วิ่งไปไม่สิ้นสุด: เมื่อสังคมโซเชียลผลักดันให้คนรุ่นใหม่ไล่ตามความฝันที่ไม่มีตัวตน

ปรากฏการณ์สังคมยุคดิจิทัลที่ทำให้คนหนุ่มสาวตกอยู่ในวังวนการแสวงหาความสำเร็จแบบสำเร็จรูป จนลืมคุณค่าของตัวเองและชีวิตจริง

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน หลายคนพบว่าตัวเองติดอยู่ในวงจรการไล่ตามความฝันที่ดูเหมือนจะไปไม่ถึงเป้าหมาย เหมือนกับการวิ่งอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง แม้จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

นักจิตวิทยาและนักสังคมวิทยาหลายท่านเริ่มให้ความสนใจกับปรากฏการณ์นี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล พวกเขาพบว่าการแสวงหาความสำเร็จในยุคปัจจุบันมักจะถูกกำหนดโดยมาตรฐานของสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสะท้อนความเป็นจริงหรือความต้องการที่แท้จริงของแต่ละบุคคล

สังคมแห่งความฝันสำเร็จรูป

ในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอ “ความฝันสำเร็จรูป” ให้กับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรูหรา การเดินทางท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรือการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานอย่างรวดเร็ว เนื้อหาเหล่านี้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูง่ายและเข้าถึงได้ ทำให้ผู้ชมเกิดความเชื่อว่าพวกเขาเองก็สามารถบรรลุความสำเร็จในลักษณะเดียวกันได้

ปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากการที่สังคมออนไลน์สร้างมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่สมจริง คนหนุ่มสาวมักจะเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับสิ่งที่เห็นบนหน้าจอ โดยไม่ตระหนักว่าสิ่งที่เห็นนั้นอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมด หรือเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ถูกคัดเลือกมาให้ดู

การศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอทีแอนด์คอม) ในปี 2024 พบว่า คนไทยอายุ 18-35 ปี ใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเฉลี่ยวันละ 4.2 ชั่วโมง โดยร้อยละ 73 ของกลุ่มตัวอย่างยอมรับว่าเคยรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตของตัวเองหลังจากดูเนื้อหาของผู้อื่นบนโซเชียลมีเดีย

วงจรแห่งการไล่ตามสิ่งที่ไม่มีตัวตน

ผศ.ดร.นิรมล สุขสันติ จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า “การไล่ตามความฝันที่ไม่มีตัวตนนี้ คล้ายกับการวิ่งไล่ตามภาพลวงตา ยิ่งพยายาม ยิ่งรู้สึกล้าและไกลจากเป้าหมาย เพราะเป้าหมายเหล่านั้นมักจะไม่ได้มาจากความต้องการที่แท้จริงของตัวเราเอง แต่เป็นสิ่งที่สังคมหรือสื่อต่างๆ ปลูกฝังให้เรารู้สึกว่านั่นคือความสุข”

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่หลายประเทศกำลังเผชิญ ในประเทศญี่ปุ่น มีคำว่า “Social Media Fatigue” หรือความเหนื่อยล้าจากสื่อสังคม ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา มีการศึกษาเกี่ยวกับ “Fear of Missing Out” (FOMO) หรือความกลัวว่าจะพลาดอะไรไป ซึ่งล้วนเป็นอาการทางจิตใจที่เกิดจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไป

นางสาวปรียา วัย 26 ปี พนักงานบริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ เล่าประสบการณ์ของตัวเองว่า

“เคยมีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองน่าเบื่อมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เห็นบนอินสตาแกรม เพื่อนๆ ไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อของแบรนด์เนม มีความสัมพันธ์ที่ดูสมบูรณ์แบบ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรสักอย่างให้ตามคนอื่น แต่ยิ่งพยายาม ยิ่งรู้สึกว่าไปไม่ถึง และเริ่มไม่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมี”

ผลกระทบต่อสุขภาพจิต

การไล่ตามสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือไม่เป็นความจริงนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ดร.วิชัย มั่นใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสุขภาพจิตแห่งชาติ เปิดเผยว่า “ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เรามีผู้ป่วยที่มาขอรับการปรึกษาเรื่องความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40”

อาการที่พบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ ได้แก่ ความรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง ความวิตกกังวลเมื่อไม่สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้ และความรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองไม่มีความหมาย ซึ่งอาการเหล่านี้หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น

นอกจากนี้ การใช้เวลามากเกินไปกับการไล่ตามความฝันที่ไม่เป็นจริง ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริง ทำให้คนเหล่านี้ขาดการสื่อสารที่แท้จริงกับคนรอบข้าง ไม่สนใจกิจกรรมที่มีคุณค่าในชีวิตประจำวัน และอาจพลาดโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง

เสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ

ศ.ดร.สุนีย์ เจริญสุข นักสังคมวิทยาและนักเขียนที่มีผลงานเกี่ยวกับปรากฏการณ์สังคมดิจิทัล เตือนว่า “การที่เราใช้ชีวิตในโลกเสมือนมากเกินไป จนลืมคุณค่าของชีวิตจริง เป็นสิ่งที่น่าวิตกมาก เพราะชีวิตจริงของเรามีเวลาจำกัด ทุกนาทีที่เราเสียไปกับการไล่ตามสิ่งที่ไม่มีตัวตน คือเวลาที่เราควรจะใช้สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าในโลกแห่งความจริง”

การศึกษาวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่า คนที่ใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มที่จะมีความสุขในชีวิตน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ เพราะการใช้เวลากับสื่อสังคมออนไลน์มากเกินไป ทำให้ขาดการมีปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงกับคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม

การหยุดเพื่อฟังเสียงในใจ

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำให้คนรุ่นใหม่ลองใช้วิธี “หยุด” เพื่อประเมินความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ดร.อรอุมา สบายใจ นักจิตวิทยาการปรึกษา อธิบายว่า “การหยุดไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการให้โอกาสตัวเองได้ฟังเสียงในใจที่ถูกกลบไปด้วยเสียงรบกวนจากภายนอก เมื่อเราหยุดและเงียบสักครู่ เราจะได้ยินเสียงที่บอกเราว่าเราต้องการอะไรจริงๆ”

การ “หยุด” ในที่นี้ หมายถึง การสร้างช่วงเวลาเงียบจากสื่อต่างๆ การไม่ดูโซเชียลมีเดียเป็นระยะเวลาหนึ่ง การอยู่กับตัวเองโดยไม่มีสิ่งรบกวน เพื่อให้เราได้สำรวจความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง วิธีการนี้ได้รับการยืนยันว่ามีประสิทธิภาพจากการศึกษาหลายชิ้น รวมถึงการปฏิบัติสมาธิ (Mindfulness) ที่กำลังได้รับความนิยมในวงการจิตวิทยาการรักษา

นายอนุชา  วัย 30 ปี ที่เคยประสบปัญหาการไล่ตามความฝันที่ไม่เป็นจริง เล่าว่า

“หลังจากที่ได้ลองหยุดใช้โซเชียลมีเดียไปสัก 2 สัปดาห์ ก็เริ่มรู้สึกว่าชีวิตสงบขึ้น เริ่มได้สนใจสิ่งรอบตัวที่เคยมองข้าม เช่น การคุยกับครอบครัว การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย และรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ให้ความสุขที่แท้จริงมากกว่าการดูชีวิตคนอื่นบนหน้าจอ”

การกลับมาสู่ชีวิตที่แท้จริง

หลายองค์กรเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และเปิดโครงการช่วยเหลือคนที่ประสบปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไป มูลนิธิสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดตัวโครงการ “Digital Detox” หรือการล้างพิษดิจิทัล เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่กลับมามีความสมดุลในการใช้ชีวิต

โครงการนี้ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การฝึกสมาธิ การทำกิจกรรมกลางแจ้ง การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับคนรอบข้าง ผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการร้อยละ 85 รายงานว่ามีความสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น และสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีสติมากขึ้น

เป้าหมายของเราไม่ใช่การให้คนหยุดใช้เทคโนโลยีทั้งหมด แต่เป็นการสร้างความตระหนักให้คนรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ และไม่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมชีวิตของเรา เราต้องเป็นคนควบคุมเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเรา

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้คำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการหลุดพ้นจากวงจรการไล่ตามสิ่งที่ไม่มีตัวตน โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การกำหนดเวลาในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การเลือกติดตามเฉพาะเนื้อหาที่ให้ประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวก และการหาเวลาทำกิจกรรมที่สร้างความสุขในโลกแห่งความจริง

นอกจากนี้ การสร้างเป้าหมายที่เป็นจริงและสามารถวัดผลได้ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สำคัญ แทนที่จะตั้งเป้าหมายที่ห่างไกลและไม่ชัดเจน ให้ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่สามารถทำได้จริงในระยะเวลาอันสั้น เช่น การอ่านหนังสือเดือนละ 1 เล่ม การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือการใช้เวลากับครอบครัววันละ 1 ชั่วโมง

บทสรุป: คุณค่าของชีวิตที่แท้จริง

ในท้ายที่สุด ชีวิตของเรามีเวลาจำกัด และทุกช่วงเวลาที่ผ่านไปนั้นมีคุณค่า การเอาเวลาที่มีค่าไปแลกกับการไล่ตามสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือไม่เป็นจริง จึงเป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้มค่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในโลกเสมือน แต่อยู่ในการใช้ชีวิตอย่างมีสติ การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และการทำสิ่งที่เรารักอย่างจริงใจ

ชีวิตไม่ได้วัดจากจำนวนไลค์ แชร์ หรือความเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ แต่วัดจากความสุข ความหมาย และคุณค่าที่เราสร้างให้กับตัวเองและคนรอบข้างในโลกแห่งความจริง การรู้จักหยุดและฟังเสียงในใจของตัวเอง คือจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่มีความหมายอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากเราเริ่มตั้งแต่วันนี้ ด้วยการให้ความสำคัญกับสิ่งที่สัมผัสได้จริง การใช้เวลากับคนที่เรารัก และการทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง ชีวิตของเราจะมีความหมายและคุณค่ามากกว่าการวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่มีจริงในโลกเสมือน