ผู้ประกอบการหน้าใหม่มักตกเป็นเหยื่อของ “Expert Blind Spot” เมื่อเชื่อฟังคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยไม่คิดวิเคราะห์ให้เหมาะกับบริบทธุรกิจตัวเอง
การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และเคสศึกษาความสำเร็จมากมาย แต่การศึกษาล่าสุดเผยให้เห็นว่า การฟังคำแนะนำมากเกินไปอาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจ Start-up จำนวนมากต้องล้มเหลว นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Expert Blind Spot” หรือจุดบอดของการฟังผู้เชี่ยวชาญมากไป
ข้อมูลสะเทือนใจจาก Harvard Business School
Shikhar Ghosh นักวิชาการจาก Harvard Business School ได้ทำการศึกษาที่น่าตกใจเมื่อพบว่า 75% ของบริษัท Start-up ที่ได้รับเงินลงทุนสนับสนุนจะไม่สามารถคืนเงินให้นักลงทุนได้ การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลจากบริษัทกว่า 2,000 แห่ง และพบจุดผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่า กลุ่มธุรกิจที่ล้มเหลวส่วนใหญ่มีจุดผิดพลาดเดียวกัน คือ การพยายามเลียนแบบโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยไม่มีการปรับให้เข้ากับลูกค้าเป้าหมายและสภาพตลาดของตนเอง ความผิดพลาดนี้เกิดจากการที่ผู้ประกอบการมักเชื่อฟังคำแนะนำจากที่ปรึกษาหรือนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในธุรกิจแบบดั้งเดิม โดยไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างของ ecosystem ตลาด ความต้องการของผู้บริโภค และแม้แต่ระเบียบข้อบังคับที่มีความแตกต่างอย่างมากระหว่างอุตสาหกรรม
ความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมที่ไม่ควรมองข้าม
การศึกษาที่เจาะลึกยิ่งขึ้นชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ทำงานได้ดีในอุตสาหกรรมหนึ่งอาจไม่ได้ผลในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง เช่น กลยุทธ์ที่เหมาะกับ e-commerce อาจไม่ได้ผลใน fintech หรือวิธีการที่เหมาะกับธุรกิจ B2B อาจไม่เข้ากับ B2C
ตัวอย่างที่ชัดเจนของบริษัทที่กล้าปฏิเสธคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จ ได้แก่ Netflix ที่ปฏิเสธการควบรวมกับ Blockbuster เมื่อปี 2000 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้ทำ นอกจากนี้ยังมี Airbnb ที่ไม่ยอมเปลี่ยนจากโมเดล P2P (Peer-to-Peer) เป็น B2B ตามคำแนะนำของนักลงทุน และ Tesla ที่ไม่ยอมผลิตรถไฮบริดก่อนแล้วค่อยพัฒนารถไฟฟ้า ตามที่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมยานยนต์แนะนำ
ปรากฏการณ์ “Expert Blind Spot” คืออะไร
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Expert Blind Spot” หรือจุดบอดของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเกิดจากประสบการณ์เฉพาะทางที่ทำให้มองเห็นแต่ทางออกที่เคยได้ผล โดยไม่เปิดใจต่อโอกาสใหม่ที่อาจขัดกับความเชื่อเดิมๆ
การศึกษายังพบว่า ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมักมีลักษณะ “Healthy Paranoia” คือ ความระแวงต่อคำแนะนำในระดับที่เหมาะสม โดยใช้คำแนะนำเหล่านั้นเป็นข้อมูลอ้างอิงแต่ไม่ยึดติดจนเกินไป พวกเขาจะกรองคำแนะนำผ่านการวิเคราะห์ที่รอบคอบและนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของธุรกิจตนเอง
เคสศึกษา Cirkul: ความสำเร็จจาก “การเลือกไม่ฟัง”
Garrett Waggoner CEO วัย 34 ปีของ Cirkul เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการประสบความสำเร็จด้วยการเลือกคำแนะนำอย่างรอบคอบ เขาและ Andy Gay เริ่มต้นธุรกิจน้ำแต่งเติมรสตั้งแต่ปี 2015 จนสามารถสร้างมูลค่าบริษัทถึง 33,000 ล้านบาทในปี 2022
แต่เส้นทางความสำเร็จของ Cirkul ไม่ได้มาจากการทำตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเสมอไป กลับกลายเป็น “การเลือกไม่ฟัง” ในจุดสำคัญหลายจุด ความสำเร็จนี้เกิดจากการที่ Waggoner เข้าใจหลักการพื้นฐานและกล้าที่จะปรับประยุกต์ให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง
ทฤษฎี “Availability Heuristic” และผลกระทบต่อการตัดสินใจ
นักจิตวิทยาพฤติกรรม Daniel Kahneman เคยอธิบายผ่านทฤษฎี “Availability Heuristic” ว่า คนเรามักจะให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้ยินล่าสุดหรือประทับใจมากที่สุด แทนที่จะวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ
เมื่อผู้ประกอบการหน้าใหม่ได้ยินเรื่องราวความสำเร็จจากบริษัทชื่อดัง พวกเขามักคิดว่าวิธีเดียวกันจะได้ผลกับธุรกิจของตัวเอง โดยไม่ได้คิดถึงบริบทและปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกัน ทฤษฎีนี้อธิบายได้ว่าทำไมผู้ประกอบการจึงมักตกเป็นเหยื่อของการทำตามแบบโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม
หลักคิด “Context Dependency” ในการบริหารธุรกิจ
Waggoner กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ได้รับคำแนะนำจากคนที่เคยสร้างธุรกิจสำเร็จ ให้ตีความผ่านมุมมองของตัวเอง สิ่งที่ได้ผลกับเขาอาจไม่ได้ผลกับธุรกิจประเภทอื่น” หลักคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิด “Context Dependency” ในการบริหารธุรกิจ ที่ระบุว่า กลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จในสถานการณ์หนึ่งอาจไม่ได้ผลในสถานการณ์อื่น
การเข้าใจหลักการนี้ทำให้ผู้ประกอบการสามารถกรองคำแนะนำและเลือกนำเอาเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจตนเองมาใช้ แทนการทำตามแบบอย่างสำเร็จสำเร็จรูป
บทเรียนจากการตัดสินใจสร้างโรงงานเอง
Cirkul ประสบปัญหาจริงเมื่อทำตามคำแนะนำ “จ้าง outsource ผลิต” ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐานของบริษัทผลิตภัณฑ์อุปโภค ตามข้อมูลจาก McKinsey & Company พบว่า 85% ของบริษัทผลิตภัณฑ์อุปโภคใช้วิธีนี้เพื่อลดต้นทุน
แต่สำหรับ Cirkul ที่ผลิตขวดน้ำแต่งเติมรสแบบใหม่ “คนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทำแต่กระป่องกับขวด เมื่อเจอสิ่งพิเศษ พวกเขาปฏิเสธ” Waggoner กล่าว ผลลัพธ์คือบริษัทต้องสร้างโรงงานเอง ซึ่งขัดกับหลัก Asset-Light Model ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
แต่การตัดสินใจนี้กลับกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ควบคุมคุณภาพ นวัตกรรม และต้นทุนได้ดีกว่า นี่คือตัวอย่างของ “Strategic Inflexibility” หรือภาวะที่การยึดติดกับกลยุทธ์เดิมกลับเป็นข้อเสีย ในขณะที่ความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กลับนำไปสู่ความสำเร็จ
หลักการพื้นฐาน 2 ข้อที่ Waggoner ยึดถือ
Waggoner เก็บเอาแต่คำแนะนำที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐาน 2 ข้อ คือ มุ่งแก้ปัญหาจริงของลูกค้า และมุ่งเน้นประสบการณ์ลูกค้า Waggoner อธิบายว่า “ก่อนหน้านี้เราหลงทางไปกับการจินตนาการสิ่งเจ๋งๆ ที่ผลิตภัณฑ์จะทำได้ แต่เมื่อกลับมาแก้ปัญหา ทำให้ทุกอย่างพอดีกับความต้องการจริงของลูกค้า”
หลักคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิด “Jobs-to-be-Done Theory” ของ Clayton Christensen ที่เน้นว่า ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อผลิตภัณฑ์ แต่จ้างผลิตภัณฑ์มาทำงาน เมื่อเข้าใจงานที่ลูกค้าต้องการให้ทำ ก็จะสามารถสร้างนวัตกรรมที่ตรงจุดได้
คำสนับสนุนจากผู้ประกอบการชื่อดัง
มหาเศรษฐี Mark Cuban สนับสนุนแนวคิดนี้ด้วยการกล่าวว่า “เมื่อเพิ่งเริ่มธุรกิจเล็กๆ มีโอกาสจะถูกทำลายได้ง่ายมากถ้าปล่อยให้ตัวเองถูกดึงไปด้วยความคิดต่างๆ” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการมีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่หลงไปกับคำแนะนำที่อาจไม่เหมาะสม
ส่วน Edward Tirtanata CEO ของ Kopi Kenangan ที่สร้างยอดขายถึง 3,300 ล้านบาท ก็ทำลายกฎเมนูมาตรฐานสากล โดยปรับแต่งตามรสชาติท้องถิ่น แทนที่จะทำตามแบบเชนกาแฟนานาชาติ การตัดสินใจนี้ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงใจผู้บริโภคในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
กรณีศึกษา Kopi Kenangan และ “Blue Ocean Strategy”
กรณีของ Kopi Kenangan สะท้อนแนวคิด “Blue Ocean Strategy” ที่เน้นการสร้างตลาดใหม่แทนการแข่งขันในตลาดเดิม แทนที่จะทำตามแบบ Starbucks หรือเชนกาแฟสากลอื่นๆ เขากลับสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เหมาะกับผู้บริโภคเอเชีย
การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้หลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับผู้เล่นรายใหญ่ แต่ยังสร้างตลาดเฉพาะที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน ผลลัพธ์คือการเติบโตอย่างรวดเร็วและการยอมรับจากผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย
กระบวนการคิดเชิงปัจจัยพื้นฐาน
แนวคิดที่ได้จากเคสเหล่านี้คือ การใช้กระบวนการคิดที่จะมองถึง “ปัจจัยพื้นฐาน” แทนการคิดแบบ “การใช้เหตุผลเชิงเปรียบเทียบ” เมื่อเจอคำแนะนำ ผู้ประกอบการควรถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อสำคัญ
ข้อแรก คือ บริบทของธุรกิจที่ให้คำแนะนำกับธุรกิจเราเหมือนกันหรือไม่ การทำความเข้าใจความแตกต่างของอุตสาหกรรม ตลาดเป้าหมาย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะช่วยให้ประเมินความเหมาะสมของคำแนะนำได้อย่างแม่นยำ
ข้อที่สอง คือ หลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังคำแนะนำคืออะไร การเข้าใจหลักการจะช่วยให้สามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างยืดหยุ่น แทนการทำตามแบบสำเร็จรูป
ข้อที่สาม คือ วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาหลักของลูกค้าเราได้จริงหรือไม่ การตอบคำถามนี้จะช่วยให้มั่นใจว่าการนำคำแนะนำไปใช้จะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจอย่างแท้จริง
หลีกเลี่ยง “Survivorship Bias”
การเลือกคำแนะนำด้วยหลักการเหล่านี้ ทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของ “Survivorship Bias” ที่มองเห็นแต่ความสำเร็จ โดยไม่เห็นธุรกิจที่ล้มเหลวจากการทำตามวิธีเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเราให้ความสำคัญกับเรื่องราวความสำเร็จที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง แต่มองข้ามกรณีล้มเหลวที่ไม่ค่อยได้รับการพูดถึง
ในความเป็นจริง สำหรับทุกธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้วยกลยุทธ์หนึ่ง อาจมีธุรกิจอีกหลายแห่งที่ล้มเหลวจากการใช้กลยุทธ์เดียวกัน การเข้าใจนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีการประเมินความเสี่ยงที่สมจริงมากขึ้น
บทสรุป: ความสำเร็จที่แท้จริง
ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้มาจากการทำตามสูตรสำเร็จ แต่มาจากความเข้าใจลึกซึ้งในหลักการพื้นฐาน และความกล้าที่จะปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของตัวเอง การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบันต้องการทักษะการกรองข้อมูล การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และความมั่นใจในการตัดสินใจที่แตกต่าง
ดังนั้น การ “เลือกฟัง” จึงเป็นทักษะที่สำคัญไม่แพ้การฟัง ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังคำแนะนำอย่างเปิดใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยึดติดกับสูตรสำเร็จเก่าอาจเป็นสาเหตุของความล้มเหลว แต่การเข้าใจหลักการพื้นฐานและประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน