ลองจินตนาการว่าคุณทำอาชีพหนึ่งมานานกว่า 30 ปี ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่วงการนั้นจะมอบให้ได้ เป็นตำนานที่ไม่มีใครในรุ่นเดียวกันเทียบได้ แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กันออกมาพูดต่อสื่อว่า “เกมมันไปไกลกว่าคุณแล้ว คุณจะไม่มีวันได้กลับมายืนจุดเดิมอีก” คุณจะรู้สึกอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ คุณจะเลือกตอบโต้แบบไหน
นี่ไม่ใช่สถานการณ์สมมติ แต่เป็นเรื่องจริงที่ Phil Hellmuth (ฟิล เฮลมัธ) เจ้าของสถิติแชมป์ World Series of Poker (WSOP) มากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 17 เข็มขัดแชมป์ กำลังเผชิญอยู่ในวัยที่หลายคนมองว่าน่าจะเป็นช่วงลดบทบาทลงได้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เพราะยิ่งมีคนพูดว่าเขาหมดยุค เขากลับยิ่งลุกขึ้นมาประกาศเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิม นั่นคือการคว้าแชมป์ WSOP ให้ได้ถึง 24 สมัย
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทั้งเบื้องหลังคำพูดที่จุดไฟให้เฮลมัธ กลยุทธ์ใหม่ที่เขาวางแผนจะใช้ บทเรียนจากความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งในซัมเมอร์นี้ ไปจนถึงมุมมองด้านจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของนักโป๊กเกอร์ระดับตำนานคนนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะให้แง่คิดดี ๆ กับใครก็ตามที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ตาม
เมื่อ “คำดูถูก” กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดย้อนกลับไปช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมื่อ Shaun Deeb (ชอน ดีบ) หนึ่งในนักโป๊กเกอร์ที่ถูกจับตามองว่าอาจแซงหน้าเฮลมัธในตารางแชมป์ WSOP ตลอดกาล ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อของ WSOP เอง โดยแสดงความเห็นตรง ๆ ว่าเขาไม่เชื่อว่าเฮลมัธจะสามารถคว้าแชมป์เพิ่มได้อีก เพราะมองว่าวงการเกมได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่เฮลมัธจะตามทัน
คำพูดแบบนี้จากคนในวงการเดียวกัน ต่อหน้าสื่อ ไม่ใช่เรื่องเล็ก มันคือการท้าทายตัวตนและมรดกที่เฮลมัธสร้างมาทั้งชีวิต แต่สิ่งที่น่าสนใจในมุมจิตวิทยาคือ เฮลมัธเลือกที่จะไม่ปล่อยให้คำพูดนี้บั่นทอนตัวเอง เขากลับเลือกใช้มันเป็น “เชื้อไฟ” แทน
เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่ารู้สึกหงุดหงิดกับคำพูดของดีบ แต่ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าจะไปให้ถึงเป้าหมาย 24 แชมป์ให้ได้ เขายืนยันว่าคนอาจลืมไปแล้วว่าเขาเก่งแค่ไหนในเกมโน-ลิมิต โฮลด์เอ็ม (No-Limit Hold’em) และเชื่อว่าตัวเองยังสามารถเอาชนะทัวร์นาเมนต์แบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะโครงสร้างเกมแบบใด วันไหน หรือที่ไหนก็ตาม
ปรากฏการณ์นี้ในทางจิตวิทยามีชื่อเรียกที่คุ้นหูกันดีว่า “ชิพบนบ่า” (Chip on the Shoulder) หมายถึงความรู้สึกถูกดูแคลนที่กลายเป็นแรงผลักดันให้อยากพิสูจน์ตัวเอง งานวิจัยด้านจิตวิทยากีฬาหลายชิ้นชี้ให้เห็นตรงกันว่า นักกีฬาหรือนักแข่งขันระดับสูงจำนวนไม่น้อยใช้คำวิจารณ์เชิงลบเป็นตัวกระตุ้นแรงจูงใจ (Motivation) ได้ดีกว่าคำชม เพราะสมองของมนุษย์มักตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อ “อัตลักษณ์” ของตัวเองอย่างรุนแรง และเมื่อถูกท้าทาย ระบบการป้องกันตัวเองทางจิตใจก็จะเปลี่ยนพลังงานลบนั้นให้กลายเป็นความมุ่งมั่นแทนที่จะยอมแพ้
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เฮลมัธไม่ได้ตอบโต้ด้วยการด่าทอหรือสร้างศัตรู แต่เลือกที่จะตอบด้วย “ผลงาน” ในอนาคต ซึ่งเป็นวิธีจัดการความขัดแย้งที่เป็นผู้ใหญ่และมีประสิทธิภาพมากกว่าการเถียงกันไปมาบนโซเชียลมีเดีย
แพ้แบบไหนถึงเรียกว่า “เกือบ” และทำไมมันถึงเจ็บกว่าที่คิด
ก่อนจะมาถึงเป้าหมาย 24 แชมป์ เฮลมัธเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาหมาด ๆ นั่นคือการพลาดโอกาสคว้าเข็มขัดแชมป์เส้นที่ 18 ไปอย่างเฉียดฉิว โดยพ่ายให้กับ Darren Rabinowitz ในรอบสุดท้าย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้หนักหนาถึงขนาดที่เขายอมรับว่านอนไม่หลับมาหลายคืนหลังจบทัวร์นาเมนต์
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวผลแพ้ชนะ คือมุมมองที่เฮลมัธมีต่อซัมเมอร์นี้โดยรวม เขาเล่าว่าปีก่อนหน้านี้เขาแทบไม่ได้ลงเล่นในสตูดิโอ PokerGO เลย แต่ปีนี้เขาตัดสินใจกลับมาลงแข่งตั้งแต่ต้นปี และผลลัพธ์ก็ค่อนข้างดี เขาทำโต๊ะสุดท้ายได้ในทัวร์นาเมนต์แรกที่ลงเล่นร่วมกับนักโป๊กเกอร์ระดับท็อปของวงการ พร้อมกับได้ขึ้นเป็นผู้นำชิพ (Chip Lead) ช่วงหนึ่งด้วย และในทัวร์นาเมนต์ที่สามที่เขาลงเล่น เขาก็ทำผลงานลักษณะเดียวกันได้อีกครั้ง คือเข้าโต๊ะสุดท้ายและได้เป็นผู้นำชิพชั่วขณะหนึ่งเช่นกัน
ปัญหาคือทั้งสองครั้งเขาไม่สามารถปิดเกมได้สำเร็จ ซึ่งเขายอมรับตรง ๆ ว่าเป็นความผิดพลาดของตัวเอง แต่สิ่งที่เขาเลือกโฟกัสไม่ใช่ความล้มเหลวในการปิดเกม แต่คือการที่เขาสามารถกลับมาแข่งขันในระดับสูงสุดได้อีกครั้ง ซึ่งในมุมมองของเขาคือหลักฐานว่าเขายังไม่หมดฟอร์ม
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความคับข้องใจให้เฮลมัธไม่น้อยคือการแข่งขัน Omaha Hi-Lo 8 or Better Championship ซึ่งเป็นเกมแบบลิมิต (Limit) เขาเล่าว่าตัวเองมองเห็นความผิดพลาดของผู้เล่นคนอื่นในโต๊ะได้ชัดเจนมาก และรู้สึกว่าตัวเองเล่นได้เกือบสมบูรณ์แบบตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถจบอันดับสูงอย่างที่ควรจะเป็นได้ ทั้งที่เห็นคู่แข่งเล่นผิดพลาดต่อหน้าต่อตาตลอดเวลา
ความรู้สึกแบบนี้สะท้อนหลักการทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “ช่องว่างระหว่างทักษะกับผลลัพธ์” (Skill-Outcome Gap) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักกลยุทธ์และนักลงทุนคุ้นเคยกันดี นั่นคือบางครั้งการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในทางทฤษฎี ก็ไม่ได้การันตีผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยเรื่องความผันผวน (Variance) เข้ามาเกี่ยวข้อง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในเกมโป๊กเกอร์และในชีวิตจริง โดยเฉพาะกับใครก็ตามที่ทำงานสายการลงทุนหรือธุรกิจที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน
กลยุทธ์ใหม่: เมื่อคนอายุ 61 ปีตัดสินใจ “เขียนตารางชีวิตใหม่”
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเฮลมัธน่าสนใจในมุมของกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง 24 แชมป์ แต่คือแผนการที่เขาวางไว้เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น เขาประกาศชัดเจนว่าจะทุ่มเทเวลาให้กับโป๊กเกอร์มากกว่าธุรกิจส่วนตัวในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า พร้อมกับปรับเปลี่ยนตารางการแข่งขัน WSOP ของตัวเองใหม่ทั้งหมด
หัวใจสำคัญของแผนใหม่นี้คือการเลือกเล่นเฉพาะทัวร์นาเมนต์ที่ “เหมาะกับจุดแข็ง” ของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะเกมโน-ลิมิต โฮลด์เอ็ม ที่เขาบอกว่าตัวเองสามารถอยู่ในเกมได้นานหลายชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องได้ไพ่ดี อาศัยความสามารถในการอ่านเกมและอ่านคู่ต่อสู้ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ซึ่งเป็นทักษะที่ทำให้เขาสามารถไต่อันดับจากที่แปดขึ้นไปถึงอันดับสามได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไพ่ในมือเลยด้วยซ้ำ
นอกจากนี้เขายังตั้งใจจะให้ความสำคัญกับเกมพอต-ลิมิต โอมาฮา (Pot-Limit Omaha หรือ PLO) มากขึ้นด้วย เพราะมองว่าเป็นเกมที่ต้องอาศัยทักษะมากกว่าเกมแบบลิมิตทั่วไป และเมื่อสามารถเข้าถึงรอบท้าย ๆ ของทัวร์นาเมนต์ประเภทนี้ได้ โอกาสที่จะคว้าแชมป์ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ในมุมมองของนักกลยุทธ์ นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของแนวคิดที่เรียกว่า “การเล่นตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” (Comparative Advantage) หรือการโฟกัสทรัพยากรที่มีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเวลา พลังงาน หรือความสามารถ ไปยังจุดที่ตัวเองมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งมากที่สุด แทนที่จะพยายามเก่งไปทุกเรื่อง หลักการนี้ใช้ได้ทั้งในโป๊กเกอร์ ในธุรกิจ และในการวางแผนอาชีพของใครก็ตาม การรู้ว่าตัวเอง “เก่งอะไรจริง ๆ” แล้วเทน้ำหนักไปทางนั้น มักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการพยายามแก้จุดอ่อนทุกจุดในเวลาเดียวกัน
เมื่อโป๊กเกอร์กลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์พ่อลูก
นอกเหนือจากเรื่องกลยุทธ์การแข่งขัน อีกแง่มุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในบทสนทนาของเฮลมัธคือเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งอาจเป็นแง่มุมที่คนอ่านหลายคนคาดไม่ถึง
เฮลมัธเล่าว่าลูกชายทั้งสองคนของเขา คือ Nick และ Phillip อาศัยอยู่ห่างจากบ้านของเขาและภรรยาเพียงไม่กี่กิโลเมตร แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เจอกันบ่อยเท่าที่อยากจะเจอ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อประมาณสองปีก่อน ตอนที่ฟิลลิปเริ่มหันมาเล่นโป๊กเกอร์อย่างจริงจัง และเริ่มโทรศัพท์คุยกับพ่อแทบทุกวัน ซึ่งบางครั้งบทสนทนาเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา
เฮลมัธบอกว่าความสัมพันธ์กับนิคก็พัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน จนตอนนี้ทั้งสามพ่อลูกสนิทสนมกันมากกว่าที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต เวลาที่ได้เดินทางไปด้วยกัน ลูกทั้งสองคนก็จะนั่งอยู่เบาะหลังและพูดคุยกันเรื่องมือไพ่ต่าง ๆ อย่างออกรส
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักการทางจิตวิทยาครอบครัวที่น่าสนใจ นั่นคือ “ความสนใจร่วม” (Shared Interest) มักเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ทรงพลังกว่าที่คนทั่วไปคาดคิด โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมต่างกัน การมีพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน เช่น การพูดคุยเรื่องมือไพ่ เปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนาที่ลึกซึ้งกว่าปกติ เพราะมันมาพร้อมกับ “ข้ออ้าง” ทางสังคมที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกเปิดใจได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกโดยตรงจนเกินไป
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือในซัมเมอร์นี้ Nick สามารถผ่านเข้ารอบเงินรางวัล (Cash) ในรายการ Main Event ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างมากสำหรับเฮลมัธในฐานะพ่อ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของผลงานในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว
มุมมองต่อการกลับมาของ ESPN: ดีใจแต่ก็ยังไม่พอ
อีกประเด็นที่เฮลมัธพูดถึงคือการกลับมาถ่ายทอดสด WSOP ของช่อง ESPN ในปีนี้ ซึ่งเขายอมรับว่าดีใจที่ได้เห็นความร่วมมือนี้กลับมาอีกครั้ง แต่ก็มีข้อกังวลไม่น้อยเกี่ยวกับรูปแบบการนำเสนอ
เขามองว่าเนื้อหาที่ออกมาดูเร่งรีบเกินไป โดยเทียบกับยุคก่อนที่ ESPN เคยทำคอนเทนต์นำก่อนถึงโต๊ะสุดท้ายมากถึงราว 16 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ผู้ชมได้รู้จักและเข้าใจตัวตนของผู้เล่นแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง แต่ปีนี้มีเพียงไม่กี่ตอนก่อนจะตัดเข้าสู่โต๊ะสุดท้ายเลย
เขายังเล่าด้วยว่าตัวเองกับลูกชายได้ถ่ายทำคลิปดี ๆ ไว้ให้กับทีมงานในสตูดิโอ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ถูกนำไปใช้เลย ซึ่งเขามองว่าน่าเสียดาย เพราะไม่ใช่แค่เรื่องราวของตัวเขากับลูก แต่คือโอกาสที่จะเล่าเรื่องราวของผู้เล่นคนอื่น ๆ ในวงการด้วย เช่น เขาอยากเห็นสารคดีพิเศษเกี่ยวกับ Greg Mueller หรือเรื่องราวครอบครัวของ Shaun Deeb ที่นิวยอร์ก ซึ่งเขาเองก็อยากเห็นภรรยาและลูก ๆ ของดีบปรากฏตัวออกกล้องเช่นกัน
มุมมองนี้สะท้อนแนวคิดด้าน “การเล่าเรื่อง” (Storytelling) ที่นักการตลาดคอนเทนต์ยุคใหม่ให้ความสำคัญมาก นั่นคือคนดูไม่ได้ต้องการแค่ผลการแข่งขันหรือตัวเลขเงินรางวัล แต่ต้องการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับตัวละคร การรู้จักที่มาที่ไปของคนคนหนึ่งก่อนจะเห็นเขาแข่งขัน ทำให้ทุกการตัดสินใจบนโต๊ะมีน้ำหนักทางอารมณ์มากขึ้นหลายเท่า
ดราม่ากับ Nick Palma: บทเรียนเรื่องการจัดการอารมณ์แบบมืออาชีพ
หนึ่งในโมเมนต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของซัมเมอร์นี้คือเหตุการณ์ระหว่างเฮลมัธกับ Nick Palma นักโป๊กเกอร์อีกคนหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแบบไม่มีใครคาดคิด
เรื่องเริ่มต้นตั้งแต่ 45 นาทีแรกของทัวร์นาเมนต์แรกที่เฮลมัธลงเล่นในซัมเมอร์นี้ ทั้งคู่มีปากเสียงกันบนโต๊ะ ซึ่งเฮลมัธเองก็ยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของตัวเองด้วย จนถึงขั้นที่เขาแอบกังวลว่านี่อาจเป็นลางบอกเหตุว่าซัมเมอร์นี้จะเป็นซัมเมอร์ที่ยากลำบากสำหรับเขา
หลังจากนั้น Mike Matusow นักโป๊กเกอร์อีกคนได้เข้ามาไกล่เกลี่ยและบอกเฮลมัธว่าพาล์มาเป็นคนดีจริง ๆ เฮลมัธจึงตัดสินใจจับมือคืนดี และคิดว่าเรื่องราวจบลงตรงนั้น เขาไม่ได้เจอพาล์มาอีกเลยตลอดทั้งซัมเมอร์ จนกระทั่งมาถึงทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของซัมเมอร์ ที่พาล์มาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ทั้งคู่ต้องเจอกันบนโต๊ะสุดท้ายเพื่อชิงเข็มขัดแชมป์ด้วยกัน
สิ่งที่น่าประทับใจคือ ครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายแสดงความสุภาพต่อกันตลอดทั้งเกม และหลังจบการแข่งขัน พาล์มาได้เข้ามาขอโทษสำหรับสิ่งที่เคยพูดหรือทำในตอนต้นซัมเมอร์ ขณะที่เฮลมัธเองก็ขอโทษในส่วนของตัวเองเช่นกัน แม้สุดท้ายทั้งคู่จะไม่ได้เจอกันแบบตัวต่อตัว (Heads-Up) ในรอบสุดท้ายจริง ๆ แต่เฮลมัธก็ยอมรับว่าถ้าได้เจอกันแบบนั้นคงเป็นช่วงเวลาที่สนุกไม่น้อย
เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของสิ่งที่เรียกว่า “วุฒิภาวะทางอารมณ์” (Emotional Intelligence) ในสถานการณ์ความขัดแย้ง การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะไม่แบกความบาดหมางข้ามไปตลอดทั้งซัมเมอร์ และสามารถกลับมาให้เกียรติกันได้แม้ในสถานการณ์ที่มีผลประโยชน์ขัดกันโดยตรงอย่างการแข่งขันชิงแชมป์ สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง ซึ่งเป็นทักษะที่มีค่าไม่แพ้ทักษะการเล่นไพ่เลย ไม่ว่าจะในวงการโป๊กเกอร์หรือในสายอาชีพใดก็ตาม
บทเรียนที่คนนอกวงการโป๊กเกอร์ก็เอาไปใช้ได้
เรื่องราวทั้งหมดของเฮลมัธในซัมเมอร์นี้ อาจดูเหมือนเป็นแค่ข่าววงในของวงการโป๊กเกอร์ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป มันคือกรณีศึกษาที่ทรงพลังเรื่องการรับมือกับคำวิจารณ์ การปรับกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป และการจัดการความสัมพันธ์ทั้งในและนอกสนามแข่งขัน
สำหรับใครก็ตามที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงความสามารถของตัวเอง ไม่ว่าจะในที่ทำงาน ในวงการที่ตัวเองทำอยู่ หรือแม้แต่ในชีวิตส่วนตัว เรื่องราวของเฮลมัธชี้ให้เห็นทางเลือกสองแบบที่ชัดเจน คือการปล่อยให้คำวิจารณ์บั่นทอนตัวเองจนถอย หรือเลือกที่จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังในการพิสูจน์ตัวเองผ่านการกระทำ ไม่ใช่คำพูด
คำถามที่น่าคิดต่อคือ เป้าหมาย 24 เข็มขัดของเฮลมัธจะเป็นจริงได้หรือไม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และวงการโป๊กเกอร์จะยังจดจำเขาในฐานะตำนานที่ไม่มีวันหมดไฟ หรือจะเป็นบทพิสูจน์ว่าบางครั้งอายุและกาลเวลาก็เอาชนะแม้แต่ผู้เล่นที่เก่งที่สุดได้เช่นกัน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นแบบไหน เรื่องนี้ก็คุ้มค่าที่จะติดตามต่อไปในซีซันหน้าอย่างแน่นอน
สรุปประเด็นสำคัญ
- Phil Hellmuth ตั้งเป้าคว้าแชมป์ WSOP ให้ครบ 24 สมัย หลังถูก Shaun Deeb มองว่าหมดยุคแล้ว
- เขาพลาดเข็มขัดแชมป์เส้นที่ 18 อย่างเฉียดฉิว แต่มองว่าซัมเมอร์นี้พิสูจน์แล้วว่าตัวเองยังแข่งขันได้ในระดับสูงสุด
- แผนใหม่คือทุ่มเวลาให้โป๊กเกอร์มากกว่าธุรกิจ และเลือกเล่นเฉพาะเกมโน-ลิมิต โฮลด์เอ็ม กับพอต-ลิมิต โอมาฮาที่เป็นจุดแข็งของตัวเอง
- ความสัมพันธ์กับลูกชายทั้งสองแน่นแฟ้นขึ้นมากผ่านการพูดคุยเรื่องโป๊กเกอร์ร่วมกัน
- ดราม่ากับ Nick Palma ที่เริ่มต้นแย่กลับจบลงด้วยการให้เกียรติและขอโทษกันอย่างเป็นผู้ใหญ่
คำถามที่พบบ่อย
Q: Phil Hellmuth มีแชมป์ WSOP กี่สมัยในปัจจุบัน A: ปัจจุบันเขาครองสถิติแชมป์ WSOP มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 17 เข็มขัด และตั้งเป้าจะไปให้ถึง 24 สมัย
Q: Shaun Deeb พูดอะไรเกี่ยวกับ Phil Hellmuth A: เขาแสดงความเห็นต่อสื่อของ WSOP ว่าไม่เชื่อว่าเฮลมัธจะคว้าแชมป์เพิ่มได้อีก เพราะมองว่าเกมพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่เฮลมัธจะตามทัน
Q: เฮลมัธแพ้ให้ใครในการชิงเข็มขัดแชมป์เส้นที่ 18 A: เขาพลาดแชมป์ให้กับ Darren Rabinowitz ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ที่เขายอมรับว่ากระทบใจมาก
Q: เฮลมัธวางแผนจะเปลี่ยนอะไรในสไตล์การแข่งขันของตัวเอง A: เขาจะเน้นเล่นทัวร์นาเมนต์โน-ลิมิต โฮลด์เอ็มและพอต-ลิมิต โอมาฮามากขึ้น เพราะเป็นเกมที่ใช้ทักษะการอ่านเกมของเขาได้เต็มที่กว่าเกมแบบลิมิต
Q: ทำไมเฮลมัธถึงเลือกเน้นโน-ลิมิต โฮลด์เอ็มกับพอต-ลิมิต โอมาฮาโดยเฉพาะ A: เพราะเขามองว่าทั้งสองเกมนี้ต้องอาศัยทักษะและการอ่านคู่ต่อสู้มากกว่าเกมแบบลิมิตทั่วไป ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของตัวเขาเอง
Q: ลูกชายของ Hellmuth เล่นโป๊กเกอร์ด้วยหรือไม่ A: ใช่ ลูกชายทั้งสองคนคือ Nick และ Phillip เล่นโป๊กเกอร์ทั้งคู่ โดย Nick ผ่านเข้ารอบเงินรางวัลในรายการ Main Event ของซัมเมอร์นี้ด้วย
Q: เกิดอะไรขึ้นระหว่าง Hellmuth กับ Nick Palma A: ทั้งคู่มีเรื่องกระทบกระทั่งกันตั้งแต่ต้นซัมเมอร์ ก่อนจะคืนดีกัน และมาเจอกันอีกครั้งบนโต๊ะสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ปิดซัมเมอร์ โดยจบลงด้วยการขอโทษกันทั้งสองฝ่าย
Q: Hellmuth คิดอย่างไรกับการถ่ายทอดสดของ ESPN ปีนี้ A: เขาดีใจที่ ESPN กลับมาถ่ายทอดสดอีกครั้ง แต่มองว่าเนื้อหาก่อนถึงโต๊ะสุดท้ายเร่งรีบเกินไปเมื่อเทียบกับยุคก่อนที่มีคอนเทนต์เชิงลึกมากกว่านี้
Q: Hellmuth จะทุ่มเทเวลาให้โป๊กเกอร์นานแค่ไหน A: เขาระบุว่าจะให้ความสำคัญกับโป๊กเกอร์มากกว่าธุรกิจส่วนตัวเป็นเวลาราว 4-5 ปีข้างหน้า เพื่อไล่ตามเป้าหมาย 24 แชมป์
Q: ผลงานของ Hellmuth ในรายการ Omaha Hi-Lo 8 or Better Championship เป็นอย่างไร A: เขาเล่นได้เกือบสมบูรณ์แบบและมองเห็นความผิดพลาดของคู่แข่งชัดเจน แต่กลับไม่สามารถจบอันดับสูงตามที่คาดหวังไว้ได้
Q: เป้าหมาย 24 แชมป์ของ Hellmuth มีความเป็นไปได้แค่ไหน A: ยังไม่มีใครฟันธงได้ แต่จากผลงานในซัมเมอร์นี้ที่เขากลับมาทำโต๊ะสุดท้ายได้หลายครั้ง บวกกับแผนกลยุทธ์ใหม่ที่วางไว้ ทำให้หลายฝ่ายในวงการเริ่มมองว่าเป็นไปได้มากกว่าที่คิด