งานวิจัยพลิกโฉมความเข้าใจเรื่องความจน เสนอแนวทางแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม
ในโลกที่มีผู้คนกว่า 700 ล้านคนยังคงต้องดิ้นรนกับความยากจน และเด็กอายุไม่ถึง 5 ขวบต้องสูญเสียชีวิตไปมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี การศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสามท่านได้เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของความยากจน
อภิจิต บาเนอร์จี (Abhijit Banerjee) เอสเทอร์ ดูโฟล (Esther Duflo) และไมเคิล เครเมอร์ (Michael Kremer) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2019 ได้ทำการศึกษาวิจัยอย่างเข้มข้นและพบข้อค้นพบที่เปลี่ยนแปลงมุมมองเรื่องความยากจนไปตลอดกาล
การศึกษาครั้งนี้ได้ทลายความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมที่มองว่าคนจนเป็นเพราะความขี้เกียจหรือไม่พยายาม แต่กลับพบว่าความยากจนเกิดจากระบบการจัดการที่มีปัญหาโครงสร้างซึ่งฝังรากลึกในสังคม ทำให้คนจนไม่มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง
การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการฉีกกฎเกณฑ์เดิมในวงการเศรษฐศาสตร์ เพราะเป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจความคิด ความรู้สึก และความต้องการที่แท้จริงของผู้คนที่ประสบปัญหาความยากจน มากกว่าการคิดเผื่อแผ่จากมุมมองของภาครัฐหรือนักวิชาการที่อาจไม่เข้าใจบริบทจริง
จากผลการศึกษาอย่างละเอียด นักวิจัยทั้งสามได้ระบุสาเหตุหลักของความยากจนไว้ 5 ประการ ซึ่งหากสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด จะสามารถช่วยเหลือคนจนทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
1. ปัญหาระบบการศึกษา: เมื่อการศึกษาฟรีไม่ได้หมายถึงโอกาสที่เท่าเทียม
สาเหตุแรกที่นักวิจัยค้นพบคือปัญหาในระบบการศึกษาที่ไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของเด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจน รัฐบาลหลายประเทศมักเข้าใจผิดว่า การให้สวัสดิการการศึกษาฟรี เช่น อาหารกลางวันฟรี หนังสือเรียนฟรี หรือค่าเล่าเรียนฟรี จะสามารถดึงดูดให้เด็กยากจนเข้ามาเรียนและสร้างแรงจูงใจในการศึกษาได้
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การออกแบบหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้ตรงกับความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่มต่างหาก ที่จะสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง วิธีการนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการแจกสิ่งของฟรี และอาจต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่าการให้สิ่งของฟรีด้วยซ้ำ
ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือเด็กจากครอบครัวยากจนมักไม่มีเสรีภาพในการเลือกเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจหรือมีความถนัด พวกเขาถูกจำกัดด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของครอบครัว ทำให้ต้องเลือกเรียนในสิ่งที่สังคมหรือครอบครัวคิดว่าเหมาะสม มากกว่าสิ่งที่ตนเองมีความสามารถหรือความสนใจ
นักวิจัยเสนอแนะว่า ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงระบบการศึกษาให้ตรงจุดและตรงไปตรงมา โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขาหลงใหลและมีความสามารถ เพราะเมื่อคนจนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนรัก พวกเขาจะสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและมีส่วนในการพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างคนให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับประเทศ เพราะจะสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพและสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นการสร้างภาระให้กับระบบสวัสดิการของรัฐในระยะยาว
2. ปัญหาระบบสาธารณสุข: ความเหลื่อมล้ำที่ทำลายอนาคตเด็ก
สาเหตุที่สองที่นักวิจัยค้นพบคือปัญหาในระบบสาธารณสุขที่สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ระบบสุขภาพในหลายประเทศมักให้บริการที่ดีแก่ผู้มีฐานะ ในขณะที่คนจนกลับได้รับบริการที่มีคุณภาพต่ำหรือเข้าถึงได้ยาก
การทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่นักวิจัยทำขึ้นพบว่า ผู้คนจะนำลูกหลานมารับการฉีดวัคซีนฟรีในอัตราที่สูงกว่ามาก เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่ต้องจ่ายเงินค่าวัคซีน แม้ว่าราคาจะถูกมากก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะสำหรับครอบครัวยากจน ค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นภาระที่หนักหนาสาหัส
ผลจากปัญหานี้ทำให้เด็กจากครอบครัวยากจนมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้มากกว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะ การขาดการป้องกันโรคในวัยเด็กไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการมีชีวิตรอดเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการพัฒนาสมองและศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กเหล่านั้นในระยะยาว
นักวิจัยชี้ให้เห็นว่า เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพไม่ถูกผลักภาระให้กับกลุ่มคนจน เด็กเหล่านี้จะมีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสมองของชาติ และสามารถมีส่วนในการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ
ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาการให้บริการสุขภาพพื้นฐาน โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคแก่เด็ก โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ถือเป็นการลงทุนในระยะยาวที่จะได้ผลตอบแทนในรูปของกำลังคนที่มีคุณภาพ การดูแลสุขภาพเด็กในวันนี้คือการสร้างอนาคตของประเทศในวันพรุ่งนี้
การให้บริการสุขภาพฟรีสำหรับกลุ่มคนจนไม่ใช่เพียงแค่การกุศลหรือสวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล เพราะจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้ทุกคนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
3. ปัญหาการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง: เมื่อความเชื่อผิดๆ กลายเป็นกับดักแห่งความยากจน
สาเหตุที่สามที่นักวิจัยค้นพบคือปัญหาการขาดการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง ซึ่งทำให้คนจนยึดมั่นกับความเชื่อหรือแนวปฏิบัติที่ผิดๆ และส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ในกับดักของความยากจนได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในด้านการเกษตร เกษตรกรจากครอบครัวยากจนมักจะได้รับข้อมูลที่ผิดๆ หรือไม่ครบถ้วน เช่น การใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มากเกินไป โดยเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในขณะที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน ทำให้เกิดขาดทุนและมีรายได้ลดลง
ปัญหาการขาดข้อมูลที่ถูกต้องนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในด้านอาชีพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านการเมืองและสิทธิพลเมืองด้วย คนจนหลายคนไม่เข้าใจความสำคัญของการเลือกตั้ง ไม่รู้ว่าการใช้สิทธิเลือกตั้งจะส่งผลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างไร หรือไม่ทราบว่าตัวแทนที่พวกเขาเลือกจะสามารถช่วยแก้ปัญหาของพวกเขาได้หรือไม่
การขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ของตนเองในฐานะพลเมือง ทำให้คนจนไม่สามารถเรียกร้องหรือต่อรองกับรัฐเพื่อให้ได้รับบริการหรือการช่วยเหลือที่เหมาะสม ส่งผลให้พวกเขายิ่งตกอยู่ในสภาวะยากจนและไร้อำนาจต่อไป
นักวิจัยเสนอแนะว่า รัฐควรให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างเรียบง่าย เข้าใจได้ และน่าสนใจ โดยใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเหล่านั้นนำความรู้ไปใช้ในทันทีตามหลักวิทยาศาสตร์
การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยให้คนจนสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ทำให้ได้ผลลัพธ์และผลผลิตที่ดีขึ้น และสามารถเพิ่มรายได้ได้อย่างแท้จริง เมื่อคนเหล่านี้เห็นผลลัพธ์ที่ดีจากการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ พวกเขาจะเกิดความเชื่อมั่นและเปิดใจที่จะศึกษาความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงมากขึ้น
การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นรากฐานสำคัญในการช่วยให้คนจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้อย่างยั่งยืน
4. ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศและการเมือง: การสูญเสียครึ่งหนึ่งของศักยภาพมนุษยชาติ
สาเหตุที่สี่ที่นักวิจัยค้นพบอาจฟังดูไม่เกี่ยวข้องกับความยากจนโดยตรง แต่กลับเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ความยากจนฝังรากลึกในสังคม นั่นคือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศในระบบการเมืองและการบริหารจัดการสังคม
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ในโลกนี้มีผู้หญิงจำนวนมากกว่าผู้ชาย แต่สังคมในอดีตและปัจจุบันยังคงสร้างระบบที่ให้ผู้ชายมีอำนาจและบทบาทสำคัญมากกว่า ในขณะที่กีดกันหรือจำกัดความสามารถและโอกาสของผู้หญิง
การจำกัดบทบาทของผู้หญิงในสังคมนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความยากจนฝังรากลึก เพราะผู้หญิงซึ่งมีจำนวนมากกว่าไม่สามารถแสดงความคิดเห็น ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญ และไม่สามารถใช้ความสามารถของตนเองในการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างเต็มที่
ข้อจำกัดนี้ทำให้การปกครองและการบริหารสังคมมีประสิทธิภาพต่ำ เพราะสูญเสียมุมมองและความสามารถของประชากรครึ่งหนึ่งไป ผู้หญิงจากครอบครัวยากจนยิ่งได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัส เพราะพวกเขาไม่สามารถดิ้นรนที่จะปรับปรุงชีวิตและความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวได้ แม้จะมีความต้องการและความสามารถ
ผลการวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลพบว่า ผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการแก้ปัญหาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ได้ดีเยี่ยม ผู้หญิงมักจะให้ความสำคัญกับปัญหาพื้นฐานที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เช่น ปัญหาเรื่องน้ำประปา ระบบไฟฟ้า ถนนหนทาง และสาธารณูปโภคต่างๆ มากกว่าผู้ชาย
ผู้หญิงยังมีแนวโน้มที่จะมองหาวิธีการให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมักจะมีความอดทนและความละเอียดรอบคอบในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากในการบริหารจัดการและการพัฒนาสังคม
ดังนั้น นักวิจัยเสนอแนะว่า รัฐบาลควรเสริมสร้างอำนาจและเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาของกลุ่มคนจน การให้โอกาสผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารจัดการจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมาก
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้สังคมใช้ประโยชน์จากศักยภาพของประชากรทั้งหมดได้อย่างเต็มที่ แต่ยังจะสร้างความยุติธรรมและความเสมอภาคที่แท้จริงในสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขจัดความยากจนอย่างยั่งยืน
5. ปัญหาระบบการเงินที่ทิ้งคนจนไว้ข้างหลัง
สาเหตุสุดท้ายที่นักวิจัยค้นพบคือปัญหาในระบบการเงินที่สร้างอุปสรรคให้กับคนจนในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เป็นธรรม ระบบการเงินปัจจุบันมักถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้มีฐานะดี ในขณะที่สร้างภาระและอุปสรรคให้กับคนจน
ปัญหาหลักคือการลงทุนหรือการทำธุรกรรมทางการเงินของคนจนในแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายเสริมที่สูงมาก เช่น ค่าเดินทางไปฝากเงินที่ธนาคาร ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการรักษาเอกสารและหลักฐาน ซึ่งสำหรับคนจนแล้ว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ต้องการทำธุรกรรม
ผลจากต้นทุนการทำธุรกรรมที่สูงนี้ทำให้คนจนไม่สามารถมีเงินเก็บได้ เพราะเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันและค่าธรรมเนียมต่างๆ การไม่มีเงินเก็บทำให้พวกเขาไม่มีหลักประกันหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันที่จำเป็นสำหรับการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมาย
เมื่อไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายและมีอัตราดอกเบีย้ยที่เป็นธรรมได้ คนจนจึงถูกบังคับให้หันไปพึ่งพาระบบการเงินนอกระบบ ซึ่งมักจะมีเงื่อนไขที่เอาเปรียบและอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ทำให้พวกเขาตกอยู่ในวงจรหนี้สินที่ออกมาได้ยาก
การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมยังส่งผลให้คนจนไม่สามารถลงทุนในการศึกษา การพัฒนาทักษะ หรือการประกอบอาชีพที่จะช่วยให้พวกเขาสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนได้ ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่ในอาชีพที่มีรายได้น้อยและไม่มีความมั่นคง
นักวิจัยเสนอแนะให้รัฐใช้ระบบ “ไมโครเครดิต” (Microcredit) ซึ่งเป็นการให้เงินกู้แก่คนจนในจำนวนเล็กๆ โดยไม่ต้องมีหลักประกันที่ซับซ้อน และมีเงื่อนไขที่เป็นธรรม การให้บริการไมโครเครดิตจะช่วยให้คนจนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาตนเองและการประกอบอาชีพได้
นอกจากนี้ รัฐควรสร้างช่องทางที่ช่วยลดต้นทุนทางการเงินของคนจนให้ได้มากที่สุด เช่น การให้บริการโอนเงินที่บ้านโดยไม่ต้องเสียค่าเดินทาง การยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับธุรกรรมขนาดเล็ก การไม่บังคับให้ซื้อประกันหรือบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น
การปรับปรุงระบบการเงินให้เป็นมิตรกับคนจนจะช่วยให้พวกเขาสามารถสะสมเงิน ลงทุนในอนาคต และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการขจัดความยากจนออกจากสังคม
การรับรองจากผู้นำระดับโลก: เมื่องานวิจัยกลายเป็นความหวังของมนุษยชาติ
ผลงานการวิจัยครั้งประวัติศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับและชื่นชมจากผู้นำระดับโลก โดยเฉพาะประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ได้ให้การยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่าเป็น “ความงดงามในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมแก่ความเป็นอยู่ที่ดีของมวลมนุษยชาติ”
คำกล่าวของประธานาธิบดีมาครงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่การค้นพบนี้มีต่อการแก้ปัญหาความยากจนในระดับโลก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ที่นักวิจัยสามารถชี้ให้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนที่เป็นรูปธรรม มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
การได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ของนักวิจัยทั้งสามคนนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการยอมรับในผลงานทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณให้โลกเห็นว่า การแก้ปัญหาความยากจนสามารถทำได้จริง หากมีการนำแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมไปใช้
ความท้าทายในการนำไปสู่การปฏิบัติ: เมื่อความรู้อาจสูญเปล่าหากขาดการสนับสนุน
แม้ว่าการค้นพบครั้งนี้จะให้ความหวังอย่างมากในการแก้ปัญหาความยากจนระดับโลก แต่นักวิจัยเตือนให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญในการนำแนวทางเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง
ปัญหาหลักที่อาจทำให้การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์นี้สูญเปล่าไปคือ การที่ผู้นำประเทศต่างๆ อาจมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับแนวทางการแก้ปัญหาที่นักวิจัยเสนอ สาเหตุหลักมาจากการที่แนวทางเหล่านี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระบบที่มีอยู่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ ในสังคม
การแก้ปัญหาความยากจนตามแนวทางที่นักวิจัยเสนอต้องการความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย ไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้น และต้องการการลงทุนในระยะยาวที่อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนในทันที ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับวงจรการเมืองที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ในระยะสั้น
อีกความท้าทายหนึ่งคือการต้องเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติของสังคมที่มีต่อคนจน หลายสังคมยังคงมีความเชื่อที่ฝังรากลึกว่าความยากจนเกิดจากความขี้เกียจหรือความไม่พยายามของคนจนเอง การเปลี่ยนความเชื่อนี้ต้องใช้เวลาและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
บทสรุป: แสงสว่างแห่งความหวังในการขจัดความยากจน
การค้นพบของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลทั้งสามคนนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำความเข้าใจปัญหาความยากจนและการหาแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ การชี้ให้เห็นว่าความยากจนไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจของคนจน แต่เกิดจากปัญหาในระบบที่ไม่เป็นธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
แนวทางการแก้ปัญหาทั้ง 5 ประการที่นักวิจัยเสนอ ได้แก่ การปรับปรุงระบบการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง การให้บริการสาธารณสุขที่เป็นธรรม การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน การเสริมสร้างบทบาทของผู้หญิง และการปรับปรุงระบบการเงินให้เป็นมิตรกับคนจน ล้วนเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ความยากจนเป็นปัญหาระดับโลกที่เศรษฐศาสตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ การค้นพบครั้งนี้จึงให้ความหวังว่าเราอาจสามารถช่วยให้คนจนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง หากมีการนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาความยากจนจะขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญของผู้นำในแต่ละประเทศ หากผู้นำเหล่านี้เลือกที่จะมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์นี้ ความหวังในการสร้างโลกที่ไม่มีความยากจนอาจจะกลายเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงความคิดและการรับรู้ของสังคมเกี่ยวกับสาเหตุของความยากจน ตามด้วยการนำแนวทางการแก้ปัญหาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง เมื่อนั้นโลกของเราจึงจะสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครต้องทนทุกข์จากความยากจนอีกต่อไป
ผลงานของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลทั้งสามคนนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการค้นพบทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการเปิดเส้นทางสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด โดยเฉพาะสำหรับผู้คนกว่า 700 ล้านคนที่ยังคงต้องดิ้นรนกับความยากจนในปัจจุบัน