ผลการศึกษาเผยแนวโน้มใหม่ในตลาดแรงงาน พนักงานยุคดิจิทัลให้ความสำคัญกับความเคารพ ความยืดหยุ่น และจุดมุ่งหมายในการทำงานมากกว่าสิทธิประโยชน์ผิวเผิน
โลกการทำงานในปี 2025 กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพนักงานรุ่นใหม่เริ่มปฏิเสธแนวคิดเก่าๆ ที่ว่า “สิทธิประโยชน์เล็กน้อยสามารถซื้อใจพนักงานได้” แทนที่จะหลงใหลกับการได้รับกาแฟฟรี บาร์เครื่องดื่ม หรือของขวัญที่มีโลโก้บริษัท พนักงานยุคใหม่กลับแสวงหาสิ่งที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่านั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการที่สังคมและเทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่านิยมและความต้องการของคนทำงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน องค์กรที่ยังคิดว่าการแจกของรางวัลหรือจัดงานปาร์ตี้หลังเลิกงานจะสามารถสร้างความผูกพันกับพนักงานได้ อาจต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ใหม่
ยุคสิ้นสุดของสิทธิประโยชน์ผิวเผิน
ผลการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของพนักงานในองค์กรยุคใหม่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เคยใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดและรักษาพนักงานไว้ในอดีต กำลังสูญเสียความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง
บาร์เครื่องดื่มและกาแฟฟรีไม่ใช่คำตอบ
หลายองค์กรยังคงเชื่อว่าการลงทุนในเครื่องชงกาแฟรุ่นใหม่ล่าสุด หรือการจัดบาร์อาหารว่างที่หลากหลาย จะสามารถทำให้พนักงานพึงพอใจและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม พนักงานยุคใหม่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งที่ควรมีอยู่แล้วตามปกติ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงคุณค่าในการทำงาน
การศึกษาพบว่า พนักงานส่วนใหญ่มองว่าการให้กาแฟฟรีหรือเครื่องดื่มต่างๆ เป็นเพียงต้นทุนการดำเนินงานพื้นฐานที่องค์กรควรจะมี ไม่ใช่สิทธิประโยชน์พิเศษที่จะสร้างความภักดีหรือแรงจูงใจในการทำงาน นอกจากนี้ หากองค์กรคิดว่าการให้กาแฟฟรีสามารถทดแทนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีได้ ถือเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง
Happy Hours ที่ไม่ได้ทำให้ทุกคนมีความสุข
กิจกรรม Happy Hours หรือช่วงเวลาสังสรรค์หลังเลิกงานที่หลายองค์กรจัดขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน กลับกลายเป็นภาระสำหรับพนักงานจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพนักงานที่มีบุคลิกแบบเก็บตัว หรือผู้ที่มีภาระผูกพันในครอบครัว
การบังคับหรือคาดหวังให้พนักงานเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ อาจสร้างความเครียดและความรู้สึกไม่เป็นธรรมได้ แทนที่จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กิจกรรมเหล่านี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งภาระงานที่พนักงานต้องทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเป็น “ทีมเพลเยอร์” ที่ดี
ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า พนักงานส่วนใหญ่ต้องการใช้เวลาหลังเลิกงานกับครอบครัวหรือกิจกรรมส่วนตัว มากกว่าการมาร่วมกิจกรรมที่บริษัทจัดขึ้น หากองค์กรต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงาน ควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานร่วมกันในเวลาทำการปกติแทน
ของขวัญพรีเมี่ยมที่ขาดความหมาย
การแจกเสื้อยืด กระเป๋า ขวดน้ำ หรือของใช้ต่างๆ ที่มีโลโก้บริษัท แม้จะเป็นการแสดงถึงการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร แต่สิ่งของเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมหรือสร้างความภักดีให้กับพนักงานอย่างแท้จริง
พนักงานยุคใหม่มองว่าการได้รับของขวัญเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นเพียงการแสดงออกที่ผิวเผิน ไม่ได้สะท้อนถึงการที่องค์กรให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างแท้จริง แทนที่จะใช้งบประมาณในการซื้อของขวัญเหล่านี้ พนักงานต้องการให้องค์กรลงทุนในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี การพัฒนาทักษะ หรือการสร้างโอกาสในการเติบโตมากกว่า
7 สิ่งที่พนักงานยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างแท้จริง
เมื่อสิทธิประโยชน์ผิวเผินไม่ใช่คำตอบ องค์กรจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับแก่นแท้ของวัฒนธรรมที่สร้างความรู้สึกผูกพันและคุณค่าอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึง 7 องค์ประกอบหลักที่พนักงานยุคใหม่ต้องการอย่างแท้จริง
1. ความเคารพ (Respect) – รากฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
ความเคารพเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง พนักงานต้องการรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เพียงแค่ทรัพยากรที่ใช้เพื่อผลิตงาน
ความเคารพในที่ทำงานสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น การยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล การเปิดรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น และการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
องค์กรที่สร้างวัฒนธรรมแห่งความเคารพจะพบว่าพนักงานมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมมากขึ้น เสนอความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างอิสระ และรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของในงานที่ทำ นอกจากนี้ ความเคารพยังช่วยลดความขัดแย้งในที่ทำงาน เพิ่มความร่วมมือระหว่างทีม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
2. ความยืดหยุ่น (Flexibility) – กุญแจสู่ความสมดุลในชีวิต
ความยืดหยุ่นได้กลายเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่พนักงานต้องการมากที่สุดในวัฒนธรรมองค์กรปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่โลกได้ผ่านประสบการณ์การทำงานจากที่บ้านในช่วงวิกฤตโควิด-19
พนักงานต้องการอิสระในการจัดการเวลาและสถานที่ทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ชีวิตของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากที่บ้านบางวัน การมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการได้รับการสนับสนุนในการดูแลครอบครัวเมื่อจำเป็น
ความยืดหยุ่นไม่ได้หมายความว่าการทำงานจะขาดประสิทธิภาพ แต่เป็นการให้พนักงานมีโอกาสทำงานในสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิผลในการทำงานเพิ่มขึ้น และช่วยลดภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่เป็นปัญหาใหญ่ในตลาดแรงงานปัจจุบัน
องค์กรที่เปิดให้พนักงานมีความยืดหยุ่นในการทำงานจะพบว่าอัตราการลาออกลดลง ความพึงพอใจในการทำงานเพิ่มขึ้น และพนักงานมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น
3. ความหมายและจุดมุ่งหมายในการทำงาน (Meaning and Purpose) – แรงขับเคลื่อนที่แท้จริง
พนักงานยุคใหม่ไม่ต้องการเพียงแค่งานที่ให้เงินเดือนดี พวกเขาต้องการทำงานที่มีความหมายและมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน พวกเขาต้องการรู้ว่างานที่ตนทำมีผลกระทบอย่างไรต่อองค์กร ต่อลูกค้า ต่อสังคม หรือต่อโลก
การสร้างความหมายในงานไม่ได้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่รวมถึงการทำให้พนักงานเข้าใจว่างานของตนมีความสำคัญอย่างไรต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร การได้เห็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำงานของตนเอง และการรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า
องค์กรที่สามารถสร้างความหมายและจุดมุ่งหมายให้กับพนักงานได้ จะพบว่าพนักงานมีแรงจูงใจในการทำงานสูงขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และเต็มใจที่จะลงทุนเวลาและพลังงานเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
4. ความไว้วางใจและความโปร่งใส (Trust and Transparency) – เสาหลักของความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง
ความไว้วางใจและความโปร่งใสเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมองค์กรที่ประสบความสำเร็จ พนักงานต้องการทำงานกับผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ และโปร่งใสเกี่ยวกับการตัดสินใจต่างๆ
ความโปร่งใสไม่ได้หมายความว่าต้องเปิดเผยทุกอย่าง แต่เป็นการแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างชัดเจนและสม่ำเสมอ เช่น แผนกลยุทธ์ขององค์กร การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ และเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจต่างๆ
เมื่อองค์กรสร้างวัฒนธรรมความไว้วางใจ พนักงานจะรู้สึกปลอดภัยที่จะแสดงความกังวล เสนอความคิดเห็น แม้จะเป็นเรื่องที่อาจไม่เป็นที่นิยม และเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของธุรกิจ
5. ผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathetic Leadership) – ความเป็นผู้นำในยุคใหม่
ความเห็นอกเห็นใจได้กลายเป็นคุณลักษณะที่ขาดไม่ได้ของผู้นำในยุคปัจจุบัน พนักงานต้องการผู้นำที่สามารถเข้าใจความรู้สึก ความต้องการ และความท้าทายที่แต่ละคนกำลังเผชิญ
ผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจจะไม่เพียงแต่รับฟังปัญหาของพนักงาน แต่จะพยายามเข้าใจมุมมองของพวกเขา และให้การสนับสนุนที่เหมาะสม การแสดงความเห็นอกเห็นใจไม่ได้หมายความว่าต้องยอมตามความต้องการของพนักงานทุกอย่าง แต่เป็นการให้ความสำคัญกับมนุษย์ในฐานะมนุษย์
การศึกษาพบว่าทีมที่มีผู้นำที่แสดงความเห็นอกเห็นใจจะมีขวัญกำลังใจที่ดีกว่า อัตราการลาออกที่ต่ำกว่า และประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงกว่าทีมที่มีผู้นำแบบเก่า
6. ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) – ความจำเป็นในยุคเชื่อมต่อ
ในโลกที่เทคโนโลยีทำให้เราสามารถเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา เส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานกลายเป็นเรื่องที่เลือนรางมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานกลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ
พนักงานต้องการมีเวลาและพลังงานที่เพียงพอสำหรับชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และกิจกรรมที่ตนเองสนใจ นอกเหนือจากการทำงาน พวกเขาไม่ต้องการรู้สึกว่าต้องเลือกระหว่างความสำเร็จในหน้าที่การงานกับความสุขในชีวิตส่วนตัว
องค์กรที่ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานจะสร้างนโยบายต่างๆ เช่น การจำกัดการติดต่อนอกเวลาทำการ การมีวันหยุดที่เพียงพอ การสนับสนุนให้พนักงานใช้วันหยุดอย่างเต็มที่ และการไม่คาดหวังให้พนักงานทำงานนอกเวลาเป็นประจำ
7. การยอมรับและการชื่นชม (Recognition and Appreciation) – พลังจูงใจที่ไม่มีวันหมด
การได้รับการยอมรับและชื่นชมเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ พนักงานต้องการรู้สึกว่าความพยายามและผลงานของตนได้รับการรับรู้และชื่นชม ไม่ใช่เพียงแค่เมื่อทำผลงานยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่รวมถึงความพยายามในชีวิตประจำวันด้วย
การยอมรับและชื่นชมไม่จำเป็นต้องมีมูลค่าทางการเงินสูง การชมเชยด้วยคำพูดที่จริงใจ การขอบคุณในที่ประชุม หรือการเขียนอีเมลชื่นชมผลงานสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้อย่างมาก
องค์กรที่สร้างวัฒนธรรมการยอมรับและชื่นชมจะมีพนักงานที่มีความสุขในการทำงาน มีแรงจูงใจสูง และเต็มใจที่จะทำงานเพื่อองค์กรในระยะยาว การให้การยอมรับอย่างสม่ำเสมอยังช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานเชิงบวกและส่งเสริมการทำงานเป็นทีมอีกด้วย
ผลกระทบต่อองค์กรที่ไม่ปรับตัว
องค์กรที่ยังคงยึดติดกับวิธีการเก่าๆ และไม่เข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของพนักงานยุคใหม่ จะต้องเผชิญกับผลกระทบเชิงลบในหลายด้าน
ปัญหาการรักษาพนักงาน
อัตราการลาออกของพนักงานในองค์กรที่ยังคงมุ่งเน้นเฉพาะสิทธิประโยชน์ผิวเผินมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พนักงานที่มีความสามารถจะเลือกย้ายไปยังองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ดีกว่า แม้ว่าเงินเดือนอาจจะไม่สูงกว่าก็ตาม
การสูญเสียพนักงานที่มีความสามารถไม่เพียงแต่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่ แต่ยังส่งผลต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการสูญเสียความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา
ความเสื่อมของชื่อเสียงในตลาดแรงงาน
ในยุคที่ข้อมูลการประเมินบริษัทโดยพนักงานแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Glassdoor หรือ JobsDB องค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่ดีจะถูกเปิดเผยอย่างรวดเร็ว
ชื่อเสียงที่เสียหายในตลาดแรงงานจะทำให้การสรรหาพนักงานที่มีคุณภาพกลายเป็นเรื่องยากขึ้น และอาจต้องใช้เงินเดือนที่สูงกว่าปกติเพื่อดึงดูดผู้สมัครงานที่ดี
ลดลงของประสิทธิภาพในการทำงาน
พนักงานที่ไม่มีความสุขในการทำงานจะมีประสิทธิภาพลดลง ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่เต็มใจที่จะทำงานเกินกว่าที่กำหนดไว้ สิ่งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและผลกำไรขององค์กร
นอกจากนี้ พนักงานที่ไม่มีความผูกพันจะไม่เสนอความคิดเห็นหรือแนวทางในการปรับปรุงองค์กร ทำให้องค์กรสูญเสียโอกาสในการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงาน
กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้องการการวางแผนและการดำเนินการอย่างเป็นระบบ
การเริ่มต้นจากผู้นำ
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรต้องเริ่มจากผู้นำระดับสูง ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างในการแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมใหม่ที่ต้องการสร้าง การพูดแต่ไม่ทำจะทำให้พนักงานเสียความไว้วางใจและไม่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง
การสื่อสารอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
องค์กรต้องสื่อสารวิสัยทัศน์ ค่านิยม และความคาดหวังใหม่ให้กับพนักงานอย่างชัดเจน การสื่อสารไม่ควรเป็นเพียงการประกาศครั้งเดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและใช้ช่องทางที่หลากหลาย
การปรับปรุงระบบและกระบวนการ
นโยบาย ระบบการประเมินผล และกระบวนการต่างๆ ขององค์กรต้องได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมใหม่ เช่น การปรับระบบการประเมินผลให้เน้นไปที่การทำงานร่วมกันและการสร้างผลกระทบเชิงบวก ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขยอดขาย
การรับฟังและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
องค์กรต้องสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างสม่ำเสมอ และต้องแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอแนะเหล่านั้นได้รับการนำไปปฏิบัติจริง
ตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จ
หลายองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เริ่มปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานและประสบความสำเร็จ
องค์กรเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานรู้สึกมีคุณค่า ได้รับการเคารพ และมีโอกาสเติบโต พวกเขาลงทุนในการพัฒนาทักษะพนักงาน สร้างโอกาสการเรียนรู้ และให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่สำคัญ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ พนักงานที่มีความผูกพันสูง อัตราการลาออกที่ต่ำ และผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แนวโน้มอนาคตของวัฒนธรรมองค์กร
การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมองค์กรจะยังคงดำเนินต่อไปในอนาคต เมื่อพนักงานรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ความต้องการและความคาดหวังจะยิ่งเปลี่ยนแปลงไปอีก
เทคโนโลยีและการทำงาน
การพัฒนาของเทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติจะเปลี่ยนแปลงลักษณะของงานหลายประเภท พนักงานจะมุ่งเน้นไปที่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์มากขึ้น
ความหลากหลายและการรวม
ความหลากหลายในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านเพศ อายุ เชื้อชาติ หรือความคิดเห็น จะกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น องค์กรที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่รวมและเปิดกว้างจะมีข้อได้เปรียบในการดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถหลากหลาย
ความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม
พนักงานรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและผลกระทบที่องค์กรมีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พวกเขาต้องการทำงานกับองค์กรที่มีจุดยืนที่ชัดเจนในประเด็นเหล่านี้
บทสรุป: เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่กาแฟฟรี ช่วงเวลาแห่งความสุข หรือของพรีเมี่ยมจากองค์กร พนักงานยุคใหม่ต้องการวัฒนธรรมองค์กรที่มีความหมาย ความเคารพ ความยืดหยุ่น ความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความเห็นอกเห็นใจ
องค์กรที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจประสบปัญหาในการดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ ในขณะที่องค์กรที่ให้ความสำคัญกับค่านิยมเหล่านี้จะสามารถสร้างพนักงานที่มีความภักดี มีแรงจูงใจ และมีประสิทธิภาพสูง
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว องค์กรที่เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงวันนี้จะมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดแรงงานอนาคต
ดังคำกล่าวที่ว่า “วัฒนธรรมเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าคุณจะวางแผนหรือไม่ก็ตาม” ถึงเวลาแล้วที่องค์กรจะต้องเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างตั้งใจ เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของทั้งพนักงานและธุรกิจ การลงทุนในวัฒนธรรมองค์กรที่ดีคือการลงทุนในอนาคตที่ยั่งยืนขององค์กร