เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากนางสาวน้ำผึ้ง (นามสมมุติ) อายุ 51 ปี อาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว กรณีถูกคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ใช้วิธีการชักชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมแจกของรางวัลฟรี ก่อนจะหลอกลวงให้ซื้อคอร์สเสริมความงามและดูแลสุขภาพในราคาแพงลิ่ว โดยใช้บริการเพียง 4 ครั้ง แต่ต้องสูญเงินไปกว่า 6 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินเก็บสะสมมาตลอดทั้งชีวิตของเธอ
นางสาวน้ำผึ้งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเจ็บปวด ด้วยน้ำตาพราก ว่าตนเองเคยเป็นคนมีความสุข ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข แต่ตอนนี้กลับต้องทุกข์ทรมานจากความเครียดจนเกิดอาการแพนิคอย่างรุนแรง ต้องพบแพทย์เพื่อรักษาอาการอย่างสมํ่าเสมอ เธอเคยพยายามเจรจากับทางคลินิกเพื่อขอคืนเงินส่วนหนึ่ง แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ทางคลินิกแถมยังท้าทายให้ไปฟ้องร้องดำเนินคดีเอาเองอีกด้วย
เหตุการณ์เริ่มต้น กับดักจากกิจกรรมแจกของฟรี
นางสาวน้ำผึ้งเล่าว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2567 ขณะที่เธอเดินเล่นอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านบางใหญ่ตามปกติ เห็นทางคลินิกเสริมความงามมีการจัดบูธกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยมีป้ายประกาศชัดเจนว่า ผู้ที่มีบัตรเครดิตตั้งแต่ 4 ใบขึ้นไป สามารถเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อรับแก้วน้ำฟรี แต่มีเงื่อนไขว่าต้องให้ตรวจสภาพผิวหน้าก่อน
“ตอนแรกผมก็คิดว่าไม่เป็นไร แค่ตรวจผิวหน้าแล้วก็ได้แก้วน้ำฟรี ไม่คิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย” นางสาวน้ำผึ้งเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้า
เมื่อเข้าไปตรวจสภาพผิวหน้า เจ้าหน้าที่คลินิกก็เริ่มวิเคราะห์ว่าผิวหน้าของเธอมีความแห้ง ขาดความชุ่มชื้น จำเป็นต้องได้รับการบำรุงอย่างเร่งด่วน พร้อมชักชวนให้ซื้อคอร์สดูแลผิวหน้า แต่เนื่องจากนางสาวน้ำผึ้งไม่มีความสนใจในเรื่องการดูแลผิวหน้ามากนัก จึงปฏิเสธไป
จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คลินิกไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์มาพูดคุยเรื่องการดูแลสุขภาพแทน ซึ่งเป็นประเด็นที่นางสาวน้ำผึ้งให้ความสนใจ เพราะในขณะนั้นเธอกำลังมีปัญหาเรื่องไขมันพอกตับ และกำลังหาวิธีการลดไขมันอยู่พอดี
เจ้าหน้าที่คลินิกจึงแนะนำอย่างมั่นใจว่า หากมาใช้บริการที่คลินิกของพวกเขา จะสามารถช่วยให้น้ำหนักลดลง และที่สำคัญคือ ไขมันพอกตับจะหายไปได้ด้วย คำกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้นางสาวน้ำผึ้งสนใจอย่างมาก เพราะเป็นปัญหาสุขภาพที่เธอกังวลมาตลอด
เจ้าหน้าที่จึงเสนอคอร์สแรกในราคา 10,000 บาท โดยอธิบายว่าเป็นคอร์สเบื้องต้นสำหรับการลดไขมันและน้ำหนัก เมื่อนางสาวน้ำผึ้งตกลง พวกเขาก็พาลงไปที่คลินิกซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น G ของห้างสรรพสินค้านั้นเพื่อเริ่มใช้บริการ
กลยุทธ์หว่านล้อม การขายที่ไม่มีวันจบ
เมื่อนางสาวน้ำผึ้งเข้าไปถึงคลินิก เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้รู้จักกับพนักงานอีก 2 คน พร้อมกล่าวว่า “คุณโชคดีมากที่ได้เจอทั้งสองคนนี้ เพราะปกติพวกเขาไม่ค่อยอยู่ที่คลินิกเท่าไหร่ เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่จะช่วยคุณได้ดีที่สุด”
การกล่าวเช่นนี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึกพิเศษและโชคดีให้กับลูกค้า ทำให้รู้สึกว่าได้รับโอกาสที่หาได้ยาก ขณะที่นางสาวน้ำผึ้งกำลังเริ่มใช้บริการลดไขมัน เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนก็เริ่มหว่านล้อม พูดจาชักชวนให้ซื้อคอร์สเพิ่มเติมในราคาที่สูงขึ้นมาก คือ 1 ล้านบาท
พวกเขาอ้างว่า คอร์สนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก และเป็นคอร์สที่ได้รับการออกแบบโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นเจ้าของคลินิก การกล่าวอ้างดังกล่าวทำให้นางสาวน้ำผึ้งรู้สึกมั่นใจและไว้วางใจ จึงตกลงซื้อคอร์สเพิ่มเติมในครั้งแรก โดยต้องจ่ายเงินไปทั้งสิ้น 1,010,000 บาท
วงจรอุบาทว์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
นางสาวน้ำผึ้งเล่าว่า หลังจากนั้นทุกครั้งที่เธอไปใช้บริการที่คลินิก ซึ่งเธอตั้งใจจะไปเพื่อให้จบคอร์สที่ซื้อไว้แล้ว แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่หว่านล้อมให้ซื้อคอร์สเพิ่มเติมทุกครั้ง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เช่น คอร์สเดิมยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มการดูแลเฉพาะจุด หรือมีเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ดีกว่า
ในครั้งที่ 2 เธอต้องจ่ายเงินเพิ่ม 1,500,000 บาท ครั้งที่ 3 เพิ่มขึ้นเป็น 2,500,000 บาท และครั้งที่ 4 อีก 1,000,000 บาท เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว นางสาวน้ำผึ้งต้องจ่ายเงินไปทั้งสิ้น 6,010,000 บาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน
การจ่ายเงินทั้งหมดนี้ทำผ่านบัตรเครดิตและการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร สิ่งที่น่าสังเกตคือ เจ้าหน้าที่คลินิกจะเป็นผู้ดำเนินการทุกขั้นตอนผ่านโทรศัพท์มือถือของนางสาวน้ำผึ้งเอง โดยอ้างว่าเธอไม่เก่งเรื่องการใช้งานโทรศัพท์มือถือ จึงขอช่วยดำเนินการให้
เทคนิคการเพิ่มวงเงินบัตรเครดิต
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อบัตรเครดิตของนางสาวน้ำผึ้งเต็มวงเงิน เจ้าหน้าที่คลินิกก็จะโทรติดต่อไปยังธนาคารเพื่อขอเพิ่มวงเงินบัตรเครดิตเอง โดยให้นางสาวน้ำผึ้งเป็นเพียงผู้ยืนยันตัวตนเท่านั้น วิธีการนี้แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่มีความชำนาญในการหาเงินจากลูกค้าอย่างมาก และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน
นางสาวน้ำผึ้งเล่าว่า ทุกครั้งที่ไปคลินิกเธอไปคนเดียว ไม่มีญาติหรือเพื่อนติดตามไป ทำให้เธอรู้สึกถูกกดดันและไม่กล้าปฏิเสธเมื่อถูกหว่านล้อมจากเจ้าหน้าที่หลายคน บรรยากาศภายในคลินิกและวิธีการพูดจาของเจ้าหน้าที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนไม่สามารถพูด “ไม่” ได้
“ผมรู้สึกเหมือนถูกล้อมวงอยู่ในห้อง ทุกคนพูดจาไพเราะ บอกว่าทำดีแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น ต้องทำต่อไปถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ผมไม่กล้าปฏิเสธ กลัวว่าเงินที่จ่ายไปแล้วจะเสียเปล่า” นางสาวน้ำผึ้งเล่า
จุดแตกหัก เมื่อความเครียดเกินทน
หลังจากครั้งที่ 4 นางสาวน้ำผึ้งเริ่มรู้สึกว่าตนเองไม่ไหวแล้ว ไม่กล้ากลับไปใช้บริการที่คลินิกอีก เพราะกลัวว่าจะถูกขายคอร์สเพิ่มอีก เมื่อกลับถึงบ้าน เธอเริ่มรู้สึกเครียดอย่างรุนแรง แต่กลับเก็บความทุกข์ไว้ในใจ ไม่กล้าบอกใครในครอบครัว กลัวจะถูกตำหนิหรือถูกดุ
ความเครียดที่สะสมทำให้เธอเริ่มมีอาการแพนิค จนต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการ เมื่อพูดคุยกับแพทย์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แพทย์แนะนำให้เธอพูดคุยกับคนในครอบครัว อย่าเก็บไว้คนเดียว
นางสาวน้ำผึ้งจึงโทรศัพท์ไปบอกน้องสาวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ผมเก็บไว้นานมาก กว่าจะบอกน้องสาวได้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก น้องสาวไม่ได้ต่อว่าอะไร แม่ก็ไม่ได้โกรธ ทุกคนให้กำลังใจและปลอบใจ บอกให้ตั้งใจรักษาโรคแพนิคก่อน” เธอเล่า
ความพยายามครั้งสุดท้ายในการเรียกร้องความเป็นธรรม
ครั้งสุดท้ายที่นางสาวน้ำผึ้งเข้าไปที่คลินิกเพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เธอบอกกับพวกเขาว่า ทุกครั้งที่มาก็ต้องเสียเงินซื้อคอร์สเพิ่มทุกครั้ง จนทำให้เกิดอาการแพนิคและรู้สึกไม่ไหว ไม่สามารถเข้ามาใช้บริการต่อได้อีกแล้ว จึงขอเงินส่วนที่เหลือคืน
แต่เจ้าหน้าที่คลินิกกลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด โดยบอกว่าคืนเงินให้ไม่ได้ และท้าทายให้ไปฟ้องร้องตามกฎหมายเอาเอง คำตอบดังกล่าวทำให้นางสาวน้ำผึ้งและครอบครัวตัดสินใจที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน
นางสาวน้ำผึ้งเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ เพื่อลงบันทึกประจำวัน ก่อนจะดำเนินการปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ เธอยังต้องการให้สื่อช่วยเป็นกระบอกเสียง และให้เรื่องราวของเธอเป็นบทเรียนแก่ผู้บริโภคคนอื่นๆ ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกัน
“ผมทุกข์ใจมาก เห็นคนอื่นหัวเราะ มีความสุข ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมผมทำเหมือนคนอื่นไม่ได้ ทำไมผมต้องทุกข์ใจอยู่แบบนี้ เงิน 6 ล้านบาทนั้นเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของผม บัดนี้หมดไปแล้ว” นางสาวน้ำผึ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า
น้องชายเผยมุมมองและความห่วงใย
นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 42 ปี น้องชายของผู้เสียหาย ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อทราบเรื่องของพี่สาวก็รู้สึกสงสารและเห็นใจอย่างมาก เพราะเห็นสภาพจิตใจของพี่สาวที่ย่ำแย่ เงินที่เสียไปเป็นเงินที่เธอเก็บสะสมมาตลอดชีวิต การสูญเสียครั้งนี้ไม่ใช่แค่เงินทอง แต่เป็นความหวังและความมั่นคงทางการเงินที่หายไปด้วย
“พี่สาวผมเป็นคนขยัน ทำงานหามาทั้งชีวิต เก็บออมเงินเพื่อวันข้างหน้า แต่ตอนนี้ทุกอย่างหมดไปเพียงแค่ไม่กี่เดือน ผมคิดว่าคลินิกแห่งนี้มีเจตนาที่ชัดเจนในการหาเงินจากลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม” นายเออธิบาย
นายเอกล่าวว่า คลินิกแห่งนี้มีการโฆษณาเกินจริง โดยเฉพาะเรื่องการอ้างว่าสามารถรักษาไขมันพอกตับให้หายได้ และทำให้น้ำหนักลดลง ซึ่งในความเป็นจริง หลังจากที่พี่สาวใช้บริการไปแล้วประมาณ 200,000 บาท ก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือผลลัพธ์ใดๆ เลย
ที่น่าสังเกตคือ เมื่อเจ้าหน้าที่คลินิกรู้ว่าพี่สาวของเขามีบัตรเครดิตหลายใบ ก็ยิ่งคะยั้นคะยอให้เพิ่มวงเงินบัตรเครดิต เพื่อจ่ายเงินซื้อคอร์สในราคาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เข้าไปใช้บริการ นายเอมองว่าวิธีการหาเงินจากลูกค้าแบบนี้ไม่ถูกต้องและไม่มีจริยธรรม
การเจรจาที่ล้มเหลว และการถูกคุกคาม
นายเออธิบายว่า วันหนึ่งเขาและครอบครัวได้เดินทางไปที่คลินิกเพื่อพูดคุยเจรจา โดยได้ประสานงานผ่านคุณเล็ก ซึ่งคาดว่าเป็นผู้จัดการของคลินิก เมื่อไปถึงที่คลินิก ทางคลินิกให้พวกเขานั่งรอด้านในประมาณ 20 นาที ก่อนที่คุณเล็กจะออกมาพูดคุยพร้อมกับทนายความ
“ผมเข้าไปด้วยความตั้งใจดี ต้องการเจรจาอย่างสันติ ผมบอกกับพวกเขาว่าจะคืนเท่าไหร่ก็มาคุยกันได้ ไม่ต้องคืนทั้งหมดก็ได้ แต่ขอคืนบางส่วน เพราะพี่สาวไม่ได้ใช้บริการเต็มตามที่จ่ายไป” นายเออธิบาย
แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้ผิดหวังอย่างมาก ทนายความของคลินิกตอบอย่างเด็ดขาดว่า ให้ฝ่ายพวกเขาไปฟ้องร้องเอาเอง และที่น่าตกใจคือ ทางคลินิกยังโทรศัพท์แจ้งตำรวจว่าพวกเขาบุกรุกคลินิก ทั้งที่เป็นทางคลินิกเองที่เชิญให้เข้าไปพูดคุยภายในคลินิก การกระทำดังกล่าวทำให้นายเอและครอบครัวรู้สึกว่าถูกคุกคามและไม่ได้รับความเป็นธรรม
เรียกร้องความยุติธรรมและเตือนผู้บริโภค
นายเออธิบายว่า การออกมาพูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งนี้ เพื่อขอความเป็นธรรม และต้องการให้สื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับพี่สาวและครอบครัว นอกจากนี้ เขายังต้องการส่งสัญญาณไปยังผู้เสียหายคนอื่นๆ ที่อาจเคยตกเป็นเหยื่อของคลินิกแห่งนี้ในลักษณะเดียวกัน
“ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่แค่พี่สาวของผมคนเดียวที่ตกเป็นเหยื่อ อาจจะมีคนอื่นๆ อีกมากที่ถูกหลอก ถูกชักจูง หว่านล้อม และกดดันให้เข้ามาใช้บริการ ซื้อแพ็กเกจในราคาแพงลิ่วแบบนี้ ผมอยากให้คนเหล่านั้นออกมาเรียกร้องความยุติธรรมในฐานะผู้บริโภคด้วยกัน” นายเอกล่าว
บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริโภค
เรื่องราวของนางสาวน้ำผึ้งเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่สนใจใช้บริการคลินิกเสริมความงามหรือสุขภาพ ควรระวังและตระหนักถึงสิ่งต่อไปนี้:
ระวังกิจกรรมแจกของฟรี หลายครั้งเป็นเพียงเหยื่อล่อเพื่อดึงลูกค้าเข้ามา แล้วจึงใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้าหรือบริการในราคาแพง ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณและไม่ตัดสินใจซื้อทันที
ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือ ก่อนตัดสินใจใช้บริการคลินิกใดๆ ควรตรวจสอบข้อมูลคลินิก ใบอนุญาต คุณวุฒิของแพทย์และบุคลากร รวมถึงรีวิวจากลูกค้าคนก่อนๆ
อย่าตัดสินใจคนเดียว หากจะใช้บริการที่มีค่าใช้จ่ายสูง ควรปรึกษาครอบครัวหรือเพื่อนสนิท หรืออย่างน้อยควรพาคนที่ไว้ใจไปด้วยทุกครั้ง เพื่อช่วยให้คำแนะนำและป้องกันการถูกหว่านล้อม
ระวังการอ้างสรรพคุณเกินจริง หากคลินิกหรือธุรกิจใดอ้างว่าสามารถรักษาโรคหรือปัญหาสุขภาพได้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะโรคที่ซับซ้อน ควรสงสัยและตรวจสอบข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อ่านสัญญาและเงื่อนไขอย่างละเอียด ก่อนตกลงซื้อคอร์สหรือบริการใดๆ ควรอ่านสัญญาและเงื่อนไขให้ละเอียด โดยเฉพาะเรื่องการคืนเงิน การยกเลิกสัญญา และค่าใช้จ่ายต่างๆ
ระวังการถูกกดดันให้ตัดสินใจเร็ว หากพนักงานขายพยายามกดดันให้ตัดสินใจซื้อทันที โดยอ้างว่าโปรโมชั่นใกล้หมดเขต หรือเหลือที่ว่างอีกไม่กี่ที่ ควรใช้สติและขอเวลาในการพิจารณา
ไม่ควรให้คนอื่นดำเนินการทางการเงินแทน ไม่ว่าจะเป็นการรูดบัตร การโอนเงิน หรือการติดต่อธนาคาร ควรทำด้วยตนเองหรือให้คนในครอบครัวที่ไว้ใจช่วย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของคลินิกหรือร้านค้า
แนวทางการดำเนินการทางกฎหมาย
สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกัน สามารถดำเนินการได้หลายทาง:
แจ้งความดำเนินคดี สามารถไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ โดยอาจมีความผิดหลายข้อหา เช่น การฉ้อโกง การโฆษณาเกินจริง หรือการกระทำที่เป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หากเห็นว่าถูกละเมิดสิทธิในฐานะผู้บริโภค สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้
ติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้บริโภค ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือโทร 1569 เพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือ
ปรึกษาทนายความ เพื่อพิจารณาแนวทางการฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย หรือฟ้องร้องทางอาญา
ขณะนี้ นางสาวน้ำผึ้งและครอบครัวอยู่ระหว่างการปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมทั้งหวังว่าเรื่องราวของเธอจะเป็นบทเรียนให้กับผู้บริโภคคนอื่นๆ และหวังว่าจะมีการตรวจสอบคลินิกดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้มีผู้เสียหายรายใหม่เกิดขึ้นอีก
การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนควรมีความรู้และความระมัดระวังในการใช้บริการต่างๆ หากพบเห็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ควรร้องเรียนและเรียกร้องความยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายรายต่อไป