้ ผู้ทำหน้าที่บุกเบิกแนวทางนี้ จนสามารถขยายขอบเขตการวิเคราะห์ให้ตัวแปรทางเศรษฐกิจและการเงินดำเนินไปสู่จุดที่มีความเป็นพลวัตด้านเวลาตามช่วงต่างๆในอนาคต คือ เอ็ดเวิร์ด เพรสคอตต์ ซึ่ง ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ได้ใช้ประโยชน์จากแนวทางนี้ในการพัฒนาวิชาการสาขานี้ไปอีกหลายแขนงของวิชาด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ในเวลาต่อมา</p>
<p>และทั้งหมดคือเรื่องราวว่า ทำไม ‘แนวคิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอของหุ้นและกองทุนรวม’ ถึงทำให้นักวิชาการสามารถคว้ารางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์อย่างน้อยๆถึง 6 ท่าน.</p>
<p>*ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (WeAsset)</p>
<p>#พอร์ตการลงทุน มีอะไรบ้าง<br />#จัดพอร์ตการลงทุน 2021<br />#ตัวอย่างการจัดพอร์ตหุ้น<br />#การจัดพอร์ตการลงทุนตามอายุ<br />#การลงทุนแบบ portfolio คือ<br />#โปรแกรมจัดพอร์ตการลงทุน<br />#รอบพอร์ต บริหารธุรกิจ<br />#บริหารพอร์ตหุ้น<br />#รอบพอร์ต บริหารธุรกิจ<br />#ตัวอย่างการจัดพอร์ตหุ้น<br />#พอร์ตการลงทุน มีอะไรบ้าง<br />#จัดพอร์ตการลงทุน pantip<br />#พอร์ตการลงทุน excel<br />#หุ้นที่ควรมีในพอร์ต 2564<br />#โปรแกรม จัดพอร์ตการ ลงทุน<br />#vi ควร ถือหุ้นกี่ตัว</p>
<p><strong>เครดิต</strong> <br />โนเบลเศรษฐศาสตร์ : แนวคิดบริหารพอร์ตหุ้น&amp;กองทุนรวม | บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ<br />By ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ | มุมคิดมหภาค <br />https:// www.bangkokbiznews.com/blogs/columnist/967346</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>HANA (ฮานะ) สินค้า Home and Living สไตล์ญี่ปุ่น ลงทุนน้อย คืนทุนไว</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/hana-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-home-and-living-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b/</link>
                        <pubDate>Thu, 21 Oct 2021 04:21:30 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[HANA (ฮานะ) ร้านจำหน่ายสินค้า Home and Living รวมทั้งสินค้าไลฟ์สไตล์ที่นำสมัยนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก่อตั้งโดย คุณเอมอร โพธิ์ศรีทอง นักธุรกิจเบอร์ต้นในวงการธุรกิจนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดย...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/BfcLgN8/HANA.jpg" alt="HANA" border="0" /> </p>
<p>HANA (ฮานะ) ร้านจำหน่ายสินค้า Home and Living รวมทั้งสินค้าไลฟ์สไตล์ที่นำสมัยนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก่อตั้งโดย คุณเอมอร โพธิ์ศรีทอง นักธุรกิจเบอร์ต้นในวงการธุรกิจนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยลูกค้าหลักเป็นห้างโมเดิร์นเทรด ทำมานาน 20 ปี</p>
<p>คุณเอมอร เล่าว่า เล็งเห็นโอกาสของตลาดนี้ หลายพื้นที่ยังมีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้มากแต่ยังเข้าไม่ถึง และขาดระบบบริหารจัดการร้านค้า ตนเองตัดสินใจริ่มธุรกิจใหม่ในรูปแบบร้านแฟรนไชส์ โดยได้เข้าร่วมศึกษาหาความรู้ในการบริหารแฟรนไชส์และร้านสาขา ในหลักสูตร Chain Store Management &amp; Franchise System จาก ดร.วิชัย เจริญธรรมานนท์ นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับธุรกิจตัวเอง โดยเริ่มทำโมเดลแฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) เมื่อปี 2563 เป็นต้นมา เพื่อสร้างอาชีพให้คนที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง โดยปรับพื้นที่ที่มีอยู่สร้างให้เกิดรายได้ ในงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก</p>
<p>สำหรับ คอนเซ็ปต์แฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) ร้านจำหน่ายสินค้าในสไตล์มินิมอล ในโทนสีพาสเทล สินค้าภายในร้านประกอบด้วยสินค้าพื้นฐานที่ทุกบ้านจำเป็นต้องมี รวมทั้งกลุ่มสินค้าแฟชั่นตามกระแส มีตั้งแต่อุปกรณ์เครื่องครัวและเบเกอรี่ อุปกรณ์ทำความสะอาด อุปกรณ์จัดเก็บ อุปกรณ์เครื่องเขียน-เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ของใช้ในห้องนอน ของใช้ในห้องน้ำ อุปกรณ์เทคโนโลยีและไอที ฯลฯ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 20 หมวดหมู่ มีสินค้ามากกว่า 3,000 รายการ</p>
<p>HANA คัดสินค้าคุณภาพดี ที่มีดีไซน์ทันสมัย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สั่งตรงจากโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่ในจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่ดีที่สุดในระดับโลก ที่แม้แต่สินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นเองก็มีแหล่งผลิตจากประเทศจีนโดยตรง เพราะจีนมีศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพและรูปแบบสินค้า ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ในราคาที่แข่งขันได้ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน พ่อบ้านแม่บ้าน ไปจนถึงผู้สูงอายุ ราคาสินค้ามีหลากหลายตั้งแต่ 19 บาท , 29 บาท , 39 บาท , 59 บาท , 79 บาท และ 99 บาท เป็นต้น</p>
<h2>โดย แฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) มี 4 แพ็คเกจ</h2>
<ul>
<li>ขนาด S ราคา 599,900 บาท ขนาดพื้นที่เริ่มต้น 16 ตารางเมตร ได้รับสินค้าพร้อมขายมูลค่าโดยประมาณ 180,000 (30%)</li>
<li>ขนาด M ราคา 799,900 บาท ขนาดพื้นที่เริ่มต้น 30 ตารางเมตร ได้รับสินค้าพร้อมขายมูลค่าโดยประมาณ 280,000 (35%)</li>
<li>ขนาด L ราคา 999,900 บาท พื้นที่เริ่มต้น 50 ตารางเมตร ได้รับสินค้าพร้อมขายมูลค่าโดยประมาณ 400,000 (40%)</li>
<li>ขนาด XL ราคา 1,500,000 บาท พื้นที่เริ่มต้น 70 ตารางเมตร ได้รับสินค้าพร้อมขายมูลค่าโดยประมาณ 675,000 (45%)</li>
</ul>
<p>ทั้งนี้ มูลค่าสินค้า อยู่ที่ 30-45% ของราคาแพ็คเกจ นอกจากนี้เป็นค่าตกแต่ง ค่าดำเนินการ และค่าการตลาด แฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) ไม่มีการเก็บค่าแฟรนไชส์แต่อย่างใด</p>
<p>หากลูกค้าตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ HANA จะมีทีมงานลงพื้นที่สำรวจทำเล วัดขนาดพื้นที่เพื่อออกแบบร้านและดีไซน์เฟอร์นิเจอร์และชั้นวางให้เหมาะกับร้าน พร้อมทีมเซ็ตอัพ วางระบบการเงิน ระบบการสั่งซื้อ ระบบสต็อก และจัดเรียงสินค้า ซึ่งได้ตั้งการคืนทุน แฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) ไว้ที่ประมาณ 1-2 ปี</p>
<p>สำหรับลูกค้าแฟรนไชส์ HANA มีตั้งแต่ นักศึกษาที่จบใหม่ ข้าราชการกำลังเกษียณ รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทำธุรกิจส่วนตัว ฯลฯ ทำเลในการเปิดร้านไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่ควรตั้งในแหล่งชุมชน ตัวเมือง หรือตัวอำเภอ ก็สามารถเปิดร้านได้ หลังจากเปิดตัวได้หนึ่งเดือน ตอนนี้สามารถเปิดสาขาแฟรนไชส์ไปแล้ว 4 สาขา ได้แก่ ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย และ เพชรเกษม คาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะมีผู้สนใจลงทุนเปิดร้านฮานะมากกว่า 20 สาขา</p>
<p>โดยตั้งเป้าหมายขยายแฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) ในปี 2565 วางแผนจะขยายเพิ่ม 200 สาขา</p>
<p>โทร. 02-101-1495, 093-665-2497 Line Official: @Hana.official</p>
<p>#แฟรนไชส์ HANA (ฮานะ) <br />#แพ็คเกจแฟรนไชส์ - ฮานะ<br />#แฟรนไชส์ร้าน HANA ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่ใช้เงินทุนไม่ถึงล้าน<br />#แฟรนไชส์ HANA สินค้า Home and living สไตล์ญี่ปุ่น ลงทุนน้อย คืนทุนไว กำไร 30%<br />#HANA สินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้าตปท. บุกตลาดแฟรนไชส์</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/hana-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b0-%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-home-and-living-%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>1Moby มุ่งพัฒนาโซลูชั่นใหม่</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/1moby-%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</link>
                        <pubDate>Fri, 15 Oct 2021 23:44:43 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[1Moby ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โซลูชัน กางแผนเดินหน้าธุรกิจด้วยกลยุทธ์เด็ดมุ่งพัฒนาโซลูชันใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละประเภท ตั้งเป้าปีนี้ทำรายได้ 200 ล้านบาท เติบโต 40%-60% ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/rySNPFb/1Moby.jpg" alt="1Moby" border="0" /></p>
<p>1Moby ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี โซลูชัน กางแผนเดินหน้าธุรกิจด้วยกลยุทธ์เด็ดมุ่งพัฒนาโซลูชันใหม่ เพื่อ<a href="https://www.ad4ever.com/เว็บแทงหวยออนไลน์/" target="_blank" rel="noopener">ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า</a>แต่ละประเภท ตั้งเป้าปีนี้ทำรายได้ 200 ล้านบาท เติบโต 40%-60% มองทิศทางของตลาดเทคโนโลยี โซลูชันมีการเติบโตสูง เดิมแข่งขันกันด้านราคาแต่ปัจจุบันมองที่ความต้องการลูกค้า ใครเข้าใจลูกค้ามากกว่าย่อมได้เปรียบ</p>
<p>นายธารินทร์ จงประเจิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท วันม๊อบบี้ จำกัด หรือ 1Moby ผู้ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีโซลูชันให้กับลูกค้าองค์กรธุรกิจ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า บริษัทมุ่งนำเทคโนโลยี โซลูชัน มาช่วยผลักดันธุรกิจของลูกค้าให้เติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างเหนือความคาดหมาย "One step beyond by Technology Solution" โดยมีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องซึ่งจะดำเนินการผ่าน 3 โซลูชัน เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แตกต่างกัน ได้แก่</p>
<p>1.Communication Solution บริการส่ง SMS ผ่านหน้าเว็บ ภายใต้แบรนด์ ThaiBulkSMS ทรงประสิทธิภาพ มีจุดเด่นฟีเจอร์การส่งที่หลากหลาย รวดเร็ว ไม่ดีเลย์ แม่นยำสูง ใช้งานง่าย มีระบบการรายงานที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้โดยละเอียด นับเป็น SMS Solutions อันดับ 1 ของไทย ช่วยให้ลูกค้าสามารถวางแผนการส่ง SMS ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นภายใต้งบประมาณที่กำหนด พร้อมผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ลูกค้าพลาดโอกาสหรือช่วงเวลาสำคัญของการทำธุรกิจ</p>
<p>2. Business Solution บริการ Line Customization (Chatbot / Loyalty Program &amp; Dynamic Rich Menu) บริการ Software (Website Design &amp; Service / Mobile Application &amp; Software Development) บริการ Game Studio (Game Design / Animation) โดยใช้ประสบการณ์และการได้รับความไว้วางใจจากการทำงานร่วมกับองค์กรใหญ่หลายแห่ง</p>
<p>3. Data Solution บริการด้านการทำการตลาดออนไลน์ภายใต้แบรนด์ Magnus ช่วยเพิ่มศักยภาพผลักดันยอดขายให้ธุรกิจ e-Commerce ให้เติบโตก้าวกระโดด โดยใช้เทคโนโลยี Magnus Conversion Tracking ที่พัฒนาขึ้นเอง ด้วยจุดเด่นสามารถ tracking ได้อย่างเจาะลึกตรงกลุ่มเป้าหมาย นำเสนอการวัดผลและการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ที่เหมาะสมกับลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายของลูกค้าเติบโตมากขึ้น</p>
<p> </p>
<p>ทั้งนี้ ในปลายปี 2564 บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวโปรเจคใหม่ ซึ่งเป็นการพัฒนาโซลูชันเพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เพิ่มเติม นั่นคือ โซลูชันด้าน CRM (Customer Relationship Management) หรือ การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าในกลุ่ม พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ หรือ ลูกค้าธุรกิจอีคอมเมิร์ซ สามารถนำไปใช้ดูแลลูกค้าของตนเองได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การจัดโปรโมชัน สะสมแต้ม คูปอง ส่วนลดต่าง ๆ และการพัฒนา โซลูชันด้าน Multi-Touchpoint Management สำหรับจัดการ Touchpoint ต่าง ๆ เป็นการผูกระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จะเห็นลูกค้าจากทุกช่องทาง สามารถทราบว่าลูกค้าที่ทักแบรนด์เข้ามานั้น มีการพูดคุยกับแอดมินอย่างไร และจบบทสนทนาที่ตรงไหน โดยรองรับทั้งบทสนทนาทาง LINE, Messenger และโทรศัพท์</p>
<p>“1Moby มีบริการโซลูชันที่หลากหลายตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละประเภท โดยมีประสบการณ์ในการให้บริการกับลูกค้าองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 13 ปี ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าคือความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีที่เป็นเรื่องเข้าใจยากของหลายธุรกิจมาทำให้เป็นเรื่องง่าย เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาหาเราสามารถใช้บริการครบจบในที่เดียว ทั้งการทำการตลาดแบบการส่ง SMS และการทำการตลาดแบบ online ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาช่องทางสื่อออนไลน์ ผ่าน Facebook หรือ Google ก็ตาม ทุกบริการของ 1Moby เป็นตัวช่วยที่ดีให้กับธุรกิจของลูกค้าเติบโตและก้าวไปข้างหน้าอย่างเหนือความคาดหมาย” นายธารินทร์ กล่าว</p>
<p>จากแผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้คาดว่า ในปี 2564 นี้ จะทำรายได้เติบโตอยู่ที่ 40%-60% หรือ 200 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนการเติบโตออกเป็น บริการ ThaiBulkSMS อยู่ที่ 60% Business Solution 40-50% และ บริการ Magnus อยู่ที่ 30% ซึ่งสัดส่วนรายได้ในปัจจุบันยังคงมาจากบริการ ThaiBulkSMS 70% Business Solution 20% และบริการ Magnus 10% โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 80 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 60% จากปี 2562 มีรายได้อยู่ที่ 50 ล้านบาท</p>
<p>อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางของตลาดเทคโนโลยี โซลูชัน มองว่ามีการเติบโตสูง เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันจะมุ่งสู่โลกออนไลน์กันหมด เดิมแข่งขันกันด้านราคา แต่ปัจจุบันจะมองที่ความต้องการลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งผู้เล่นในตลาดที่เข้าใจลูกค้ามากกว่าย่อมได้เปรียบ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/1moby-%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>เผย &quot;เข็มทิศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ&quot; แนะลงมือทำจริง สู่ &quot;ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มธุรกิจ&quot; ที่ถูกทาง</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1/</link>
                        <pubDate>Wed, 06 Oct 2021 01:10:59 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างไรให้สำเร็จ? สถาบันดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอะคาเดมี เสนอเข็มทิศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แนะวิธีลงมือทำจริง สู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ที่ถูกทาง
ธุรกิจในทุกวันนี้ ทุกองค์กรทรา...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/WkxF1dS/Digital-Transformation.jpg" alt="Digital-Transformation" border="0" /></p>
<p><a href="https://www.phongxodiax.com/%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8-digital-transformation/" target="_blank" rel="noopener">ทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างไรให้สำเร็จ</a>? สถาบันดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอะคาเดมี เสนอเข็มทิศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แนะวิธีลงมือทำจริง สู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ที่ถูกทาง</p>
<p>ธุรกิจในทุกวันนี้ ทุกองค์กรทราบกันเป็นอย่างดีว่าจะต้องทำ Digital Transformation แต่ที่ผ่านมา ทั้งก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และช่วงวิกฤติโควิด-19 ทุกองค์กรต่างเร่งที่จะทำ Digital Transformation แต่ผลปรากฏว่า กว่า 80% ประสบความล้มเหลว หรือไม่สำเร็จ มีเพียง 10% เท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จหรือได้ผลจากการทำ Digital Transformation ดังนั้น ปัจจัยสำคัญจึงไม่ใช่คำถามที่ว่า ทำไมจะต้องทำการทรานส์ฟอร์ม ? แต่ปัจจัยสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การทรานส์ฟอร์มนั้นสำเร็จ ได้ผล นี่คือที่มาของ Digital Transformation Compass เพื่อเป็นเข็มทิศในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสำหรับทุกธุรกิจในปัจจุบันนี้</p>
<p>ทำไมต้อง Digital Transformation Compass ? หลายธุรกิจให้ความสำคัญในการทำดิจิทัล และลงทุนในการทำดิจิทัลมากมาย แต่ผลวิจัยทั้งในระดับโลกและในไทยพบว่า กว่า 80% ประสบความล้มเหลวหรือขาดทุน ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ? เมื่อดำเนินการแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ สาเหตุหนึ่งพบว่า องค์กรไม่มีแผนงานที่ดี ไม่มีแผนกลยุทธ์ที่ดี และสุดท้ายคือ ไม่รู้ว่าจะต้องทำการทรานส์ฟอร์มอย่างไร ? องค์กรไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำไปนั้นเป็นการลงมือทำที่ถูกต้องหรือไม่ เข็มทิศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ หรือ Digital Transformation Compass จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อเป็นแผนที่นำทางว่าจะต้องทำอย่างไร ? เพื่อให้ทราบขั้นตอนในแต่ละขั้นว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง</p>
<p>ธนพงศ์พรรณ ธัญญรัตกุล ผู้ก่อตั้งสถาบัน Digital Transformation Academy ผู้เขียนหนังสือ Digital Transformation Compass และผู้เขียนหนังสือ Best Seller ชุด Digital Transformation กล่าวว่า “เข็มทิศดิจิทัลในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ เป็นเรื่องของการตั้งต้นว่า กระบวนการแรก คุณต้องมีความเข้าใจ หรือ Empathize ในหลักการทั้ง 5 ของการทำ Digital Transformation (จากหนังสือ Digital Transformation In Action) โดยหลักการทั้ง 5 นั้นจะทำให้เข้าใจในภาพรวม เข้าใจในบริบทการแข่งขัน และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป สุดท้ายคือ การเข้าใจองค์กร ก่อนที่จะเริ่มทรานส์ฟอร์มธุรกิจ</p>
<p>ขั้นต่อมา เมื่อมีความเข้าใจในบริบทต่าง ๆ แล้ว ก็เป็นเรื่องของการประเมินความพร้อมด้านดิจิทัลในปัจจุบันขององค์กร ก่อนที่จะมีการวางแผนที่จะนำธุรกิจในอนาคตว่าจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร ? เมื่อเราจะต้องทรานส์ฟอร์ม คำถามคือ เราจะทรานส์ฟอร์มไปไหน ? ทรานส์ฟอร์มไปเป็นอะไร ? และเมื่อเรารู้แล้วว่าเราจะเป็นอะไร เราจะต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้น ว่าเรามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ? ดังนั้น เข็มทิศตัวที่ 2 ที่เรียกว่า Digital Maturity Assessment เพื่อวัดระดับวุฒิภาวะด้านดิจิทัล หรือ Digital Maturity วัดความพร้อมทั้ง 8 ด้านขององค์กร ว่าองค์กรของเรานั้นมีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ที่เรียกว่า Digital Readiness</p>
<p>เข็มทิศตัวที่ 3 คือ Digital Transformation Road Map Model เมื่อเรารู้แล้วว่า เรามีความพร้อมแค่ไหนจึงสร้าง Road Map จากปัจจุบันไปสู่อนาคตที่ได้วาดฝันไว้ และ เข็มทิศตัวที่ 4 เพื่อไปถึงปลายทางของเรา เพื่อให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งจะมีรูปแบบแนวคิด คือ Digital Transformation Metric เพื่อสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นจริง สุดท้าย ทั้งหมดที่ทำทั้ง 4 เข็มทิศ คุณจะสามารถสร้างรูปแบบความสำเร็จด้วยตนเองได้ ที่เรียกว่า Digital Transformation Canvas ซึ่งเป็นโมเดลความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของตัวคุณเอง ซึ่งได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มที่ 2 Digital Transformation Canvas</p>
<p>"ผมอยากเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจ ทุกวันนี้เราประสบปัญหาร่วมกัน หนังสือ Digital Transformation Compass คือลายแทง คือเข็มทิศ เพื่อช่วยให้องค์กรอยู่รอด เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ สุดท้ายคือ สร้างประโยชน์ให้ประเทศ หลักคิดของ Digital Transformation จะมีส่วนช่วยทุกธุรกิจได้มาก"</p>
<p>แท้ที่จริงแล้ว Digital Transformation เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนทั้งองค์กร เป็นกลยุทธ์ขององค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ปัจจัยแห่งความสำเร็จ อยู่ที่ทุกคนในองค์กร เริ่มด้วยความเข้าใจ และรู้ว่าเราจะต้องเปลี่ยนไปพร้อมกันอย่างไร หนังสือเล่มนี้เหมาะกับเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารทุกระดับ รวมถึงพนักงานทุกคน ที่ควรจะเรียนรู้และเข้าใจ</p>
<p>Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องไอที แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่จะต้องอยู่รอด สร้างความสำเร็จและเติบโตครั้งใหม่ให้กับธุรกิจเรา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเดิมหรือเป็นธุรกิจใหม่</p>
<p>หนังสือชุด Digital Transformation ทั้งหมดมีอยู่ 3 เล่ม เล่มแรก Digital Transformation In Action กล่าวถึงหลักการทั้ง 5 เพื่อสร้างการเข้าใจว่า 1. การแข่งขันเปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนแปลงองค์กรของเราอย่างไร 2. เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป การตลาดจะต้องเปลี่ยนตาม เราจะสร้างประสบการณ์ที่ดี ให้แก่ผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างไร 3. คือการเริ่มต้นการตั้งหลัก Transform ซึ่งข้อมูลหรือ Data เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Digital Transformation 4. การสร้างนวัตกรรม เมื่อเราเริ่ม Transformation ด้วย Data ได้แล้ว เราจึงสร้างนวัตกรรม หรือ Innovation ให้เกิดขึ้นได้จริงในองค์กร ซึ่งทั้ง 4 หลักการนี้ คือปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อปัจจัยภายใน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>เราจะเปลี่ยนองค์กรได้ เราต้องเปลี่ยนคนได้ ดังนั้น หลักการที่ 5 ของ Digital Transformation คือ การทรานส์ฟอร์มตัวคุณเอง ไปสู่การทรานส์ฟอร์มองค์กร และระบบนิเวศที่คุณอยู่ในธุรกิจ ที่กล่าวมานี้คือหนังสือเล่มแรก Digital Transformation In Action ส่วนเล่มที่ 2 เมื่อเข้าใจแล้ว จึงเข้ามาสู่โมเดลความสำเร็จและเป็นต้นแบบ Digital Transformation Canvas จะบอกถึงต้นแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในระดับโลกที่เรารู้จัก ไม่ว่าจะเป็น Netflix, Amazon, Adobe, Ping An ว่ามีโมเดลหรือต้นแบบในการทรานส์ฟอร์มอย่างไร Digital Transformation Canvas เป็นโมเดลที่ถอดรหัสความสำเร็จที่เราสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้</p>
<p>ใน 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจเกิดปัญหาว่าแล้วจะปฏิบัติจริงอย่างไร หลายองค์กรเมื่อลงมือปฏิบัติจริงแล้วต่างพบกับปัญหาหลากหลาย จึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มที่ 3 ว่า ถ้าเข้าใจหลักการทั้ง 5 ของ Digital Transformation In Action และเข้าใจว่า โมเดลความสำเร็จของการทำ Digital Transformation เป็นอย่างไรแล้ว Digital Transformation Compass คือทางเชื่อมของทั้ง 2 ทาง เข็มทิศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ จะเป็นแผนที่ช่วยนำทางการทรานส์ฟอร์มให้ถูกทาง ด้วย 3 แนวคิดใหม่ ทั้ง Digital Maturity Assessment, Digital Transformation Roadmap Model และ Digital Transformation Metric ที่จะช่วยให้คุณสร้างต้นแบบความสำเร็จขององค์กรคุณเองได้</p>
<p>หนังสือ Digital Transformation Compass จัดทำในรูปแบบ E-Book จำหน่ายในราคา 300 บาท สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.digitaltransformationacademy.com สิทธิพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัวเดือนตุลาคมนี้ ซื้อ E-Book แถม E-Learning และจะได้รับ 1.รายงาน Thailand Digital Transformation Readiness 2021 2.สิทธิ์ในการเข้าใช้แบบประเมิน Digital Maturity Assessment 3.สรุปตัวอย่างหนังสือ Digital Transformation Compass สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอะคาเดมี www.DigitalTransformationAcademy.org หรือ โทร. 09-8269-9004</p>
<p>#digital transformation คืออะไร<br />#ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น คือ<br />#Digital Transformation ตัวอย่าง<br />#ดิจิทัล ท ราน ส์ ฟ อ ร์ เม ชั่ น ภาษา อังกฤษ<br />#องค์กรดิจิทัล หมาย ถึง<br />#เทคโนโลยีธุรกิจ ดิจิตอล<br />#ความหมายของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล<br />#การเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี ดิจิตอล</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c%e0%b8%9f%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a1/</guid>
                    </item>
				                    <item>
                        <title>ผลการสำรวจของ &quot;ฮาคูโฮโด&quot; พบ คนไทยช้อปปิ้ง &quot;เพื่อลดความเครียด&quot;</title>
                        <link>https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94/</link>
                        <pubDate>Sun, 03 Oct 2021 02:45:33 +0000</pubDate>
                        <description><![CDATA[ฮาคูโฮโด เปิดโพลแม้ความสุขยังไม่คืนสู่คนไทย แต่ระดับการใช้จ่ายยังคึก ดีดตัวสูงสุดในรอบปี พร้อมชี้คอสเมติก - สกินแคร์ ตัวช่วยแก้เครียดสาวไทย เผยท็อป 5 ของสินค้าที่ผู้คนเลือกใช้จ่ายสูงสุด ผู้บ...]]></description>
                        <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://i.ibb.co/SxLdbJp/564000009984204.jpg" alt="564000009984204" border="0" /></p>
<p>ฮาคูโฮโด เปิดโพลแม้ความสุขยังไม่คืนสู่คนไทย แต่ระดับการใช้จ่ายยังคึก ดีดตัวสูงสุดในรอบปี พร้อมชี้คอสเมติก - สกินแคร์ ตัวช่วยแก้เครียดสาวไทย เผยท็อป 5 ของสินค้าที่ผู้คนเลือกใช้จ่ายสูงสุด ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีแนวโน้มกลับสู่สภาวะการใช้จ่ายปกติ รายจ่ายเพิ่มสูงขึ้นเหตุเพราะ “ช้อปปิ้งลดความเครียด”</p>
<p>ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลกระทบต่อทุกคน ซึ่งไม่ใช่กระทบแค่ด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก หลังจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดที่เกิดขึ้นเป็นระลอกที่ 4</p>
<p>เราพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่วนใหญ่ยังคงเฝ้าระวังต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ประกอบกับรายได้ที่ไม่มั่นคงในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายหลังวิกฤติโควิด-19 ทำให้สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ร่วมมือกับบริษัท สไปซี่ เอช จำกัด ลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยประจำเดือนตุลาคม 2564</p>
<p>พบว่า ถึงแม้ความสุขคนไทยต่ำสุดในรอบปี อยู่ที่ร้อยละ 59 โดยลดลงร้อยละ 4 จากเดือนสิงหาคม แต่ความต้องการใช้จ่ายกลับดีดสูงสุดที่ร้อยละ 58 โดยปัจจัยหลักยังคงเป็นสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เพื่อลดความเครียดจากการทำงานในช่วงที่ต้องอยู่บ้าน และหาสินค้าเพื่อการปรับตัวและดำเนินชีวิตให้มีความสุขในยุคโควิด อาทิ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน เครื่องนอน</p>
<p>นางสาวชุติมา วิริยะมหากุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยรอบนี้พบว่า ประเด็นที่คนไทยติดตามมากที่สุด ยังหนีไม่พ้นปัญหาและสถานการณ์ของโควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งนับเป็นประเด็นที่สำคัญและส่งผลต่อความสุขของคนไทยในระยะยาว</p>
<p>รวมไปถึงประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ มาตรการเยียวยาของทางภาครัฐก็ดี แนวโน้มของสถานการณ์ล็อคดาวน์ที่ดูจะคลี่คลายไปบ้างก็ดี รวมถึงประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องวัคซีนยี่ห้อต่าง ๆ ที่จะนำเข้ามายังประเทศไทย อีกทั้งเรื่องความต้องการของชุดตรวจ ATK ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของคนไทยที่ยังต้องเฝ้าระวังตัวจากโควิด-19 โดยผลสำรวจพบว่ามีข้อบ่งชี้สำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ 2 ข้อด้วยกัน ได้แก่</p>
<p>1. นักการตลาดเตรียมสร้างโอกาสทองจากการ “ช้อปเอาคืน” / Be ready for upcoming ‘Revenge shopping’ จากความสะดวกสบายในการช้อปปิ้งออนไลน์ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ในประเทศไทย เป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาช้อปปิ้งสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น</p>
<p>ส่งผลให้ธุรกิจ Online Shopping ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดลูกค้าด้วย โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ทั้งรูปแบบฟรีค่าจัดส่ง หรือโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 เพื่อเพิ่มยอดขายในออนไลน์ แต่ก็มีผู้บริโภคบางส่วนที่ยังต้องการอยากจับจ่ายใช้สอยนอกบ้าน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและคลายความตึงเครียด เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคได้ออกมา “ช้อปเอาคืน” เพื่อชดเชยความรู้สึกที่อึดอัด และคลายความตึงเครียดผ่านการซื้อสินค้านอกบ้านร่วมกับคนในครอบครัว</p>
<p>2. ผู้หญิงอย่าหยุดสวย “คืนความสุขให้ผู้หญิง” ด้วยการช้อปปิ้ง / Refresh the happiness of women จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงต้องแบกภาระที่หนักหน่วง ทั้งการทำงาน การเลี้ยงลูกน้อย หรือแม้แต่การดูแลงานบ้าน แต่ยังคงมีความต้องการใช้จ่ายเพื่อหาความสุขให้ตัวเองเพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เห็นได้ว่ากลุ่มผู้บริโภคผู้หญิงมีแนวโน้มความต้องการซื้อสินค้าประเภทสกินแคร์และเครื่องสำอางที่เพิ่มสูงขึ้นติดอันดับ 1 ใน 5 สินค้าที่ต้องการมากที่สุด ​เพราะถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกจากบ้าน แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังอยากให้ตัวเองดูสวยอยู่ตลอดเวลา และมีอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าที่น่าจับตา คือความต้องการใช้จ่ายในสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และเครื่องเสียง เพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะสินค้าเหล่านี้สามารถกระตุ้นรายจ่ายและเติมเต็มความสุขให้ผู้หญิงได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ทางด้าน นางสาวชุลิกา สายศิลา ผู้จัดการด้านงานวางแผนกลยุทธ์ บริษัท สไปซี่ เอช จำกัด กล่าวว่า จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยในรอบนี้ หากจำแนกเป็นช่วงอายุระหว่าง 20-29 ปี ผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะเน้นการหาความสุขให้กับตัวเอง ด้วยการใช้จ่ายสินค้าเพื่อดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มสกินแคร์และเครื่องสำอางยังคงเป็นสินค้ายอดนิยมและมาแรงอย่างมาก ในส่วนสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนนั้นก็ยังคงเป็นสิ่งของจำเป็น ซึ่งสามารถนำมาใช้ร่วมกับงานที่ตัวเองทำและสร้างความสุขให้กับตัวเองได้อีกด้วย</p>
<p>ส่วนผู้บริโภคในช่วงอายุระหว่าง 40-49 ปี ยังคงมีการใช้จ่ายเพื่อดูแลครอบครัวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเทอมบุตร-หลาน การซื้อนมให้ลูก การดูแลพ่อแม่สูงวัย เป็นต้น แต่ยังคงใช้จ่ายแบบไม่ประมาท รัดเข็มขัดรายจ่ายมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงและการออมเงินรองรับกับความไม่แน่นอนทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน</p>
<p>หากแบ่งสัดส่วนตามภูมิภาคพบว่า ภาคอีสานยังมีความต้องการใช้จ่ายสูงสุด หลังจากภาครัฐประกาศล็อกดาวน์ทำให้ผู้คนต่างกลับภูมิลำเนาและวางแผนอยู่แบบระยะยาว เกิดการซื้อสินค้าที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หลังจากเจอพิษโควิดและต้องกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ในภาคกลางนั้นส่วนใหญ่หมดไปกลับสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เครื่องนอน และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการทำงานและสร้างความสุขส่วนตัว</p>
<p>ส่วนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล พบว่าสถานะทางการเงินมีแนวโน้มดีขึ้น และมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์เพื่อลดความตึงเครียด</p>
<p>โดยข้อมูลจากผลสำรวจช่วงตุลาคม 2564 พบว่า 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่คนไทยใช้จ่ายมากที่สุดในช่วงสถานการณ์ล็อกดาวน์ เป็นกลุ่มสินค้าที่จำเป็นในใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งได้แก่</p>
<p>1. อาหาร 31%<br />2. สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 14%<br />3. สมาร์ทโฟนและโทรศัพท์มือถือ 10%<br />4. อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต 7%<br />5. เครื่องสำอางและสกินแคร์ 5%</p>
<p>นางสาวณัฐชมนต์ นพอนันต์โภคิน ผู้จัดการด้านงานวางแผนกลยุทธ์ บริษัท สไปซี่ เอช จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือนตุลาคม 2564” ความยืดเยื้อของสถานการณ์โควิด-19 หรือที่เรียกว่า Long Covid ส่งผลให้พฤติกรรมของคนไทยให้ความสนใจกับข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้น คิดเป็นร้อยละ 48 โดยเฉพาะข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 มาตรการเยียวยาของภาครัฐ หรือแม้แต่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ในแต่ละวัน</p>
<p>รองลงมาหนีไม่พ้นในเรื่องการเมือง การเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบ และการชุมนุมต่าง ๆ ถึงร้อยละ 24 โดยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นถึง 16% มาเป็นอันดับ 2 และยังติดตามประเด็นร้อนรอบโลก และความเป็นไปในต่างประเทศอย่างตาลีบันบุกยึดประเทศอัฟกานิสถาน ร้อยละ 3 ตามมาด้วยข่าวคดีผู้กำกับโจ้ เศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ</p>
<p>เป็นที่น่าสนใจว่าในสถานการณ์โควิด-19 อันตึงเครียดและไม่แน่นอนนั้น ยังมีหัวข้อใหม่ ๆ ในผลวิจัยนี้คือเรื่อง Popcat เกมส์ และกีฬา ซึ่งหากมองในภาพรวมแล้วแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงต้องการด้านความบันเทิง เพื่อผ่อนคลายและหาความสุขตามสภาพแวดล้อมของตนเอง</p>
<p>ผลสำรวจครั้งล่าสุดในเดือนตุลาคมนี้ ทางสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้ทำการสำรวจทางออนไลน์ “การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 17-26 สิงหาคม 2564 โดยจัดทำทุกๆ 2 เดือนร่วมกับบริษัทในเครือ เพื่อมุ่งเน้นการคาดการณ์แนวโน้มของผู้บริโภคชาวไทยในอนาคต โดยผู้ร่วมตอบแบบสอบถามประกอบไปด้วยเพศชายและเพศหญิงจำนวน 1,200 คน อายุระหว่าง 20-59 ปี จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ</p>]]></content:encoded>
						                            <category domain="https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/">ธุรกิจ เศรษฐกิจ การตลาด</category>                        <dc:creator>thanunchai</dc:creator>
                        <guid isPermaLink="true">https://www.ad4ever.com/guestpost/%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%ae%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%82%e0%b8%ae%e0%b9%82%e0%b8%94/</guid>
                    </item>
							        </channel>
        </rss>
		