3 แนวโน้มสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจไร้เงินสด เผย A2A-กระเป๋าเงินดิจิทัล-Stablecoin จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมการชำระเงินโลก

Worldpay ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชันการชำระเงิน ได้ประกาศเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ นับเป็นตลาดแห่งที่ 9 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสำหรับบริษัทที่มีอยู่ในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก การขยายตลาดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Worldpay ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศสามารถรับชำระเงินด้วยวิธีที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเปิดตัวรายงาน Global Payments Report ฉบับที่ 10 ซึ่งเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการชำระเงินโลกในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นจาก 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 เป็น 18.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า และคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 33.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

ไฮไลท์เด็ดของเรื่องนี้

ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน Worldpay สู่ตลาดไทย

การตัดสินใจเข้าสู่ตลาดประเทศไทยของ Worldpay มีรากฐานมาจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว จากการใช้เงินสดสู่การใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลและการโอนเงินระหว่างบัญชี (Account-to-Account หรือ A2A) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

กาเบรียล เดอ มงเตสซุส ประธานฝ่ายธุรกิจระดับโลกของ Worldpay กล่าวเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้ประกอบการในตลาดไทยต้องปรับตัวเพื่อมอบประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย “ภูมิทัศน์การชำระเงินในประเทศไทยกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการใช้เงินสดไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัลและการโอนเงินระหว่างบัญชี (A2A) สิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในตลาดนี้คือการมอบประสบการณ์ที่ถูกต้องให้กับผู้ซื้อด้วยการชำระเงินที่เร็วที่สุดและปลอดภัยที่สุด”

นอกจากนี้ ชนัญภัค แก้วจำบัง ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Worldpay ยังได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากรายงาน Worldpay Global Payments Report ว่า ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านมูลค่าการทำธุรกรรม และคาดการณ์ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยจะเติบโต 9% ต่อปีจนถึงปี 2573 และมีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีเดียวกัน

ข้อมูลล่าสุดจากปี 2024 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 3 ประเทศที่ใช้ QR Code ในการชำระเงินมากที่สุดในโลก โดยมีอัตราการใช้งาน 61.5% ของประชากรอายุ 16 ปีขึ้นไป รองจากจีนที่ 67.4% และมาเลเซียที่ 66.1% ซึ่งเน้นย้ำถึงศักยภาพมหาศาลของตลาดการชำระเงินดิจิทัลในประเทศ

ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีมูลค่า 38.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 58.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 15% โดยมีผู้บริโภคในตลาดอีคอมเมิร์ซประมาณ 43.5 ล้านคน และอุปกรณ์มือถือครองส่วนแบ่งมากกว่า 80% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมด

การสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในยุคไร้พรมแดน

ฟิล พอมฟอร์ด ผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Global Enterprise ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Worldpay กล่าวถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการเข้ามาในตลาดไทยว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดหลักของ Worldpay เราต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถรับชำระเงินได้ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ยังครอบคลุมทั่วโลก ปัจจุบันตลาดมีการเติบโตในสองมุม คือผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ และผู้ประกอบการระดับโลกที่ต้องการเข้ามาเติบโตในตลาดไทย ซึ่งเราพร้อมที่จะสนับสนุนการเติบโตทั้งสองทิศทางนี้”

Worldpay ขณะนี้สนับสนุนความสามารถในการรับชำระเงินในประเทศในตลาด 9 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นอกเหนือจากไทย ยังรวมถึงออสเตรเลีย ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้

Worldpay เล็งเห็นถึงช่องว่างในการเชื่อมโยงระบบ QR Code ข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีเป้าหมายที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ เพื่อให้การชำระเงินข้ามประเทศเป็นไปได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันก็ยังคงให้ความสำคัญกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ซึ่งยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับการค้าในหลายรูปแบบ ด้วยเหตุนี้ Worldpay จึงนำเสนอโซลูชันการชำระเงินที่ครอบคลุมทุกช่องทาง

บริการและนวัตกรรมเพื่อตลาดไทย

ในประเทศไทย Worldpay ให้บริการรับชำระเงินผ่านบัตรชั้นนำระดับโลก และรองรับการชำระเงินในสกุลเงินบาทสำหรับผู้ประกอบการไทย ที่สำคัญคือ สามารถเข้าถึงวิธีการชำระเงินทางเลือก (APMs) ยอดนิยม 4 รูปแบบ ผ่านพันธมิตรในตลาด ได้แก่ LINE Pay, TrueMoney, PromptPay และการชำระเงินผ่านธนาคารออนไลน์

Worldpay ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินในประเทศเพื่อประมวลผลธุรกรรมทั้ง Visa และ Mastercard และได้ร่วมมือกับ NTT Data เพื่อเข้าถึงวิธีการชำระเงินเหล่านี้

เจมส์ ฟราย รองประธานอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์องค์กรของ Worldpay ได้เปิดเผยถึงนวัตกรรมและบริการเฉพาะที่นำมาสู่ตลาดไทยว่า “สิ่งที่เรานำมาคือ Global Scaling Coverage หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายธุรกิจในระดับโลก Worldpay ทำหน้าที่เป็นเสมือนฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตสู่ระดับสากลได้ เรายังมีบริการเสริม (Value-Added Services) ที่สำคัญสำหรับร้านค้า เช่น บริการตรวจจับการฉ้อโกง บริการชำระเงินที่ปลอดภัย และการเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงิน (Payment Optimization) ด้วย AI และ Machine Learning ซึ่งบริการเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค”

Worldpay ยังได้ประกาศการเข้าซื้อกิจการ Ravelin บริษัทด้านข้อมูลและ AI ที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจจับการฉ้อโกง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันการฉ้อโกงได้ดียิ่งขึ้น และได้รับรางวัล ‘Best Performing Gateway’ และ ‘Fastest Transactions’ จาก The Strawhecker Group (TSG) ในรางวัล Real Transaction Metrics Awards 2025 เป็นปีที่สองติดต่อกัน

แนวโน้มการชำระเงินระดับโลกและผลกระทบต่อประเทศไทย

Worldpay คาดการณ์แนวโน้มการชำระเงินที่สำคัญระดับโลกในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนี้

แนวโน้มที่ 1: การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการชำระเงินแบบ Account-to-Account (A2A) และกระเป๋าเงินดิจิทัล

การชำระเงินดิจิทัล (รวมถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล A2A และ BNPL) เพิ่มขึ้นจาก 34% ของมูลค่าการค้าออนไลน์ในปี 2014 เป็น 66% ในปี 2024 และในร้านค้า เพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 38% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในเอเชียและกำลังขยายตัวไปทั่วโลก

ระบบการชำระเงินแบบทันทีได้รับการพัฒนาในกว่า 20 ตลาดจาก 40 ตลาดที่ครอบคลุมในรายงาน GPR ในทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึง BLIK ในโปแลนด์ Vipps ในนอร์เวย์ และ Wero ในยุโรป โดยมูลค่าธุรกรรม A2A ทั้งหมดคาดว่าจะถึงเกือบ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

ข้อมูลในปี 2023 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการยอมรับกระเป๋าเงินดิจิทัลสูงถึง 89.0% รองจากอินเดียที่ 90.8% และอินโดนีเซียที่ 89.8% ร้านค้าที่เคยพึ่งพาการชำระเงินด้วยบัตรจะมีความจำเป็นต้องนำวิธีการชำระเงินทางเลือกเหล่านี้มาใช้มากขึ้น

ฐานลูกค้าของกระเป๋าเงินดิจิทัลไทยอย่าง TrueMoney และ LINE Pay ของญี่ปุ่น คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 200% ระหว่างปี 2020 และ 2025

แนวโน้มที่ 2: การใช้ Stablecoin สำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย Stablecoin โดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้เปิดตัวระบบชำระเงินข้ามพรมแดนด้วย Stablecoin เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ร่วมกับ SCB 10X และ Lightnet ซึ่งใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐหรือทองคำเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศที่เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Stablecoin มีข้อได้เปรียบชัดเจนในด้านความเร็ว ต้นทุน ความน่าเชื่อถือ และความสะดวกเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเร็วที่เหนือกว่าระบบ ACH และ Swift wire transfers ด้วยการชำระเงินแบบทันทีทั่วโลกและความพร้อมใช้งาน 24/7

การยอมรับ Stablecoin กำลังเร่งตัวขึ้น และสถาบันการเงิน Fintech และเครือข่ายการชำระเงินต้องตัดสินใจว่าจะเป็นผู้นำในการบูรณาการโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยบล็อกเชน หรือจะเสี่ยงที่จะตกหล่น โดยอาจปลดปล่อยเงินทุนที่ถูกผูกติดในบัญชี Nostro/Vostro ประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีการโอนมูลค่าคริปโตกว่า 400 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปยังประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางในปี 2024 โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการใช้งานด้านการส่งเงิน และคาดว่าการยอมรับจะเร่งตัวขึ้นอีกในปี 2025

แนวโน้มที่ 3: แนวโน้มการพัฒนาระบบ Agentic Commerce

แนวโน้มการพัฒนาระบบ Agentic Commerce ซึ่งเป็นรูปแบบการซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีเอเจนต์อัตโนมัติคอยช่วยเหลือผู้บริโภคในทุกขั้นตอนของการซื้อสินค้าตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงการบูรณาการกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในการเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงิน AI ช่วยให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจแบบเรียลไทม์ได้ดีขึ้นและเพิ่มอัตราการแปลงการชำระเงิน

โอกาสและศักยภาพของตลาดไทย

ประเทศไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการเงินดิจิทัลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเติบโตของกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลก และระบบ ผ่อนชำระสินค้า (Buy Now, Pay Later หรือ BNPL) ที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมในประเทศไทย

กระเป๋าเงินดิจิทัลคิดเป็นส่วนแบ่งมากกว่าหนึ่งในสามของการใช้จ่ายของผู้บริโภคและธุรกิจทั่วโลกในปี 2024 โดยมีมูลค่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และภายในปี 2030 ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ระบบ PromptPay ได้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศไทย และการขยายตัวเป็นระบบชำระเงิน QR Code ได้เร่งการยอมรับการชำระเงินดิจิทัลทั่วราชอาณาจักร โดยในปี 2020 มีการบันทึกธุรกรรมผ่านระบบถึง 13.39 ล้านรายการ ซึ่งเพิ่มขึ้น 49.14% จากปี 2019

การใช้งานกระเป๋าเงินมือถือคาดว่าจะเติบโตต่อไปจนถึงอนาคต โดย IDC คาดการณ์ว่าการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินมือถือจะคิดเป็น 29% ของการชำระเงินอีคอมเมิร์ซทั้งหมดในประเทศไทยภายในปี 2027

ตลาดบัตรเติมเงินของประเทศไทยจะมีมูลค่า 18.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 13.4% ถึงจุดสูงสุด 30.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองตำแหน่งตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคสำหรับการโอนเงินระหว่างบัญชี ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตในระดับสากล

การแข่งขันและการพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซ

ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยกำลังมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยมีผู้ขายจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันและทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคไทยซื้อสินค้าออนไลน์ในปี 2025 คือคูปอง ส่วนลด และการจัดส่งฟรี เนื่องจากพวกเขาให้ความสำคัญกับคุณค่าและความคุ้มค่า

การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบที่สำคัญได้ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2024 ประเทศไทยอนุญาตให้ผู้ขายต่างชาติส่งสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทตรงไปยังผู้บริโภคไทยโดยไม่เสียภาษีนำเข้า

ตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยเติบโต 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้ 1.1 ล้านล้านบาทในปี 2024 เปรียบเทียบกับ 980 พันล้านบาทในปี 2023

การร่วมมือข้ามพรมแดนในภูมิภาค

โครงการ ASEAN Payment Connectivity ที่เรียกว่า “Cross-border QR Payments” ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสแกน QR Code เพื่อทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น โดยหลีกเลี่ยงการใช้ดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลาง ภายในปี 2023 การเชื่อมโยงแบบทวิภาคีได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น ระหว่างอินโดนีเซีย (QRIS) และมาเลเซีย โดยมีแผนขยายไปยังเวียดนาม บรูไน และประเทศอื่นๆ ภายในปี 2025

การค้าข้ามพรมแดนภายในอาเซียนคาดว่าจะมีมูลค่า 14.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 เพิ่มขึ้น 2.8 เท่าจากปี 2023 โดยยกเว้นเวียดนามและอินโดนีเซีย มูลค่าธุรกรรมข้ามพรมแดนเฉลี่ยต่อลูกค้าในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงกว่ามูลค่าในประเทศ

ความร่วมมือเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ชนัญภัค แก้วจำบัง เสริมว่า Worldpay มีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงินและธนาคารชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะร่วมเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงานและพัฒนาธุรกิจ

การเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของ Worldpay ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และการพัฒนาระบบการชำระเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและแนวโน้มอนาคต

ตลาดเกตเวย์การชำระเงินดิจิทัลระดับโลกมีมูลค่า 106.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตไปที่ 205.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 11.5%

ในปี 2025 เราจะเห็นการพัฒนาในแนวโน้มเทคโนโลยีการชำระเงินต่อไปนี้: การปรับปรุงและการเสริมระบบการชำระเงินแบบไร้สัมผัส NFC ที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับ Open Banking ซึ่งจะเห็นธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงินเปิด API ให้กับบุคคลที่สาม มากขึ้น ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถควบคุมการเงินของตนได้มากขึ้นจากแอปที่น้อยลง

ตลาดอีคอมเมิร์ซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีขนาด 221.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะถึง 1,480.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโต 21.7% ต่อปี

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรกว่า 600 ล้านคนและ GDP รวม 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดมีการคาดการณ์ว่าจะบรรลุอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 22% และมูลค่าสินค้าทั้งหมด (GMV) คาดว่าจะถึง 230 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026

การปรับตัวของธุรกิจไทยในยุคดิจิทัล

การเข้ามาของ Worldpay ในประเทศไทยไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของประเทศให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างไร้รอยต่ออีกด้วย

การรายงานของ Worldpay แสดงให้เห็นว่าการชำระเงินดิจิทัลขณะนี้คิดเป็น 66% ของการใช้จ่ายอีคอมเมิร์ซทั่วโลก โดยกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่าง Apple Pay, Google Pay, PayPal และ Alipay ประมวลผลมากกว่า 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าจากปี 2014

ธุรกิจสมัครสมาชิกที่พึ่งพารายได้แบบต่อเนื่องจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการชำระเงินหรือเสี่ยงต่อการสูญเสียลูกค้า โดย “GPR ช่วยให้ผู้ค้าสามารถเข้าใจว่าควรยอมรับการชำระเงินใดในภาคของตนเพื่อให้แน่ใจว่ามีตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า” ตามที่เจมส์ ฟราย หัวหน้าผลิตภัณฑ์องค์กรของ Worldpay กล่าว

บทสรุป: อนาคตของการชำระเงินในประเทศไทย

การเข้าสู่ตลาดไทยของ Worldpay เป็นเครื่องหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์การชำระเงินของประเทศ ด้วยการสนับสนุนจากแนวโน้มสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของระบบ A2A การแพร่หลายของกระเป๋าเงินดิจิทัล และการยอมรับ Stablecoin สำหรับการโอนเงินข้ามพรมแดน ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจไร้เงินสดอย่างเต็มตัว

ผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์จากโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกผ่านระบบการชำระเงินที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริษัทระหว่างประเทศจะสามารถเข้าถึงตลาดไทยได้ง่ายขึ้นด้วยวิธีการชำระเงินที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่น

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินของประเทศในยุคดิจิทัล ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงนี้จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้บริโภคในการปรับตัวและยอมรับเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการชำระเงินดิจิทัลในภูมิภาคจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมทั้งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม