KFC เผย 4 เคล็ดลับ! สร้างแบรนด์ครองใจทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านอีกกี่ปี ก็มีแต่ความเก๋า

ในยุคที่โลกหมุนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม การที่แบรนด์จะสามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นพอที่จะปรับตัวได้ทุกสถานการณ์

KFC หรือ Kentucky Fried Chicken แบรนด์ไก่ทอดชื่อดังระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 90 ปี และเข้ามาในประเทศไทยได้กว่า 40 ปีแล้ว ได้เปิดเผยเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์สามารถคงความนิยมและครองใจผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน 4 กลยุทธ์หลักที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างแท้จริง

การแชร์ความรู้ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับนักการตลาดและผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแนวทางในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่ความสนใจของผู้บริโภคมีระยะเวลาสั้นลง และการแข่งขันในตลาดมีความรุนแรงมากขึ้น

กลยุทธ์ที่ 1: STAY WHO YOU ARE – ยึดมั่นในอัตลักษณ์แบรนด์

ในโลกที่หมุนเร็ว เวลาที่ลูกค้าจะสนใจแบรนด์มีน้อยมากๆ แบรนด์จึงต้องคิดหาวิธีสร้างความโดดเด่นและความจดจำ หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการสร้างตัวตนให้แบรนด์ผ่านการใช้ Distinctive Asset หรือสินทรัพย์ที่โดดเด่นของแบรนด์

สำหรับ KFC สินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ “ผู้พันแซนเดอร์ส” (Colonel Sanders) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์เป็นสุภาพบุรุษวัยชราที่มีหนวดเคราสีขาว สวมชุดสีขาว และมีใบหน้าที่เป็นมิตร ซึ่ง KFC ได้นำภาพลักษณ์นี้มาใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษาที่น่าสนใจของการใช้กลยุทธ์นี้คือการโปรโมต “ข้าวร้านลุง (ยำไก่แซ่บ)” ซึ่งเป็นเมนูที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่คุ้นเคยว่ามีขายในร้าน KFC ด้วยการที่เป็นเมนูใหม่และไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ทำให้การขายในช่วงแรกๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ทีมการตลาดของ KFC จึงได้คิดค้นแคมเปญโฆษณาที่น่าสนใจ โดยนำ “ผู้พันแซนเดอร์ส” มาเป็นตัวหลักในการนำเสนอเมนูนี้ ผ่านการสร้างเนื้อหาที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ และสามารถสร้างความจดจำได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ คนรู้จักเมนูข้าวร้านลุงมากขึ้น และมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทาง KFC ยังแนะนำด้วยว่า หากแบรนด์มี Distinctive Asset ที่แข็งแกร่ง จะสามารถหาจุดที่ตรงใจผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญคือ อย่าเพิ่งประเมินมูลค่าของสินทรัพย์แบรนด์ต่ำจนเกินไป แต่ควรพยายามหาจุดที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เหล่านั้นได้อย่างสร้างสรรค์

การยึดมั่นในอัตลักษณ์ของแบรนด์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ แต่เป็นการนำสิ่งที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์มาปรับใช้ให้เข้ากับยุกสมัยและสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์มีความต่อเนื่องและสามารถสร้างความไว้วางใจกับผู้บริโภคได้ในระยะยาว

กลยุทธ์ที่ 2: CULTURE OVER COMMERCE – สร้างวัฒนธรรมเหนือการขาย

ในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงแค่สินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการประสบการณ์ ความรู้สึก และการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง การขายโดยการสร้างการเชื่อมต่อกับลูกค้าผ่านวัฒนธรรมจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและยาวนานกว่าการขายแบบตรงไปตรงมา

เมื่อแบรนด์สามารถสร้าง Culture และ Connection ได้ ลูกค้าจะอยู่กับแบรนด์นั้นนานขึ้น มีความภักดี และกลายเป็น Brand Ambassador ที่จะช่วยแนะนำและประชาสัมพันธ์แบรนด์ให้กับคนรอบข้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายใดๆ

กรณีศึกษาที่โดดเด่นของ KFC ในเรื่องนี้คือแคมเปญ “ไก่ Buldak” ที่สร้างสตอรี่ทั้งความเผ็ดและดราม่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยใช้กลยุทธ์การร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในการทำแคมเปญนี้ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค

แทนที่จะโปรโมตผลิตภัณฑ์แบบตรงไปตรงมา ทีมการตลาดของ KFC ได้สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ ชวนให้ติดตาม และมีความบันเทิง ผลลัพธ์ที่ได้คือ แฟนๆ KFC เข้ามาร่วมคอมเมนต์และมีการแชร์เนื้อหาอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดกระแส Viral ที่ทำให้คนจำนวนมากรู้จักและสนใจผลิตภัณฑ์ จนในที่สุดสินค้าหมดจากสาขาต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งยังได้ยอด Engagement ที่สูงมากอีกด้วย

อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือเรื่องของ “หนังไก่ทอด” ที่ใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ได้ผลอย่างมาก KFC ได้สร้างเนื้อหาที่ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาร่วมคอมเมนต์อย่างมาก โดยการถามความคิดเห็นของลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม

เมื่อ KFC ฟังและยืนยันได้ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการและให้ความสำคัญ KFC จึงได้นำข้อมูลที่ได้จากการโต้ตอบกับลูกค้ามาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยให้แบรนด์เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งมากขึ้น

การสร้างวัฒนธรรมเหนือการขายนี้ ทำให้ KFC ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านไก่ทอดธรรมดาๆ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและความทรงจำของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ที่ 3: TAP INTO THE TRUTH – เจาะลึกความจริงที่ซ่อนอยู่

โดยทั่วไป แบรนด์ส่วนใหญ่มักจะฟังเสียงจากลูกค้าในตอนที่ลูกค้าพูดถึงแบรนด์นั้นๆ เท่านั้น แต่ KFC ทำมากกว่านั้น ด้วยการฟังสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้พูดถึงแบรนด์โดยตรง แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขา

การเข้าใจ Insight ที่แท้จริงของผู้บริโภคนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องการการสังเกต การวิเคราะห์ และการเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรม ความคิด และความรู้สึกของผู้บริโภคในมิติต่างๆ ที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โดยตรง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือในช่วงวันแม่ ทีมการตลาดของ KFC ได้ทำการหา Insight ว่าปกติแล้วคนเป็นแม่ชอบทำอะไรในชีวิตประจำวัน ผลการศึกษาพบว่า แม่ๆ หลายคนมีความชื่นชอบในการสะสม Tupperware หรือภาชนะเก็บอาหารต่างๆ เป็นอย่างมาก

จากข้อมูลนี้ จึงเกิดไอเดียในการสร้าง “Bucketware” ซึ่งเป็นการออกแบบกล่องเก็บไก่ให้สามารถใช้ซ้ำและสะสมได้จริง ไม่เพียงแต่เป็นการลดขยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลูกค้าไม่เพียงแต่ซื้อไก่ทอดเพื่อรับประทาน แต่ยังได้สิ่งที่สามารถนำไปใช้ในชีวิتประจำวันได้อย่างแท้จริง ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มและความพึงพอใจที่มากกว่าการซื้อสินค้าธรรมดา

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการสำรวจพบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งที่ไม่ค่อยสั่งไก่ KFC นั่นก็คือ “บุคลากรทางการแพทย์” ซึ่งเชื่อในคำเล่าขานว่า หากสั่ง KFC มารับประทาน จะต้องเจอ “เวรเยิน” หรือเหตุการณ์ไม่ดีในการทำงาน

แทนที่จะมองข้ามกลุ่มลูกค้านี้ไป KFC กลับเห็นโอกาสในการแก้ไขปัญหานี้ จึงได้คิดแคมเปญ “ในนี้ไม่มีไก่ทอด” ขึ้นมา โดยการแปะป้ายบนกล่องว่า กล่องนี้ไม่มีไก่ทอด (คล้ายกับการบอกว่า “รถคันนี้สีฟ้า” “รถคันนี้สีดำ” “รถคันนี้สีขาว” ซึ่งเป็นความจริงที่ชัดเจน)

แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากบุคลากรทางการแพทย์ เพราะมีการใช้จิตวิทยาในการทำลายความเชื่อแบบเก่า ผ่านการใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมาและมีเหตุผล ซึ่งช่วยเพิ่มฐานลูกค้าที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ได้จริง และยังสร้างการพูดถึงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางอีกด้วย

การเจาะลึกความจริงที่ซ่อนอยู่นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาและเข้าใจผู้บริโภคในระดับลึก ไม่ใช่เพียงแค่พฤติกรรมการซื้อและการใช้งานเท่านั้น แต่รวมถึงความเชื่อ ค่านิยม และวิถีชีวิตที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของพวกเขา

กลยุทธ์ที่ 4: LEAD INSIDE OUT – นำจากภายในสู่ภายนอก

เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น สิ่งสำคัญที่มักถูกลืมคือการไม่ทิ้ง “พนักงานในองค์กร” ไว้ข้างหลัง พนักงานคือผู้ที่อยู่ในแนวหน้าของการให้บริการลูกค้า และเป็นผู้ที่จะสื่อสารค่านิยมและวัฒนธรรมขององค์กรไปสู่ภายนอก

KFC เข้าใจดีว่า การที่พนักงานมีความภาคภูมิใจและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างแท้จริง จะส่งผลต่อคุณภาพการบริการและประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ดังนั้น การลงทุนในพนักงานจึงเป็นการลงทุนในอนาคตของแบรนด์

การส่งต่อความเป็นตัวตนของแบรนด์ไปถึงพนักงานทุกคนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมากและกระจายอยู่ในหลายสาขา ต้องการระบบการสื่อสาร การฝึกอบรม และกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้พนักงานเข้าใจและซึมซับวัฒนธรรมองค์กร

KFC ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้พนักงานได้เข้าร่วม เช่น การฝึกอบรมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของแบรนด์ การจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษต่างๆ การมอบรางวัลและการยกย่องพนักงานที่มีผลงานดีเด่น และการสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะได้

นอกจากนี้ KFC ยังเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี มีการพัฒนาทักษะและความก้าวหน้าในอาชีพ รวมถึงการดูแลสวัสดิการของพนักงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญขององค์กร

ผลลัพธ์ที่ได้จากการลงทุนในพนักงานนี้ คือ การบริการที่มีคุณภาพ พนักงานที่มีความสุขในการทำงาน และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ในระยะยาว

การนำจากภายในสู่ภายนอกนี้ ยังรวมถึงการให้พนักงานเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมและการปรับปรุงการให้บริการ เพราะพวกเขาคือผู้ที่เข้าใจความต้องการและปัญหาของลูกค้าได้ดีที่สุด การฟังเสียงจากพนักงานและนำข้อเสนอแนะมาปรับใช้ จะช่วยให้องค์กรพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

บทเรียนสำคัญจากความสำเร็จของ KFC

จากทั้ง 4 กลยุทธ์ที่ KFC ได้แชร์ให้กับสาธารณะ สามารถสรุปบทเรียนสำคัญได้ดังนี้

ประการแรก ความสำคัญของการมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ แทนที่จะพยายามสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา การคิดค้นวิธีการใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ประการที่สอง การสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับลูกค้ามีความสำคัญมากกว่าการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการมากกว่าสินค้า พวกเขาต้องการประสบการณ์ ความรู้สึก และการเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ใหญ่กว่า

ประการที่สาม การเข้าใจลูกค้าในระดับลึกมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่พวกเขาพูดหรือทำเกี่ยวกับแบรนด์ แต่รวมถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และความต้องการที่ซ่อนอยู่ การค้นพบ Insight เหล่านี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

ประการสุดท้าย พนักงานคือหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า การลงทุนในพนักงาน การดูแลพวกเขา และการทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจในองค์กร จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการบริการและความสำเร็จของแบรนด์

ความท้าทายในการประยุกต์ใช้

แม้ว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะฟังดูเข้าใจง่าย แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรจริงมีความท้าทายหลายประการ

อันดับแรก การสร้างและรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้คงที่ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องการความสมดุลระหว่างการยึดมั่นในหลักการกับความยืดหยุ่นในการปรับตัว

อันดับที่สอง การสร้างวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมกับลูกค้าต้องการความสม่ำเสมอและความจริงใจ ไม่สามารถทำได้ในชั่วข้ามคืน และต้องการการลงทุนในระยะยาว

อันดับที่สาม การเข้าใจลูกค้าในระดับลึกต้องการการวิจัยและการวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมีระบบการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

สุดท้าย การดูแลพนักงานและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งต้องการความมุ่งมั่นจากผู้บริหารทุกระดับ และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม

อนาคตของการสร้างแบรนด์ในยุคดิจิทัล

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญมากขึ้น กลยุทธ์เหล่านี้ยังคงมีความเกี่ยวข้องและสำคัญ แต่อาจต้องมีการปรับประยุกต์ให้เข้ากับช่องทางและพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค

การใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มดิจิทัลในการสร้างการมีส่วนร่วมและการเชื่อมต่อกับลูกค้า การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และการใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงาน ล้วนเป็นสิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องนำมาพิจารณา

อย่างไรก็ตาม หลักการพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้า การเข้าใจความต้องการที่แท้จริง และการดูแลผู้คนในองค์กร ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญและไม่เปลี่ยนแปลง

สรุป

ความสำเร็จของ KFC ในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมาเป็นเวลากว่า 40 ปีในประเทศไทย และกว่า 90 ปีทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน การเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และการมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้บริโภค

4 เคล็ดลับที่ KFC ได้แชร์ คือ การยึดมั่นในอัตลักษณ์ การสร้างวัฒนธรรมเหนือการขาย การเจาะลึกความจริงที่ซ่อนอยู่ และการนำจากภายในสู่ภายนอก เป็นแนวทางที่แบรนด์อื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดยการปรับให้เข้ากับบริบทและสถานการณ์ของตนเอง

ในโลกที่การแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น และความสนใจของผู้บริโภคมีระยะเวลาสั้นลง การมีกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า การเข้าใจความต้องการที่แท้จริง และการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนของแบรนด์

สำหรับผู้ประกอบการและนักการตลาดที่กำลังมองหาแนวทางในการพัฒนาแบรนด์ บทเรียนจาก KFC เหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน การนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้อย่างสร้างสรรค์และเหมาะสม อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและครองใจผู้บริโภคได้ในระยะยาว