ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงขึ้นทุกวัน ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นในตลาด คุณทิปจาก Digital Tips Academy ได้เผยแพร่แนวคิดการทำธุรกิจที่เขย่าวงการผู้ประกอบการไทย ด้วยการเน้นย้ำว่า “ต้องกล้าต่าง แบบที่ไม่มีใครกล้าทำ” พร้อมเปิดเผย 4 Mindset หลักที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพิชิตการทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน
ผู้ประกอบการยุคใหม่ ต้องมีมุมมองที่แตกต่างจากเดิม
การเป็นผู้ประกอบการในปัจจุบันยังคงประกอบไปด้วยหลักการพื้นฐานเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ การดูแล และการแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความจำเป็นในการมีความเพียรพยายามในการค้นหาโอกาสใหม่ๆ อย่างไม่ลดละ ภายใต้กรอบที่มีข้อจำกัดมากขึ้นในยุคปัจจุบัน
คุณทิปได้ชี้ให้เห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวและพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ใหม่ ที่จะช่วยให้สามารถเอาชนะความท้าทายและประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจได้
Mindset ที่ 1: Spotting Trends and Recognizing Business Opportunities – ความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจก่อนใครคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
จากประสบการณ์การเปิด Academy ของคุณทิป ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อทุกคนมาเรียนรู้ในเวลาที่เท่าๆ กัน ทุกคนจะมีความเก่งพอๆ กัน แต่สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งแตกต่างและเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จได้คือ “ความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น” รวมถึงการคาดการณ์ในสิ่งที่คนยังไม่สนใจให้ออก
การพัฒนา Mindset นี้ประกอบไปด้วย 3 หลักการสำคัญ:
1.1 การจับ Pain Point มาทำธุรกิจ
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือแบรนด์ Herhyness ซึ่งเป็นแบรนด์สกินแคร์ไทยที่สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดแตะพันล้านบาท การเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากเจ้าของที่เป็นคนผิวแพ้ง่าย จึงตัดสินใจลุกขึ้นมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็น “คลีนบิวตี้ที่ผ่านการทดสอบทางคลินิก” เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่มีปัญหาผิวแพ้เหมือนตัวเขาเอง
ความสำเร็จของ Herhyness แสดงให้เห็นว่า การนำปัญหาส่วนตัวมาแปลงเป็นโอกาสทางธุรกิจ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้า สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่มหาศาลได้
1.2 การเริ่มต้นด้วย Market Research
การทำวิจัยตลาดที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เราสามารถมองหาความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ตัวอย่างที่โดดเด่นคือแบรนด์ GQ ที่เป็นแบรนด์ที่ลงทุนกับการ Innovate อย่างจริงจัง โดยการสัมภาษณ์แพทย์หลายแขนงเพื่อรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาพัฒนาเสื้อ “Scrubs” ที่สามารถเก็บของได้สูงสุด 44 ช่อง
ความพิถีพิถันในการศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ GQ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนจากคู่แข่งในตลาด
1.3 การรู้จักตั้งคำถาม
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักเริ่มต้นจากการตั้งคำถามง่ายๆ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือแบรนด์ “หยกสด” ที่เจ้าของชอบขนมไทยชนิดหนึ่งตอนบวช แต่พบว่าหาทานไม่ได้ จึงตัดสินใจทำกินเอง และค้นพบว่ามีคนที่ชอบกินขนมแบบนี้เช่นกัน
การตั้งคำถามง่ายๆ เช่น “ทำไมไม่มีขนมแบบนี้ขาย?” หรือ “คนอื่นมีความต้องการเหมือนฉันไหม?” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
หากผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นด้วยวิธีการเหล่านี้ได้ การมองก้าวต่อไปเพื่อตามเทรนด์และตั้งคำถามให้ทัน จะทำให้เราสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นคงและมีทิศทางที่ชัดเจน
Mindset ที่ 2: Winning From Inside Out – เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้บริโภค
การทำความเข้าใจลูกค้าในระดับลึกคือพื้นฐานของความสำเร็จทางธุรกิจ
การพัฒนา Mindset นี้เน้นการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งทั้งต่อตัวเองและลูกค้า ตัวอย่างที่โดดเด่นคือแบรนด์ Tofusan ที่เกิดขึ้นจากปัญหาส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ เมื่อสมัยก่อนต้องขับรถไปซื้อน้ำเต้าหู้ให้พ่อก่อน แล้วค่อยไปทำงาน ทำให้รู้สึกว่ายุ่งยากและเสียเวลา
จากปัญหาส่วนตัวนี้ เจ้าของ Tofusan ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำเต้าหู้ที่สะดวกและง่ายต่อการบริโภค แต่สิ่งที่น่าประทับใจกว่านั้นคือวิธีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคของเขา
การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
เจ้าของ Tofusan ได้ใช้วิธีการที่แปลกใหม่ในการทำความเข้าใจลูกค้า โดยการไปเฝ้าสังเกตในซุปเปอร์มาร์เก็ต และดูว่าในตระกร้าผู้บริโภคมีสินค้าอะไรบ้าง จนสามารถสังเกตได้ว่าผู้บริโภคซื้อของประมาณไหน ดูกระทั่งระดับการกวาดสายตา จนเขาสามารถบอกได้เลยว่า คนที่ซื้อของแบบนี้น่าจะเป็นลูกค้าของเขา
การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในรายละเอียดแบบนี้ทำให้ Tofusan สามารถพัฒนากลยุทธ์การตลาดและการจัดวางผลิตภัณฑ์ที่ตรงเป้าได้อย่างแม่นยำ
ความสำคัญของการทำความเข้าใจในยุคดิจิทัล
ในยุคปัจจุบันที่เราสามารถดูข้อมูลย้อนหลังได้ตั้งแต่รายชั่วโมง วัน เดือน ปี เพื่อตัดสินใจและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ในฐานะผู้ประกอบการ เราต้องเข้าใจลูกค้าในทุกชั่ววินาที รวมถึงต้องเข้าใจตัวเองด้วย
การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและการวิเคราะห์ที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
Mindset ที่ 3: Foster Creativity and Innovation – แตกต่างอย่างกล้าหาญ
ความกล้าหาญในการสร้างความแตกต่างคือสิ่งที่แยกผู้นำตลาดออกจากผู้ตาม
ในยุคที่ผู้บริโภคมักจะบอกว่าสินค้าตอนนี้เหมือนๆ กันไปหมด จนเกิดการทำซ้ำๆ กัน การสร้างความแตกต่างจึงกลายเป็นความท้าทายที่สำคัญของผู้ประกอบการ คำถามที่สำคัญคือ “เราจะแตกต่างได้อย่างไร?”
กรณีศึกษา: แบรนด์ JOURNAL – น้ำหอมไทยที่กล้าแตกต่าง
แบรนด์ JOURNAL เป็นน้ำหอมแบรนด์ไทยคุณภาพดีที่น่าชื่นชม สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้โดดเด่นคือความกล้าหาญในการ “ฉีก” กรอบความคิดเดิมๆ ด้วยการสร้างกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่เหมือนใคร เช่น:
- กลิ่น “ข้าวเหนียวมะม่วง” – การนำขนมไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างกลิ่น
- กลิ่น “แม่นาค” – การใช้เรื่องราวในตำนานไทยเป็นแนวคิด
- กลิ่น “สีลม” – การถ่ายทอดบรรยากาศของย่านสีลมผ่านกลิ่น
- กลิ่น “สงกรานต์” – การจับความรู้สึกของเทศกาลไทยมาเป็นน้ำหอม
ประโยชน์ของการกล้าแตกต่าง
การทำแบบนี้ทำให้แบรนด์ได้สิ่งที่จะ “หาเรื่องพูด” อยู่เสมอ การสร้างความแตกต่างอย่างกล้าหาญจะทำให้เราไม่เคยหายไปจากตลาดตลอดเวลา เพราะผู้บริโภคจะจดจำและพูดถึงเราอยู่เนื่อง
นอกจากนี้ การมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนยังช่วยสร้าง Brand Loyalty และทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถหาสินค้าที่เหมือนได้จากที่อื่น
กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างอย่างยั่งยืน
การสร้างความแตกต่างที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงการทำสิ่งแปลกๆ เพื่อความแปลก แต่ต้องมีเหตุผลและความหมายที่เชื่อมโยงกับ Brand Identity และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ผู้ประกอบการต้องกล้าคิดนอกกรอบ กล้าทดลองสิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญคือต้องกล้าผิดและเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น
Mindset ที่ 4: Self-Belief & Resilience – ความเชื่อมั่นในตัวเอง คือแรงขับเคลื่อน
พลังของความเชื่อมั่นในตัวเองและการเปลี่ยนความคิดให้เป็นจริง
Mindset สุดท้ายนี้เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของความสำเร็จในการทำธุรกิจ คุณทิปได้นำเสนอแนวคิด “Self-Fulfilling Prophecy” หรือ ปรากฏการณ์การสร้างความคาดหวัง ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากนิทานกรีกโบราณ
เรื่องเล่าแห่งความเชื่อมั่น: นิทาน Pygmalion
นิทานเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ไม่เคยมีความรัก จนได้ไปแกะสลักรูปปั้นผู้หญิงคนหนึ่งจนตกหลุมรักตัวแกะสลักที่ตัวเองสร้างขึ้น เขาไปขอพรกับเทพเจ้าอโฟรไดท์ จนทำให้ตัวแกะสลักกลายเป็นผู้หญิงจริงๆ และแต่งงานกัน
นิทานนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความเชื่อมั่นและความคาดหวังที่สามารถเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงได้
การทดลองทางจิตวิทยาที่พิสูจน์ทฤษฎี
นักจิตวิทยาได้นำทฤษฎี Self-Fulfilling Prophecy มาทำการทดลอง โดยนำเด็กมา 20 คน มาคละกัน แล้วจัดแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดยบอกครูว่ากลุ่มหนึ่งเป็นเด็กฉลาด และอีกกลุ่มเป็นเด็กธรรมดา
ผลการทดลองพบว่า เด็กที่ครูเชื่อว่าเป็นเด็กฉลาดมีพฤติกรรมการเรียนที่ดีขึ้น ส่วนเด็กที่ถูกจัดให้เป็นเด็กธรรมดามีผลการเรียนที่แย่ลง สาเหตุคือเมื่อครูเชื่อว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กเก่ง ครูจะให้การดูแลและความสนใจกับเด็กกลุ่มนี้มากกว่า แต่เด็กอีกกลุ่มก็ได้รับการดูแลในระดับที่ต่างออกไป
การประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงานและธุรกิจ
เมื่อย้อนกลับมาที่ชีวิตการทำงานของเรา หากเรามั่นใจว่าเรามีความสามารถ เราเชื่อในสิ่งที่เราลงมือทำ และเราเชื่อว่า “เราจะทำได้” ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปได้เพราะเกิดมาจากความเชื่อของเราเอง
ความเชื่อมั่นในตัวเองจะส่งผลต่อการตัดสินใจ การลงทุน การเสี่ยง และการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองจะกล้าทำสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ และจะไม่ยอมแพ้ง่ายเมื่อเจอกับความยากลำบาก
การสร้างความยืดหยุ่นทางใจ (Resilience)
นอกจากความเชื่อมั่นแล้ว ความสามารถในการสู้กับความยากลำบากและการฟื้นตัวจากความล้มเหลวก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ที่จะเห็นความล้มเหลวเป็นบทเรียน และใช้เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาธุรกิจต่อไป
Purpose-Driven Content Framework: กรอบคิดที่ช่วยให้ธุรกิจมีเป้าหมายและสร้างพลังจากเรื่องราวของตัวเอง
การสร้างเนื้อหาที่มีจุดประสงค์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน
นอกจาก 4 Mindset หลักแล้ว คุณทิปยังได้เสนอกรอบความคิดเสริมที่เรียกว่า Purpose-Driven Content Framework ซึ่งเป็นแนวทางการสร้างเนื้อหาที่มีจุดประสงค์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสร้างพลังขับเคลื่อนจากเรื่องราวของตัวเอง
ขั้นที่ 1: Extract Your Origin Story – ขุดคุ้ยเรื่องราวต้นกำเนิดของคุณ
การค้นหาจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของความปรารถนาในการทำธุรกิจ
จุดเริ่มต้นของคุณคืออะไร? ปัญหาอะไรที่เคยกระทบใจคุณจนอยากลงมือเปลี่ยนแปลง? คำถามเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการสร้าง Origin Story ที่มีพลัง
ตั้งแต่เราเกิดมา เราเคยมีเหตุการณ์อะไรหรือไม่ที่สร้างผลกระทบกับเรา จนทำให้เราสามารถเปลี่ยนมันมาเป็นธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น หากมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน และพบว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องช่วยเหลือและของใช้ทางการแพทย์มีราคาแพงมาก จนทำให้เกิดธุรกิจการเช่าเตียงนอนผู้สูงอายุ หรือบริการพาผู้สูงอายุไปพบแพทย์แทนในวันที่ลูกหลานไม่ว่าง
ธุรกิจเหล่านี้เริ่มต้นมาจากการที่เจ้าของธุรกิจเจอปัญหาดังกล่าวด้วยตัวเอง และตัดสินใจแก้ปัญหานั้นด้วยการสร้างธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการเดียวกันของคนอื่นๆ
ความสำคัญของ Origin Story ที่แท้จริง
Origin Story ที่มีพลังจะต้องเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาเพื่อการตลาด เพราะความจริงใจและความเป็นจริงจะสร้างการเชื่อมต่อทางอารมณ์กับลูกค้าได้ดีกว่า และจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงในการดำเนินธุรกิจ
ขั้นที่ 2: Define Your Revolution – กำหนดการปฏิวัติของคุณ
การสร้างวิสัยทัศน์และภารกิจที่ชัดเจนสำหรับธุรกิจ
การเริ่มต้นทำธุรกิจ เราอาจไม่รู้ว่ามันจะสร้างคุณค่าได้อย่างไร แต่เราสามารถดึงเอาความสนุกและความหลงใหลบางอย่างในใจออกมาได้ สิ่งสำคัญคือระหว่างทางเราต้องรู้ว่าเราทำไปเพื่ออะไร เราเล่าไปเพื่ออะไร
การกำหนด “Revolution” หรือการปฏิวัติของเรา คือการตอบคำถามว่า:
- เราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรในโลกนี้
- เราต้องการแก้ปัญหาอะไรของสังคม
- เราต้องการสร้างคุณค่าอะไรให้กับผู้คน
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่มี “แรงขับเคลื่อนภายใน” ในจิตใจได้ เมื่อคุณมีความชัดเจนในเรื่องนี้ คุณจะกลายเป็นผู้ประกอบการที่ยากที่จะเอาชนะได้ เพราะคุณมีจุดประสงค์ที่แข็งแกร่งและชัดเจน
การสร้างพันธกิจที่มีความหมาย
พันธกิจที่ดีจะต้องสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการเห็นในโลก และต้องเป็นสิ่งที่เราเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำสวยหรูที่เขียนไว้บนเว็บไซต์
ขั้นที่ 3: Share Your Journey – แบ่งปันเส้นทางของคุณ
การเล่าเรื่องราวและสร้างการเชื่อมต่อกับผู้คน
ขั้นตอนสุดท้ายคือการแบ่งปันเส้นทางของคุณ การหาความกล้าหาญของเราให้เจอเพื่อเอาชนะเสียงในใจที่ขัดขวาง และการยอมรับว่าวันนี้ที่เราทำลงไป เราเก่งกว่าเมื่อวานแล้ว
คุณทิปได้ให้กำลังใจว่า “เราเก่งมากๆ แล้ว สนุกกับมัน มองหาความสนุกในการทำงาน อย่าเครียดจนทำให้เราไม่เพลิดเพลินกับสิ่งที่เราทำ อนุญาตให้ตัวเองไม่เก่งบ้าง แต่พอเราทำไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนเก่งแน่นอน”
การสร้างชุมชนและการมีส่วนร่วม
การแบ่งปันเส้นทางไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่อง แต่เป็นการเชิญชวนให้คนอื่นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการสร้าง การสร้างชุมชนรอบตัวแบรนด์จะช่วยให้ธุรกิจมีความยั่งยืนและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
บทสรุป: การประยุกต์ใช้ 4 Mindset ในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน
การรวมทุก Mindset เข้าด้วยกันเพื่อความสำเร็จที่ครบถ้วน
การพิชิตการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องอาศัยการผสมผสานทั้ง 4 Mindset เข้าด้วยกัน:
- การมองเห็นโอกาส ที่คนอื่นไม่เห็น
- การเข้าใจ ทั้งตัวเองและลูกค้าอย่างลึกซึ้ง
- ความกล้าหาญ ในการสร้างความแตกต่าง
- ความเชื่อมั่น ในตัวเองและความยืดหยุ่นทางใจ
การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน
ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวจะต้องไม่หยุดพัฒนาตัวเองและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลก การมี Mindset ที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการใหม่
สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นทำธุรกิจ การพัฒนา 4 Mindset นี้ควรเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมตัว เหมือนกับการฝึกซ้อมก่อนลงแข่งขัน การมี Mindset ที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ
อนาคตของการทำธุรกิจไทย
แนวคิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยประสบความสำเร็จ แต่หากมีการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย จะสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในเวทีโลกได้
การที่คุณทิปและ Digital Tips Academy เผยแพร่ความรู้เหล่านี้ถือเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการประกอบการของไทย และจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมหรือนำแนวคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ สามารถติดตามผลงานและการสอนของคุณทิปผ่าน Digital Tips Academy ได้ เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้สรุปจากการบรรยายพิเศษของคุณทิป จาก Digital Tips Academy เกี่ยวกับ “4 Mindset ในการพิชิตการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้ประกอบการและนักธุรกิจทั่วประเทศ