ทักษะในการจัดการกับแรงกดดันเมื่อต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน

ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารและผู้นำถึง 43% แสดงอาการโมโหและหงุดหงิดมากเกินไปเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเร่งด่วน แทนที่จะรักษาความใจเย็นและรวบรวมสติเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการตัดสินใจเท่านั้น แต่ยังสร้างบรรยากาศเครียดให้กับทีมงานและลดประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม

ความสามารถในการทำงานภายใต้แรงกดดันไม่ใช่พรสวรรค์ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้

การศึกษานี้ท้าทายความเชื่อแบบเดิมที่มองว่าความสามารถในการทำงานภายใต้แรงกดดันเป็นคุณสมบัติโดยกำเนิดหรือพรสวรรค์ของผู้นำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทักษะนี้สามารถพัฒนาและฝึกฝนได้ผ่านการเรียนรู้เทคนิคที่เหมาะสม

Melissa DePuydt นักข่าวผู้มีประสบการณ์ยาวนานในการรายงานข่าวด่วน ได้แบ่งปันประสบการณ์และข้อค้นพบที่น่าสนใจในบทความที่ตีพิมพ์ล่าสุด เธอเปิดเผยว่า “ตอนแรกฉันไม่ชอบการตัดสินใจเลย โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลไม่เพียงพอ แต่อาชีพนักข่าวบังคับให้ฉันต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจรายงานข่าวด่วนทันที แม้บางครั้งยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

ประสบการณ์ในสนามข่าวทำให้ DePuydt ค้นพบและพัฒนาเทคนิคที่ช่วยให้เธอสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ที่ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ เทคนิคเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เธอประสบความสำเร็จในอาชีพการงานเท่านั้น แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับผู้บริหารและผู้นำในองค์กรต่างๆ

การศึกษาเผยผลกระทบต่อองค์กรและทีมงาน

นอกจากผลกระทบต่อตัวผู้บริหารแล้ว การศึกษายังพบว่าพฤติกรรมการตัดสินใจที่ไม่มีประสิทธิภาพส่งผลกระทบในวงกว้าง ทีมงานที่ทำงานภายใต้ผู้นำที่ขาดความสามารถในการจัดการแรงกดดันมักประสบปัญหา เช่น การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน การเปลี่ยนแปลงทิศทางงานบ่อยครั้ง และบรรยากาศการทำงานที่เครียด

ดร.สมชาย วิทยาการ นักจิตวิทยาองค์กรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “เมื่อผู้นำไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ในสถานการณ์เครียด จะส่งผลเป็นห่วงโซ่ไปยังทีมงาน ทำให้เกิดการตัดสินใจที่ขาดเหตุผล การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ และท้ายที่สุดคือการลดลงของผลผลิตและขวัญกำลังใจของพนักงาน”

4 เทคนิคหลักสำหรับการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

จากประสบการณ์และการศึกษาวิจัย Melissa DePuydt เสนอ 4 เทคนิคหลักที่จะช่วยให้ผู้บริหารและผู้นำสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นในสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน

1. ยอมรับว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดเป็นเรื่องปกติ

เทคนิคแรกที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมุมมองต่อเหตุการณ์ไม่คาดคิด แทนที่จะมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติที่ต้องหลีกเลี่ยงหรือควบคุม ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะยอมรับว่าความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในโลกปัจจุบัน

DePuydt อธิบายว่า “ในวงการข่าว เราเรียนรู้ตั้งแต่วันแรกว่าข่าวด่วนจะเกิดขึ้นเสมอ ไม่มีใครสามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ หน้าที่ของเราคือการรับมือให้ดีที่สุด รวบรวมข้อมูลที่จำเป็น และนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนให้ผู้อ่าน”

การยอมรับความจริงนี้ช่วยลดความเครียดและความผิดหวังเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ผู้นำที่เข้าใจหลักการนี้จะมีความพร้อมทางจิตใจในการรับมือกับปัญหา สามารถรักษาความสงบสติอารมณ์ และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

นักจิตวิทยาองค์กรหลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้จะสิ้นเปลืองพลังงานและสร้างความเครียดโดยไม่จำเป็น ในขณะที่การยอมรับและเตรียมรับมือจะช่วยให้ผู้นำมีพลังงานและสมาธิในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประยุกต์ใช้ในองค์กร

องค์กรที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมักจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่รองรับความไม่แน่นอน เช่น การจัดการประชุมประจำสัปดาห์เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่อาจเกิดขึ้น การฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะการปรับตัว และการสร้างระบบสื่อสารที่รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

2. พัฒนาความสามารถในการปรับโหมดการทำงาน

เทคนิคที่สองคือการรู้จักปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ DePuydt เสนอแนวคิดการมีสองโหมดการทำงานที่แตกต่างกัน

Scale Mode (โหมดขยายผล) เป็นรูปแบบการทำงานสำหรับสถานการณ์ปกติ เน้นการวางระบบการทำงานที่ยั่งยืน สร้างกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาทีมงาน และเปิดโอกาสให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง ในโหมดนี้ผู้นำมีเวลาในการพิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน ปรึกษาหารือกับทีม และวางแผนระยะยาว

Scrappy Mode (โหมดรับมือฉุกเฉิน) เป็นรูปแบบการทำงานสำหรับสถานการณ์เร่งด่วนหรือวิกฤต เน้นการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว การสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา และการสร้างความเข้าใจร่วมให้กับทีม ในโหมดนี้ผู้นำต้องพึ่งพาประสบการณ์และสัญชาตญาณมากขึ้น

ความสำคัญอยู่ที่การรู้จักสลับโหมดได้อย่างเหมาะสม หากใช้ Scale Mode ในสถานการณ์เร่งด่วน อาจทำให้พลาดโอกาสหรือสร้างความเสียหายได้ ในทางกลับกัน หากใช้ Scrappy Mode ตลอดเวลา จะทำให้องค์กรขาดความมั่นคงและไม่สามารถพัฒนาระบบที่ยั่งยืนได้

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหลายแห่งได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ในการจัดการทีม เช่น การแบ่งโครงการออกเป็นสองประเภท คือ โครงการปกติที่มีเวลาในการวางแผนและพัฒนาอย่างถี่ถ้วน และโครงการเร่งด่วนที่ต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยแต่ละประเภทจะมีกระบวนการและเครื่องมือการทำงานที่แตกต่างกัน

ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งเล่าว่า “การเรียนรู้ที่จะแยกแยะว่าเมื่อไหร่ควรใช้โหมดไหน ช่วยให้ทีมเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเครียดของทีม และสามารถส่งมอบผลงานที่มีคุณภาพได้ทั้งในโครงการปกติและโครงการเร่งด่วน”

3. การเตรียมความพร้อมด้วยเทคนิค Pre-mortem

เทคนิคที่สามคือการซ้อมรับมือกับปัญหาล่วงหน้าด้วยวิธีการที่เรียกว่า “Pre-mortem” ซึ่งเป็นการจินตนาการว่าโครงการหรือการตัดสินใจล้มเหลว แล้วย้อนกลับมาวิเคราะห์หาสาเหตุที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวนั้น

งานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนประสิทธิภาพของเทคนิคนี้ โดยพบว่าการใช้ Pre-mortem สามารถเพิ่มความสามารถในการระบุความเสี่ยงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับการวางแผนแบบปกติ

ขั้นตอนการทำ Pre-mortem

ขั้นตอนที่ 1: การจินตนาการความล้มเหลว ทีมจะนั่งลงด้วยกันและจินตนาการว่าโครงการล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะฟังดูเป็นลางร้าย

ขั้นตอนที่ 2: การระบุสาเหตุ สมาชิกทีมแต่ละคนจะเขียนสาเหตุที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวนั้น โดยให้คิดอย่างอิสระและครอบคลุมทุกมิติ

ขั้นตอนที่ 3: การจัดลำดับความสำคัญ นำสาเหตุที่ระบุได้มาจัดลำดับตามสองเกณฑ์ คือ โอกาสที่จะเกิดขึ้นและผลกระทบต่อโครงการ

ขั้นตอนที่ 4: การเตรียมแผนรับมือ สำหรับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูงและมีผลกระทบมาก จะต้องเตรียมแผนการป้องกันและแผนรับมือไว้ล่วงหน้า

DePuydt อธิบายว่า “ในวงการข่าว เราเรียกสิ่งนี้ว่าการเตรียม ‘แผน B’ เสมอ เมื่อไปทำข่าวในพื้นที่ เราจะคิดไว้เสมอว่าถ้าแหล่งข่าวหลักไม่ให้สัมภาษณ์ เราจะหาใครมาพูดแทน ถ้าอุปกรณ์เสีย เราจะทำอย่างไร หรือถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงกะทันหัน เราจะปรับมุมข่าวอย่างไร”

ประโยชน์ของ Pre-mortem

การใช้เทคนิค Pre-mortem ไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์หลายประการ เช่น การลดความวิตกกังวลของทีม เพราะรู้สึกว่ามีการเตรียมรับมือไว้แล้ว การเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ และการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันภายในทีม

องค์กรหลายแห่งได้นำเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนโครงการสำคัญ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือการลดความเสี่ยงและเพิ่มอัตราความสำเร็จของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ

4. การใช้บริบทที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคสุดท้ายคือการหยุดรอข้อมูลที่สมบูรณ์แบบ แต่เรียนรู้ที่จะใช้บริบทและข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด DePuydt เปรียบเทียบกับหลักการเขียนข่าวแบบ “พีระมิดคว่ำ” ที่เน้นนำเสนอข้อมูลสำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยลงรายละเอียดตามลำดับความสำคัญ

การวิเคราะห์บริบทในสามระดับ

ระดับทีม ผู้นำต้องเข้าใจทักษะ ความถนัด และสภาพจิตใจของสมาชิกในทีม รวมถึงความรู้สึกของพวกเขาต่องานปัจจุบันและความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายใหม่

การเข้าใจทีมในระดับลึกจะช่วยให้ผู้นำสามารถมอบหมายงานได้อย่างเหมาะสม คาดการณ์ปฏิกิริยาของทีมต่อการเปลี่ยนแปลง และสร้างแรงจูงใจที่ตรงกับความต้องการของแต่ละคน

ระดับองค์กร ผู้นำต้องเข้าใจเป้าหมายขององค์กร ตัวชี้วัดความสำเร็จ นโยบายและข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การมีความเข้าใจที่ชัดเจนในระดับองค์กรจะช่วยให้การตัดสินใจสอดคล้องกับทิศทางใหญ่ขององค์กร และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่อาจขัดแย้งกับนโยบายหรือเป้าหมายขององค์กร

ระดับส่วนตัว ผู้นำต้องเข้าใจตัวเองว่าอะไรสำคัญสำหรับตนเอง เป้าหมายส่วนตัวคืออะไร และต้องการผลลัพธ์แบบไหนจากการตัดสินใจนั้น

การเข้าใจตัวเองจะช่วยให้ผู้นำสามารถตัดสินใจได้อย่างสมดุล ไม่หลงทางด้วยความต้องการของผู้อื่น และรักษาความสอดคล้องระหว่างค่านิยมส่วนตัวกับการกระทำ

การประยุกต์ใช้หลักพีระมิดคว่ำ

เช่นเดียวกับการเขียนข่าวที่เริ่มต้นด้วยข้อมูลสำคัญที่สุด ผู้นำควรระบุข้อมูลที่มีอยู่และจัดลำดับความสำคัญ เริ่มจากข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูงและมีผลกระทบต่อการตัดสินใจมากที่สุด

DePuydt อธิบายว่า “เมื่อมีข่าวด่วนเกิดขึ้น เราไม่สามารถรอจนกว่าจะมีข้อมูลครบทุกรายละเอียดได้ เราต้องเริ่มจากสิ่งที่รู้แน่ชัด แล้วค่อยเพิ่มรายละเอียดเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการตัดสินใจทางธุรกิจ”

การสร้างกรอบการตัดสินใจ

ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะสร้างกรอบการตัดสินใจที่ชัดเจน โดยกำหนดเกณฑ์การประเมินที่สำคัญ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจ และกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสม

การมีกรอบที่ชัดเจนจะช่วยลดความลังเลและความสับสน ทำให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่สูญเสียคุณภาพการตัดสินใจ

ผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กร

การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ไม่เพียงช่วยปรับปรุงการตัดสินใจของผู้นำเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อวัฒนธรรมองค์กรในวงกว้าง องค์กรที่ผู้นำมีทักษะการตัดสินใจที่ดีมักจะมีลักษณะเด่น คือ

การสื่อสารที่ชัดเจน เมื่อผู้นำสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและสื่อสารได้ชัดเจน จะช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเข้าใจร่วมกันในทีม

การเรียนรู้จากความผิดพลาด วัฒนธรรมที่ยอมรับว่าการตัดสินใจผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ จะช่วยให้ทีมกล้าลองผิดลองถูกและนำเสนอไอเดียใหม่ๆ

ความยืดหยุ่นในการปรับตัว ทีมจะมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนทิศทางเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นความล้มเหลว

การมีส่วนร่วมของทีม ผู้นำที่ใช้เทคนิคเหล่านี้มักจะเปิดโอกาสให้ทีมมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและความผูกพันต่อผลลัพธ์

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้นำยุคใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหลายคนเห็นพ้องกันว่า ทักษะการตัดสินใจในยุคดิจิทัลต้องแตกต่างจากอดีต ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงและปริมาณข้อมูลที่มากขึ้นทำให้ผู้นำต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน

ศาสตราจารย์ ดร.นิรันดร์ พิทักษ์เจริญ จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “ผู้นำในยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ที่จะสบายใจกับความไม่แน่นอน และพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของข้อมูล การฝึกฝนทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญที่แยกผู้นำที่ประสบความสำเร็จออกจากผู้ที่ล้าสมัย”

การเปลี่ยนมุมมองต่อความผิดพลาด

หนึ่งในข้อความสำคัญที่ DePuydt ต้องการสื่อคือการเปลี่ยนมุมมองต่อความผิดพลาดในการตัดสินใจ เธอเน้นว่า “การตัดสินใจผิดไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะเราเป็นแค่มนุษย์ที่ตัดสินใจบนข้อมูลที่มี สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการรอช้าจนพลาดโอกาส”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของ “Fail Fast, Learn Fast” ที่เป็นที่นิยมในวงการเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพ การตัดสินใจเร็วแม้จะเสี่ยงผิดพลาด แต่จะให้โอกาสในการเรียนรู้และปรับแก้ได้เร็วกว่าการรอจนข้อมูลสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลจากการศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่สนับสนุนการทดลองและยอมรับความผิดพลาดในระดับที่เหมาะสม มักจะมีนวัตกรรมและการปรับตัวที่ดีกว่าองค์กรที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง

การประยุกต์ใช้ในบริบทไทย

สำหรับบริบทของธุรกิจไทย การนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้อาจต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมการทำงานและโครงสร้างองค์กร ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากการสร้างความเข้าใจและการยอมรับในระดับผู้บริหารก่อน จากนั้นค่อยๆ ขยายไปยังระดับอื่นๆ

คุณรัชนี สุวรรณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำแห่งหนึ่ง เล่าว่า “เราเริ่มจากการจัดอบรมให้ผู้บริหารระดับกลางเกี่ยวกับเทคนิคการตัดสินใจใหม่ๆ จากนั้นให้พวกเขาลองนำไปปฏิบัติในโครงการจริงและแชร์ประสบการณ์กัน ผลลัพธ์ที่ได้คือการปรับปรุงความเร็วในการตัดสินใจและลดความขัดแย้งภายในทีมอย่างเห็นได้ชัด”

ความท้าทายและข้อจำกัด

แม้ว่าเทคนิคเหล่านี้จะมีประโยชน์ แต่การนำไปใช้ในทางปฏิบัติอาจเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การต้านทานการเปลี่ยนแปลงจากพนักงาน ข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับการฝึกอบรม และความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนระบบและกระบวนการทำงานที่มีอยู่เดิม

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้องค์กรเริ่มต้นด้วยการทดลองในโครงการเล็กๆ ก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์สำเร็จ จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายการนำไปใช้ในวงกว้าง

แนวโน้มอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ความสามารถในการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นทักษะสำคัญยิ่งขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับค่านิยม จริยธรรม และความซับซ้อนทางสังคม ทำให้ทักษะการตัดสินใจของผู้นำยังคงมีความสำคัญและไม่สามารถถูกแทนที่ได้ทั้งหมด

บทสรุป

การศึกษาจาก Harvard Business Review และประสบการณ์ของ Melissa DePuydt ได้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการตัดสินใจในยุคที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนและความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สี่เทคนิคที่นำเสนอ – การยอมรับความไม่แน่นอน การปรับโหมดการทำงาน การเตรียมความพร้อมด้วย Pre-mortem และการใช้บริบทที่มีอยู่ – ไม่เพียงช่วยปรับปรุงคุณภาพการตัดสินใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเครียดและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการปรับตัว

สำหรับผู้นำและผู้บริหารในยุคปัจจุบัน การพัฒนาทักษะเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับการอยู่รอดและเจริญเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง ความสำเร็จในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปรับตัวได้ตามสถานการณ์

ดังที่ DePuydt กล่าวไว้ “การรอช้าจนพลาดโอกาสน่ากลัวกว่าการตัดสินใจผิด เพราะยิ่งตัดสินใจเร็ว โอกาสในการแก้ไขก็ยิ่งมีมาก” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงแก่นแท้ของการเป็นผู้นำในยุคปัจจุบัน ที่ต้องมีความกล้าหาญในการตัดสินใจและความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเมื่อจำเป็น